หน้าแรก บทความ สะพานแห่งกาลเ...

สะพานแห่งกาลเวลา : กลาเซียร์วันสิ้นโลก ที่ภาคพื้นทวีปแอนตาร์กติกา

13.09.26 | 12:14 น.
กลาเซียร์วันสิ้นโลก ที่ภาคพื้นทวีปแอนตาร์กติกา
ESA

ที่บริเวณภาคตะวันตกของทวีปแอนตาร์กติกา หรือขั้วโลกใต้ มีธารน้ำแข็งขนาดมหึมาอยู่แห่งหนึ่ง มันมีชื่อเรียกจำเพาะอยู่ว่า ธไวธี กลาเซียร์ แต่ผู้คนทั่วไปกลับเรียกชื่อมันไปอีกชื่อหนึ่งจนเป็นที่รู้จักมักคุ้นไปทั่วโลกว่า “ดูมส์เดย์ กลาเซียร์” ซึ่งแปลเอาความกันง่ายๆ ได้ว่า กลาเซียร์วันสิ้นโลก นั่นเอง


ธไวธี กลาเซียร์ มีแผ่นผาน้ำแข็ง (ice shelf) ประกบอยู่ทางด้านหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมกลาเซียร์แห่งนี้จึงถูกกันออกจากน้ำทะเลที่มีอุณหภูมิค่อนข้างสูงปัญหาก็คือว่า จากการสำรวจครั้งล่าสุดเมื่อปี 2019 เจ้าแผ่นผาน้ำแข็งที่ว่านี้เริ่มละลาย แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ จนกลายเป็นสาเหตุให้เกิดความวิตกกังวลในหมู่ผู้เชี่ยวชาญว่า นี่อาจเป็นสาเหตุทำให้ผู้คนหลายล้านคนตกอยู่ในภาวะยุ่งยากลำบากได้

ธไวธี กลาเซียร์ ถูกเรียกขานว่า กลาเซียร์วันสิ้นโลกก็เพราะถ้าหากกลาเซียร์แห่งนี้ละลายไปจนหมด ระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะสูงขึ้นกว่าเดิมมากถึง 26 นิ้ว หรือ 65 เซนติเมตร ซึ่งระดับน้ำทะเลสูงระดับนี้สามารถสร้างความเดือดร้อนให้กับเมืองสำคัญๆ ทุกเมืองทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่กระทั่งเมืองอย่าง นิวยอร์ก, บอสตัน, ซานฟรานซิสโก และไมอามี ของสหรัฐอเมริกา

นักวิจัยประเมินเอาไว้คร่าวๆ ว่า แผ่นผาน้ำแข็งที่ว่านี้ มีขนาดพอๆ กับรัฐฟลอริดาของสหรัฐอเมริกาทั้งรัฐ แล้วก็ใช่ว่ามันจะสลายตัวไปในเร็วๆ นี้ แต่เมื่อตรวจสอบดูดีๆ พบว่า บริเวณริมขอบนอกทางด้านตะวันออกของมันเริ่มปริแตก จนในที่สุดตัวผาน้ำแข็งเองซึ่งเดิมเคยทำหน้าที่เป็นตัวพยุงให้กลาเซียร์ทั้งหมดลอยตัวอยู่ได้นี้ หมดสภาพไม่สามารถทำหน้าที่พยุงนี้ต่อไปได้ แถมยังไม่สามารถกันไม่ให้น้ำแข็งจากใจกลางทวีปไหลลงสู่มหาสมุทรได้อีกด้วย

Advertisement

โรเบิร์ต ลาร์เทอร์ นักธรณีฟิสิกส์ทางทะเล (marine geophysicist) ประเมินเอาไว้ว่า มีความเป็นไปได้สูงมากที่ผาน้ำแข็งแห่งนี้จะแตกออกจากตัวทวีปจนสมบูรณ์ภายในปีนี้ ถึงขนาดเขียนคำไว้อาลัยให้กับธไวธี กลาเซียร์เอาไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้วด้วย

ลาร์เทอร์บอกว่า จากการศึกษาวิจัยอย่างละเอียดพบว่า ตัวกลาเซียร์ มีองค์ประกอบและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จนส่อเค้าว่าหายนะจะมาถึงเร็วกว่าที่เคยคาดหมายเอาไว้ ตัวอย่างเช่น บริเวณด้านหน้าของกลาเซียร์ น้ำแข็งเริ่มแตกทำลาย จนแม้เราไม่รู้แน่ว่าเมื่อไหร่ตัวกลาเซียร์ถึงจะละลาย แต่ก็เห็นได้ชัดว่า สิ่งนี้จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะแผ่นน้ำแข็งเดิมถูกฉีกออกจากแผ่นทวีปมากขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถพบเห็นได้ชัดเจนจากภาพถ่ายผ่านดาวเทียมทุกภาพ

เมื่อแผ่นผาน้ำแข็งแห่งนี้หลุดเป็นอิสระแล้วอะไรจะเกิดขึ้นตามมา คำตอบก็คือตัวทวีปน้ำแข็งเองจะมีโครงสร้างที่อ่อนแอมากขึ้นเรื่อยๆ น้ำแข็งที่เดิมเคยอยู่กับแผ่นทวีป ก็จะไหลลงสู่มหาสมุทรเร็วมากขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นได้ชัดว่าแต่เดิมมันเคยทำหน้าที่ยับยั้ง หรือชะลอความเร็วที่ว่านี้ให้กับทวีปแอนตาร์กติกมาได้เป็นอย่างดี

สาเหตุสำคัญของปรากฏการณ์ดังกล่าวนั้น หนีไม่พ้นจากการที่มหาสมุทรมีอุณหภูมิสูงขึ้น น้ำทะเลที่อุ่นขึ้นเข้าไปสร้างความเสียหายให้กับโครงสร้างของผาน้ำแข็ง ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มต้นในราวศตวรรษที่ 20 จนกลายเป็นที่มาของสถานการณ์ปัจจุบันที่กำลังสุ่มเสี่ยงต่อการเสียธไวธี กลาเซียร์ทั้งหมดจนกลายเป็นภัยคุกคามเช่นนี้

น้ำทะเลที่อุ่นขึ้น เป็นตัวการก่อให้เกิดปัญหาก็จริง แต่ตัวทำลายล้างที่แท้จริงกลับเป็นการไหลเวียนของกระแสน้ำที่อุ่นขึ้นดังกล่าว เพราะมวลน้ำอุ่นปริมาณมหาศาล แทรกซึมไปทั่วทั้งมหาสมุทรใต้ (the Southern Ocean) ช่วยส่งผ่านความร้อนขึ้นสู่แผ่นน้ำแข็งบนทวีปน้ำแข็ง แล้วไหลวนไปสู่บริเวณขอบนอกเพื่อเริ่มการทำลาย เมื่อถามว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะน้ำมือของมนุษย์ใช่หรือไม่ ลาร์เทอร์บอกว่า แม้ปัจจัยพวกนี้จะต้องมีการศึกษาวิจัยกันอีกเยอะกว่าจะชี้ให้ชัดเจนได้ แต่จากข้อบ่งชี้ต่างๆ ล้วนแสดงให้เห็นว่า ภาวะนี้เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศหรือที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่าภาวะโลกร้อนเป็นสำคัญนั่นเอง

ปัญหาสำคัญก็คือ แม้ว่าเราจะหยุดทำพฤติกรรมใดๆที่ทำให้โลกร้อนโดยทันทีในตอนนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ก็จะไม่ยุติ ที่ยิ่งกว่านั้นก็คือ เป็นเรื่องยากมากยิ่งขึ้นทุกทีที่จะทำให้ผู้คนตระหนักว่า ภาวะโลกร้อนจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจนเป็นอันตรายต่อผู้คนอย่างแท้จริง ด้วยเหตุที่ว่าที่ผ่านมา ระดับการสูงขึ้นของระดับน้ำทะเลเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย จนแทบไม่รู้สึกและไม่มีใครตื่นเต้นกับการเพิ่มระดับดังกล่าวแม้แต่น้อย

ลาเทอร์ยกตัวอย่างว่า เช่น ระดับน้ำทะเลในปัจจุบันนี้ถูกระบุว่าเพิ่มสูงขึ้นทุกปี แต่เป็นการเพิ่มเพียงแค่จากระดับ 4 เป็น 4.5 นิ้ว ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครตื่นเต้นและตื่นกลัว ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว แม้การเพิ่มสูงขึ้นจะเป็นไม่กี่มิลลิเมตร แต่ถ้าหากมันเกิดขึ้นต่อเนื่องนานนับสิบปี ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นก็อาจเป็นปัญหาได้ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปทำอะไรกับมันเลยอีกด้วย

กลับมาที่แผ่นผาน้ำแข็ง ลาเทอร์ย้ำว่า ผลกระทบอาจไม่เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้คนเท่านั้น แต่อาจจะยังกระทบไปถึงสัตว์น้ำ สัตว์ทะเลที่ต้องปรับตัวเข้ากับสภาวะแวดล้อมอย่างใหม่ ซึ่งอาจจำเป็นต้องใช้เวลานานนับชั่วอายุคนจึงสามารถปรับเข้าสู่สมดุลใหม่ได้

ดังนั้น อะไรก็ตามที่จะช่วยหยุดโลกร้อนได้ ถ้าจะทำก็ต้องรีบทำเสียตั้งแต่ตอนนี้ครับ