ขอความกรุณาใช้วิจารณญาณในการอ่านนะครับ
ข้อมูลทั้งปวงที่ขอนำมาเสนอมาจากการค้นหาอย่างเป็นระบบ สืบค้นจากโลกออนไลน์ มิใช่ความเห็นส่วนตัว
ลองตั้งประเด็นว่า…ทำไม? ชาติพันธุ์ชาวยิวในประวัติศาสตร์ต้องเผชิญกับ “การต่อต้าน-ขับไล่” มานานนับพันปี
วาทกรรม “ผู้ฆ่าพระคริสต์” เป็นตราบาปมานานนับพันปี…นี่คือข้ออ้างทางศาสนาที่ทรงพลังและอันตรายที่สุดที่ถูกใช้ทำลายล้างชาวยิว คริสตจักรยุคกลางตอกย้ำคำสอนสืบต่อกันมาตลอดว่า ชาวยิว คือ กลุ่มคนที่ต้องรับผิดชอบต่อการตรึงกางเขนและการสิ้นชีพของพระเยซูคริสต์
ความเกลียดชังนี้ถูกขยายผล ถูกส่งต่อหลายชั่วอายุคน จนกลายเป็น “ความผิดร่วมทางสายเลือด” โดยคนในยุคนั้นเชื่อว่าลูกหลานชาวยิวทุกรุ่นที่เกิดมาล้วนต้อง “แบกรับบาป” จากการฆ่าพระผู้เป็นเจ้า
ชาวคริสต์ในยุคกลางถูกผลิตซ้ำทางความคิด ให้รังเกียจชาวยิว ไม่ขอคบหาสมาคมด้วย
พิธีกรรมสีเลือด มีการสร้างภาพ “อสุรกาย” เมื่อความกลัวและความไม่รู้มาเจอกับอคติติดตัว ชาวยิวจึงถูกสังคมป้ายสีให้กลายเป็นอมนุษย์ผ่านข่าวลือที่โหดร้ายการ “บูชายัญมนุษย์”
ช่วงศตวรรษที่ 12 ในทวีปยุโรป มีการบอกต่อกันว่า…ชาวยิวมักจะลักพาตัว “เด็กชาวคริสต์” ไปเชือดคอเพื่อเอา “เลือดบริสุทธิ์” จากเด็ก เพื่อมาผสมทำ “ขนมปังไร้เชื้อ” ในพิธีปัสกาของยิว
ข้อมูล ข่าวซุบซิบในลักษณะนี้ถูกใช้เป็นข้ออ้างซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อใดก็ตามที่มีเด็กหายตัวไปในเมือง ชาวยิวในย่านนั้นจะถูกตราหน้าทันทีว่าเป็นผู้ร้าย เป็นฆาตกร
ชุมชนยิวจะถูกบุกเผาทำลาย และผู้คนจะถูกรุมประชาทัณฑ์หรือจับแขวนคออย่างทารุณโดยไม่มีการไต่สวน
ชาวยิวถูกตราหน้าว่าเป็น “พวกหน้าเลือด”
ข้อจำกัดทางศาสนาคริสต์ในยุคกลาง ห้ามมิให้ชาวคริสต์ปล่อยเงินกู้คิดดอกเบี้ยกันเอง เพราะถือเป็นบาป ในขณะเดียวกันชาวยิวก็ถูกกฎหมายสั่งห้ามถือครองที่ดินและห้ามประกอบอาชีพ
การถูกจำกัดอาชีพ…ทางรอดเดียวของชาวยิวคือการทำอาชีพเกี่ยวกับการเงิน ซึ่งชาวคริสต์ในยุคนั้นมองว่าเป็นงานที่สกปรก หน้าเลือด ชาวยิวเป็นสมุนของปีศาจ ถูกเชื่อมโยงเข้ากับความโลภ
ศาสนจักรมักฉายภาพชาวยิวในลักษณะของสมุนซาตานที่มี “เขา” บนศีรษะ มีหาง หรือมีจมูกงองุ้มคอยสูบเลือดสูบเนื้อชาวคริสต์ ยิ่งตอกย้ำให้สังคมมองว่าชาวยิว คือ ภัยคุกคามทางจิตวิญญาณที่ต้องถูกกำจัดหรือกักขังไว้เพื่อไม่ให้ความชั่วร้ายแพร่กระจาย
เหตุการณ์จริง…ที่ถูกบันทึกไว้ด้วยความเจ็บปวด
(ส่วนหนึ่งของบทความนี้แปล เรียบเรียงมาจาก SS St Louis: The ship of Jewish refugees nobody wanted, 13 May 2014,Mike Lanchin, BBC World Service)
13 พฤษภาคม พ.ศ.2482 ชาวยิวมากกว่า 900 คน หลบหนีออกจากเยอรมนีโดยขึ้นเรือสำราญหรู SS St Louis พวกเขาหวังจะไปถึงคิวบาแล้วเดินทางต่อไปยังสหรัฐอเมริกา
“การได้เดินทางไปกับเรือสำราญสุดหรูนั้นเป็นประสบการณ์ที่พิเศษมาก” จิเซลา เฟลด์แมน กล่าว “เราไม่รู้เลยว่าเรากำลังจะไปที่ไหน หรือเราจะรับมืออย่างไรเมื่อไปถึงที่นั่น”
แม้จะอายุ 90 ปีแล้ว เฟลด์แมนก็ยังคงจำความรู้สึกที่หลากหลายและปะปนกันที่เธอเคยรู้สึกเมื่อครั้งเป็นเด็กหญิงอายุ 15 ปี ขณะขึ้นเรือเซนต์หลุยส์ที่ท่าเรือฮัมบูร์กพร้อมกับแม่และน้องสาวได้อย่างชัดเจน
“ฉันสังเกตเห็นเสมอว่าแม่ของฉันดูวิตกกังวลมากแค่ไหน เมื่อต้องเดินทางไกลเพียงลำพังพร้อมกับลูกสาววัยรุ่นสองคน” เธอกล่าว
ในช่วงหลายปีหลังจากการขึ้นสู่อำนาจของพรรคนาซีของฮิตเลอร์ ครอบครัวชาวยิวธรรมดาๆ อย่างครอบครัวของเฟลด์แมนต่างตระหนักถึงอันตรายที่เพิ่มมากขึ้นที่พวกเขาต้องเผชิญ
ทรัพย์สินของชาวยิวถูกยึด โบสถ์ยิวและธุรกิจต่างๆ ถูกเผาทำลาย หลังจากที่พ่อของเฟลด์แมนถูกจับและเนรเทศไปยังโปแลนด์ แม่ของเธอจึงตัดสินใจว่าถึงเวลาที่ต้องหนี
เฟลด์แมนจำได้ว่าพ่อของเธออ้อนวอนแม่ให้รอเขากลับมา แต่แม่ของเธอยืนกรานและตอบเสมอว่า “ฉันต้องพาลูกสาวไปอยู่ในที่ปลอดภัย”
ดังนั้น เธอจึงพร้อมด้วยวีซ่าเข้าคิวบาที่เธอซื้อมาจากเบอร์ลิน เงิน 10 มาร์คเยอรมันในกระเป๋าถือ และอีก 200 มาร์คซ่อนไว้ในชุดชั้นใน
เฟลด์แมนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงความภาคภูมิใจว่า “เราโชคดีที่แม่ของฉันกล้าหาญมาก”
ญาติๆ ที่ร่ำไห้โบกมือลาพวกเขาที่สถานีรถไฟในเบอร์ลิน “พวกเขารู้ว่าเราจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว” เธอกล่าว “เราโชคดีที่หนีออกมาได้” เธอจะไม่ได้เจอพ่อของเธอหรือญาติสนิทอีกกว่า 30 คน อีกเลยตลอดชีวิต
ในช่วงต้นปี พ.ศ.2482 พรรคนาซีได้ปิดพรมแดนส่วนใหญ่ของเยอรมนี และหลายประเทศในยุโรปได้กำหนดโควต้าจำกัดจำนวน “ผู้ลี้ภัยชาวยิว” ที่จะอนุญาตให้เข้ามาในประเทศ
คิวบาถูกมองว่าเป็นจุดเชื่อม…เพื่อเดินทางต่อไปยังอเมริกา
เจ้าหน้าที่สถานทูตคิวบาในเบอร์ลินขายวีซ่าในราคาประมาณ 200 หรือ 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน (เทียบเท่ากับ 3,000 ถึง 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในราคาปัจจุบัน)
เจอรัลด์ แกรนสตัน วัย 6 ขวบ ได้รับแจ้งจากพ่อว่า พวกเขากำลังจะออกจากเมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ของเยอรมนีเพื่อขึ้นเรือไปยังอีกฟากหนึ่งของโลก เขาก็พยายามทำความเข้าใจว่านั่นหมายความว่าอย่างไร
“ผมไม่เคยได้ยินชื่อคิวบามาก่อน และนึกไม่ออกเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมจำได้ว่ารู้สึกกลัวตลอดเวลา” เขากล่าวขณะอายุ 81 ปี
เรือเซนต์หลุยส์จะข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกใช้เวลา 2 สัปดาห์
บนเรือมีวงดนตรีเล่นในตอนเย็น และยังมีโรงภาพยนตร์ มีอาหารชั้นดีหลากหลายชนิดที่ผู้โดยสารไม่ค่อยได้เห็นในบ้านเกิดของตน
ในยุโรปเวลานั้น ชาวยิวถูกเหยียดหยามและถูกปฏิบัติราวกับ “สิ่งปฏิกูล” หากแต่กัปตันกลับออกคำสั่งกับลูกเรือทุกคนว่า “ให้ปฏิบัติต่อผู้โดยสารทุกคนด้วยความเคารพและสุภาพในฐานะมนุษย์เท่าเทียมกัน” ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับความเป็นปรปักษ์อย่างเปิดเผยที่ครอบครัวชาวยิวเผชิญภายใต้การปกครองของนาซี
กัปตันเรืออนุญาตให้มีการประกอบพิธีสวดมนต์ตามประเพณีในคืนวันศุกร์ กัปตันอนุญาตให้นำภาพของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่แขวนอยู่ในห้องรับประทานอาหารบนเรือออกไปจากสายตา
27 พฤษภาคม 2482 เรือสำราญสุดหรูทอดสมออยู่นอกชายฝั่งกรุงฮาวานา ประเทศคิวบา…สถานการณ์พลิกจากขาวเป็นดำ
แกรนสตันอยู่บนดาดฟ้าเรือกับพ่อของเขาและครอบครัวอื่นๆ อีกหลายสิบครอบครัว กระเป๋าเดินทางของพวกเขาถูกจัดเตรียมไว้พร้อมที่จะลงจากเรือแล้ว เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองชาวคิวบาขึ้นมาบนเรือเป็นกลุ่มแรก เพื่อแจ้งคำสั่งสำคัญที่สุด
คำสั่งชัดเจนว่า…เรือลำนี้จะไม่สามารถเข้าเทียบท่า และจะไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ลงจากเรือ
เมื่อเจ้าหน้าที่ชาวคิวบาจากไป…กัปตันเรือประกาศว่าทุกคนต้องรอ ชาวยิวทั้งหมดรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ตลอด 7 วัน กัปตันชโรเดอร์ พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะโน้มน้าวทางการคิวบาอนุญาตให้พวกเขาเข้าประเทศ แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะคิวบาเกรงว่าจะมีผู้ลี้ภัยชาวยิวจากยุโรปหลั่งไหลเข้ามามากขึ้น
กัปตันไม่ยอมแพ้ นำเรือเซนต์หลุยส์มุ่งหน้าไปยังชายฝั่งฟลอริดาของสหรัฐอเมริกา หากแต่ทางการสหรัฐก็ปฏิเสธไม่ให้เรือเทียบท่า
แม้ว่าจะมีการยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อ ประธานาธิบดีรูสเวลต์ แล้ว สื่อมวลชนในอเมริกาก็กระตุ้นให้รับชาวยิวที่สิ้นหวัง อเมริกาก็ยังคงกังวลเกี่ยวกับจำนวนผู้อพยพที่อาจหลั่งไหลเข้ามาเช่นกัน
กัปตันชโรเดอร์หันหัวเรือไปแคนาดา ภายใต้การนำของ นายกรัฐมนตรีวิลเลียม ไลออน แมคเคนซี คิง ปฏิเสธไม่ให้เรือเข้าเทียบท่าที่เมืองแฮลิแฟกซ์เช่นกัน
กัปตันจำต้องนำเรือกลับสู่ยุโรป แต่เขาตั้งใจไม่นำเรือเข้าสู่ท่าเรือเยอรมนีโดยตรง เพราะรู้ดีว่านั่นคือการส่งผู้โดยสารไปตาย เขาพยายามติดต่อองค์กรการกุศลและรัฐบาลในยุโรปตะวันตกอย่างไม่ลดละ จนกระทั่งประสบความสำเร็จบางส่วน
ผู้คนต่างร้องไห้กันอย่างเปิดเผยขณะเดินไปมาบนเรือ
ผลการทำงานของกัปตันผู้ไม่ยอมแพ้
17 มิถุนายน รัฐเบลเยียม ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร ตกลงยอมที่จะรับผู้ลี้ภัยเหล่านั้น (บางส่วน) โดยได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการร่วมการกระจายความช่วยเหลือของชาวยิวอเมริกัน (American Jewish Joint Distribution Committee) โดยต้องวางเงินประกันจำนวน 500,000 เหรียญ (หรือราว 8 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปัจจุบัน)
ยังคงมีชาวยิวผู้บริสุทธิ์ ตกค้างบนเรืออีกจำนวนหนึ่ง
ปี พ.ศ.2483 กองทัพเยอรมันบุกยึดครองฝรั่งเศส เบลเยียม และเนเธอร์แลนด์ ทำให้ชาวยิวที่ได้รับอนุญาตให้เข้า 3 ประเทศนี้ (ยกเว้นสหราชอาณาจักร) ต้องตกไปอยู่ภายใต้กรงเล็บปีศาจนาซีอีกครั้ง
ไม่มีที่ใดในโลกอีกแล้วที่จะช่วยได้ ในที่สุดเรือต้องกลับไปฮัมบูร์ก เยอรมนี ในขณะที่ยังมีชาวยิวตกค้างในเรือลำนี้อย่างน้อย 254 ชีวิต
ชาวยิวที่ตกค้างในเรือทั้งหมดนี้ “ชะตาขาด” ทหารนาซีเยอรมันจับตัวไปเข้าห้องรมแก๊สและสังหารหมู่อย่างทรมานในค่ายกักกันอย่างเอาชวิตซ์และโซบิบอร์
มันคือการฆาตกรรมร่วมกันของสังคมโลก คิวบาที่หักหลัง อเมริกาที่ขลาดเขลา แคนาดาที่ใจดำ
24 กันยายน พ.ศ.2555 บิล เบิร์นส์ (Bill Burns) รอง รมว.ต่างประเทศสหรัฐ ออกมากล่าวคำขอโทษอย่างเป็นทางการในกรณีเรือเซนต์หลุยส์ โดยจัดพิธีเล็กๆ และกล่าวคำขอโทษต่อผู้เสียชีวิต หลังเวลาผ่านไป 73 ปี
รมว.ต่างประเทศสหรัฐ ฮิลลารี คลินตัน กล่าวต้อนรับผู้รอดชีวิต 14 คน ที่ยังมีชีวิตอยู่และเดินทางมาร่วมงาน
กลุ่มผู้รอดชีวิตที่ได้ไปร่วมงานกลับนิยามพิธีนี้ว่าเป็นเพียง “เรื่องที่ถูกจัดขึ้นอย่างเงียบๆ และไม่มีการประโคมข่าว” (Low-key affair)
7 พฤศจิกายน พ.ศ.2461 นายกรัฐมนตรีทรูโด ของแคนาดา ได้แถลงขอโทษอย่างเป็นทางการในสภา ต่อกรณีที่รัฐบาลแคนาดาในอดีตได้ปฏิเสธที่จะให้เรือเดินสมุทรเซนต์หลุยส์ เข้าเทียบท่าเพื่อลี้ภัยในปี พ.ศ.2482
ยังมีบันทึกเรื่องราวในประวัติศาสตร์อัน “น่าหดหู่” ที่เกิดขึ้นกับชาวยิว อีกนับไม่ถ้วนนะครับ

