“จู หรงจี” ทำให้จีนและสหรัฐพบ “ฤดูใบไม้ผลิครั้งที่สอง” ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ อุตสาหกรรมรถยนต์ ค้าปลีก และบริการของสหรัฐ ต่างทำกำไรมหาศาลในจีน ช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ขณะเดียวกันก็ผลักดันให้บุคลากรของจีนเชื่อมโยงกับโลก ทำให้จีนกลับมาสัมผัสความรุ่งเรืองดุจสมัยราชวงศ์ถัง
“จู หรงจี” อดีตนายกรัฐมนตรีถึงแก่อสัญกรรม ท่ามกลางเสียงนกเสียงกาในสหรัฐว่า อดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน มีความ “เสียใจ” ที่เคยผลักดันให้จีนเข้าร่วมองค์การการค้าโลก (WTO) เพราะนโยบายดังกล่าวมีส่วนทำให้จีนผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจที่เป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐ ปัจจุบัน ไม่ว่าข่าวลือนี้จะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม แต่การตีความเช่นนี้ถือเป็นความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงต่อสาระสำคัญของโลกาภิวัตน์และการเปิดประเทศ
แนวคิดเปิดกว้างของ “จู หรงจี” ต่างหากที่ทำให้จีนและสหรัฐพบ “ฤดูใบไม้ผลิครั้งที่สอง” ผ่านระบบโลกาภิวัตน์ อุตสาหกรรมรถยนต์ ค้าปลีก และบริการของสหรัฐ ต่างทำกำไรมหาศาลจากตลาดจีน ขณะเดียวกันก็ช่วยให้สหรัฐรักษาบทบาทผู้นำด้านนวัตกรรม และผลักดันให้บุคลากรจีนรวมถึงระบบค่านิยมของจีนเชื่อมโยงกับโลกมากขึ้น จนนำไปสู่ยุคแห่งนวัตกรรมที่คึกคักในปัจจุบัน
การผลักดันให้จีนเข้าเป็นสมาชิก WTO เปิดทางให้บริษัทข้ามชาติของสหรัฐ สามารถเข้าสู่ตลาดจีนขนาดมหาศาลได้อย่างกว้างขวาง และช่วยให้อุตสาหกรรมรถยนต์สหรัฐ ที่กำลังเผชิญวิกฤตมีโอกาสฟื้นตัวในเวลานั้น Ford, General Motors และ Chrysler ซึ่งเป็นสามค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ ต่างเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากการแข่งขันของบริษัทญี่ปุ่น ประกอบกับแรงกดดันจากสหภาพแรงงาน ทำให้หลายบริษัทประสบภาวะขาดทุน การเข้าสู่ตลาดจีนจึงเป็นช่องทางสำคัญที่ช่วยให้ผู้ผลิตรถยนต์สหรัฐ พบโอกาสทางธุรกิจใหม่
ยักษ์ใหญ่ด้านค้าปลีกของสหรัฐ เช่น Walmart รวมถึงบริษัทเครื่องดื่มอย่าง Coca-Cola และ Starbucks ต่างขยายธุรกิจในจีนอย่างรวดเร็วและได้รับประโยชน์จากตลาดขนาดใหญ่ ขณะที่ธุรกิจประกันภัย บริษัทบัญชี และสำนักงานกฎหมายของสหรัฐ ก็สามารถสร้างตลาดในจีนได้มหาศาล พร้อมนำมาตรฐานสากลเข้ามามีบทบาทในการเชื่อมจีนเข้าสู่ระบบโลกาภิวัตน์ ซึ่งเป็นประโยชน์ร่วมกัน
อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ IBM, Dell ไปจนถึง Instruments Texas ต่างพบโอกาสทางธุรกิจครั้งสำคัญในจีน เช่นเดียวกับ Apple และ Tesla ที่ได้รับประโยชน์จากฐานการผลิตและตลาดผู้บริโภค
หากสหรัฐปิดประเทศและปฏิเสธการเข้าร่วม WTO ของจีน ไม่เพียงแต่ขนาดเศรษฐกิจจะถูกจำกัดลง ความสามารถในการดึงดูดบุคลากรจากทั่วโลกก็อาจลดลงด้วย การปิดประตูแล้วพอใจกับความยิ่งใหญ่ของตนเอง ท้ายที่สุดอาจเดินไปในเส้นทางเดียวกับญี่ปุ่นและบางประเทศในยุโรป
สินค้าจีนเข้าสู่ตลาดสหรัฐ ยังช่วยให้ระดับราคาสินค้าในสหรัฐอยู่ในระดับต่ำและช่วยลดปัญหาเงินเฟ้อ เศรษฐกิจสหรัฐ ในยุคคลินตันจึงเติบโตอย่างโดดเด่น ต้องไม่ลืมว่า การเปิดกว้างไม่ใช่เป็นการให้ความช่วยเหลือฝ่ายเดียว แต่เป็นระบบการแข่งขันทางสถาบันและการเคลื่อนย้ายบุคลากรแบบสองทาง
กรณีเป็นการทำให้จีนกลับมาเชื่อมโยงกับโลกในลักษณะที่คล้ายกับยุครุ่งเรืองของราชวงศ์ถัง ซึ่งมีความสัมพันธ์กับโลกอย่างกว้างขวาง เพราะการเปิดกว้างช่วยทำลายระบบที่ปิดตัวเองและความคิดที่ยึดติดกับอุดมการณ์แบบตายตัว โดยหันมาให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
สิ่งที่น่าสนใจคือ สินค้าส่งออกของจีนพัฒนาจาก “สามสินค้าเก่า” คือ เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า มาสู่ “สามสินค้าใหม่” คือรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ลิเทียม และแผงโซลาร์เซลล์ และพัฒนาสู่ “สามสินค้าใหม่ยุคใหม่” เช่น โดรน ยานวัตกรรมทางการแพทย์ และหุ่นยนต์ ล้วนเป็นพลังนวัตกรรม
กว่า 20 ปีรัฐบาลจีนได้ยึดแนวทางบริหารของ “จู หรงจี” ด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมจีนสามารถยกระดับได้อย่างเห็นได้ชัด การขยายโอกาสทางการศึกษาและการเปิดกว้างทางการศึกษา ทำให้มีบุคลากรที่มีความสามารถเพิ่มขึ้นในหลายสาขา โดยเฉพาะกำลังคนด้านวิศวกรรม ส่งผลให้จีนมีระบบโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และพัฒนาอย่างรวดเร็วในด้านปัญญาประดิษฐ์จนสามารถแข่งขันกับสหรัฐ
แก่นสำคัญของนโยบายของจู หรงจี อยู่ที่การสร้างกลไก “แก้ไขข้อผิดพลาดด้วยตนเอง” และการมองการณ์ไกล ซึ่งตรงกันข้ามกับจุดอ่อนของระบบการเมืองแบบเลือกตั้งของสหรัฐ ที่นักการเมืองจำนวนมากมักมุ่งผลประโยชน์ระยะสั้น ขาดวิสัยทัศน์ระยะยาวเช่นเดียวกับที่ประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี. รูสเวลต์ เคยแสดงผ่าน “นิวดีล” หรือที่ประธานาธิบดีดไวต์ ไอเซนฮาวร์เคยวางรากฐานโครงข่ายทางหลวงระหว่างรัฐของสหรัฐ
ฯพณฯ จู หรงจี อดีตนายกรัฐมนตรีจีนผู้สร้าง “ฤดูใบไม้ผลิครั้งที่สองจีน-สหรัฐ” คือ “บุคคลแห่งยุค” ผลงานที่ล้ำเลิศได้ฝังลึกในดวงหทัยของคนจีนและต่างประเทศ ประวัติศาสตร์จะต้องจารึกไว้ตราบนิรันดร์
ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

