100 ปี ชาตกาล พิชัย รัตตกุล : จากชีวิตเพื่อสันติภาพสู่มรดกแด่อนาคต
นายพิชัย รัตตกุล คือผู้มีภาวะผู้นำ มีจิตให้บริการ และมีมิตรภาพอันกว้างใหญ่ เป็นบุคคลผู้มีพลังเชื่อมโยงผู้คนที่มีความแตกต่าง เพื่อร่วมสร้างสังคมที่ตั้งอยู่บนความเข้าใจและสันติภาพ โอกาสการครบรอบ 100 ปีชาตกาลจึงไม่ควรเป็นเพียง “การรำลึก” หากเป็น “การสืบทอด” และแปลงเปลี่ยนคุณูปการในอดีต ให้เป็นพลังขับเคลื่อนสังคมสู่อนาคต ที่มีความสงบ-สันติ ผ่านกิจกรรมเพื่อสันติภาพอย่างต่อเนื่อง
ผมได้มีโอกาสรู้จักกับคุณพิชัยในฐานะผู้นำทางการเมือง เช่น เป็นประธานรัฐสภาและรองนายกรัฐมนตรี, ในฐานะผู้ให้การบริการสังคม เช่น เป็นประธานโรตารีสากล ปี 2545-46 โดยใช้คติพจน์ “มีน้ำใจให้ความรัก” เป็นผู้ขับเคลื่อนโครงการ “น้ำใจโรตารี” ระดมทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทั้งในประเทศและในภูมิภาค, ในฐานะผู้รักสันติภาพ เช่น เป็นผู้ร่วมจัดตั้งและขับเคลื่อน ศูนย์สันติภาพโรตารีแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่จัดฝึกอบรมด้านสันติภาพและการแก้ไขความขัดแย้งระดับนานาประเทศ และที่สำคัญคือ คุณพิชัยในฐานะผู้อาวุโส ได้หยิบยื่นไมตรีจิตและเป็นแบบอย่างของผู้อุทิศพลังอันเปี่ยมล้นแด่ผู้อื่น รวมทั้งผมเองด้วย
นายพิจิตต รัตตกุล ผู้จัดงาน “100 ปี ชาตกาล พิชัย รัตตกุล” ได้เชิญผมเข้าร่วมเสวนาในหัวข้อ “สังคมที่แตกต่าง จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้อย่างไร?” โดยตั้งประเด็นให้ผมพูดในเรื่อง “กระบวนการจัดการความขัดแย้งและกลไกสันติภาพ” 6 ประเด็น และมีคำถามเจาะจง 1 คำถาม ผมขอเอาตัวรอด โดยส่งประเด็นและคำถามให้ AI ช่วยตอบ ChatGPT ให้คำตอบความยาวเฉลี่ย 6 หน้าในแต่ละหัวข้อ รวมแล้วสี่สิบกว่าหน้า ถ้าคิดว่า AI ทำหน้าที่ประมวลข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ของสังคม แสดงว่าสังคมวิชาการและสังคมโดยกว้าง คงรู้แล้วว่า ควรจะ “ทำอะไร” เพื่อจัดการความขัดแย้งและสร้างกลไกสันติภาพ แต่สังคมอาจไม่รู้ว่า “ใครควรทำอย่างไร?” ทำไมเมื่อรู้แล้วว่าควรทำอะไร จึงขับเคลื่อนเรื่องสันติภาพอย่างจริงจังไม่ได้สักที
ผมขอย่อความคำตอบของ ChatGPT ต่อ 6 ประเด็น 1 คำถามของคุณพิจิตต ก่อนจะถาม ChatGPT ด้วยคำถามของผมเองต่อไปว่า “อะไรเป็นอุปสรรคสำคัญ?” พร้อมทั้งแทรกความเห็นของผมเองไว้บ้าง ดังนี้
1) อะไรคือรากของความขัดแย้งที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข?
ChatGPT ตอบว่ามีรากสำคัญอยู่ 8 ราก คือ ก) “อำนาจสูงสุดทางการเมือง” ควรอยู่ที่อำนาจอธิปไตยของประชาชน หรือที่ความมั่นคง ความเป็นชาติ สถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งองค์กรตรวจสอบที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ข) “กติกาการเมือง” และรัฐธรรมนูญ ยังไม่ได้รับการยอมรับร่วมกัน ค) กองทัพมีบทบาททางการเมืองที่ยังไม่เป็นปกติ ง) ยังไม่มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการสนทนาเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ จ) ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและอำนาจ ฉ) รัฐไทยรวมศูนย์มากเกินไป ช) ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน หรือคนไทยมี “เรื่องเล่าทางการเมือง” ที่ย้อนแย้งกัน ซ) “การเมืองแบบผู้ชนะกินรวบ” และการขาดความไว้วางใจ
ผมขอเสนอความเห็นว่า เรามี ก) ความขัดแย้งทางตรง เช่น การขูดรีด การใช้อำนาจบังคับ การไม่ได้รับความเป็นธรรม ข) ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางรายได้) และทางการเมือง (มีรัฐซ้อนรัฐ และมีรัฐโครงข่าย (connection)) ค) แต่ที่ลึกที่สุดคือความขัดแย้งทางวัฒนธรรม (ทำให้มองว่าคนไม่เท่าเทียมกัน หรือมีความเหลื่อมล้ำในสถานะทางสังคม)
2) ประเทศไทยควรมี “พื้นที่กลางหรือกลไกถาวร สำหรับการเจรจาความขัดแย้ง” หรือไม่?
ChatGPT เสนอให้มี “สถาบันสันติภาพและการจัดการความขัดแย้งแห่งชาติ” เป็นพื้นที่กลางที่ทุกฝ่ายสามารถเข้ามาพูดคุยได้โดยไม่ต้องรอให้ความขัดแย้งกลายเป็นความรุนแรง โดยมีหน้าที่ดังนี้ ก) ติดตามสัญญาณความขัดแย้ง เพื่อส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า ข) เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยในกรณีที่คู่ขัดแย้งไม่สามารถคุยกันเองได้ ค) เป็นเวที “สนทนาแห่งชาติ” (national dialogue) ที่นำคนหลายฝ่ายมาพูดคุยกันอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพื่อเอาชนะกัน หากเพื่อตอบคำถามว่า “เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร แม้เราจะเห็นไม่ตรงกัน?” ง) จัดให้มีการสานเสวนาเมื่อมีความขัดแย้งรุนแรง (peace dialogue) ระหว่างคู่ขัดแย้งโดยตรง และเปิดกว้างสำหรับการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
ผมขอเสนอว่า พื้นที่กลางถาวร หรือ “สถาบันสันติภาพ” ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการพูดคุย ตั้งแต่ก่อนที่ความขัดแย้งจะกลายเป็นความรุนแรง และระหว่างที่เกิดความรุนแรงโดยเป็นเวทีคู่ขนานกับการเจรจาสันติภาพที่เป็นทางการ รวมทั้งภายหลังจากที่ความรุนแรงได้สงบลง โดยเน้นที่ความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจ และการเรียนรู้บทเรียนร่วมกัน ส่วนการจัดการความเสียหายจากความขัดแย้งครั้งหนึ่งครั้งใด ควรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่ทำหน้าที่เฉพาะความขัดแย้งครั้งนั้น
3)บทบาทของคนกลาง นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และสถาบันต่าง ๆ ในการคลี่คลายความขัดแย้ง
ChatGPT ตอบว่า การคลี่คลายความขัดแย้งที่ยั่งยืนไม่ควรเป็นภาระของ “คนกลาง” เพียงฝ่ายเดียว แต่ควรเป็น ระบบนิเวศของการจัดการความขัดแย้ง ที่แต่ละฝ่ายมีบทบาทต่างกันและเชื่อมโยงกัน โดยเฉพาะในบริบทประเทศไทยที่มีทั้งความขัดแย้งทางการเมือง ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชน และความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนภาคใต้
คนกลางอาจสร้างพื้นที่ให้คู่ขัดแย้งกลับมาพูดกัน โดยไม่ตัดสินว่า “ใครถูกใครผิด” แต่ทำหน้าที่ ลดความหวาดระแวงและสร้างกระบวนการที่ทุกฝ่ายยอมรับ โดยจำแนกหน้าที่ของคนกลางได้ดังนี้ ก) คนกลางที่เป็นนักวิชาการอาจช่วยเปลี่ยนความขัดแย้งจาก “ความเชื่อ” เป็น “ความรู้” ข) ภาคประชาสังคมอาจช่วยเชื่อมโยงระดับบนกับระดับล่าง โดยใช้ความสามารถเข้าถึงชีวิตจริงของประชาชนในพื้นที่ ค) สถาบันทางการเมืองอาจช่วยเปลี่ยนความขัดแย้งจากถนนเข้าสู่ระบบ ง) ศาลและองค์กรอิสระอาจเป็นที่พึ่งในการสร้างความยุติธรรมและความไว้วางใจ จ) สื่อมวลชนมีหน้าที่รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา ถ้าจะมีข้อวิจารณ์หรือความเห็น ควรเป็นไปในทางลด (ไม่ใช่เพิ่ม) ความขัดแย้ง ฉ) สื่อสังคม ต้องลดวาจาเกลียดชัง (hate speech) โดยสร้างวัฒนธรรมการถกเถียงที่ไม่ลดทอนความเป็นมนุษย์ของฝ่ายใด ช) ผู้นำศาสนาและผู้นำชุมชนสามารถช่วยเยียวยาความสัมพันธ์ และลดความตึงเครียดได้มาก เพราะอยู่ใกล้กับชีวิตประจำวันของผู้คน
ChatGPT สรุปว่า ต้องทำงานเป็น “ระบบ” หรือครบวงจร เช่น
รับฟัง → ทำความเข้าใจ → สร้างความไว้วางใจ → เจรจา → ทำข้อตกลง → เยียวยา → ปฏิรูปโครงสร้าง→ ติดตามผล โดยมีหลายองค์กร-กลุ่มบุคคล ทำหน้าที่ต่างกัน แต่ประสานงานกันเป็นระบบ
4) การเจรจาควรมีเงื่อนไขอะไรบ้าง เพื่อมิให้เป็นเพียงการ “ประนีประนอมชั่วคราว?”
ChatGPT ชมว่านี่เป็นคำถามที่ดี เพราะถ้าหยุดความขัดแย้งได้ชั่วคราว โดยไม่แตะรากของปัญหา ความขัดแย้งมักกลับมาในรูปแบบเดิมหรือรูปแบบใหม่ การเจรจาที่ดีควรมีเงื่อนไขอย่างน้อย 8 เงื่อนไข ดังนี้ ก) ทุกฝ่ายต้องยอมรับว่า “ความขัดแย้งมีอยู่จริง” การยอมรับว่ามีปัญหา ไม่ใช่การยอมรับว่าอีกฝ่ายถูก ข) ต้องเป็นการเจรจาโดยสมัครใจ ค) ต้องเจรจากันที่ “ผลประโยชน์และความต้องการ” ไม่ใช่เฉพาะ “จุดยืน” ง) ต้องมี “กติกาก่อนการเจรจา” เช่น เคารพศักดิ์ศรีของผู้เข้าร่วม ผู้เข้าร่วมมีความปลอดภัย กำหนดว่าเรื่องใดเปิดเผยต่อสาธารณะได้ จ) หากจะมีคนกลาง ต้องเป็นผู้ที่ทุกฝ่ายพอไว้วางใจ ฉ) ข้อตกลงจากการเจรจา ต้องหยุดทั้งอาการ อีกทั้งยังแก้ “รากของปัญหา” ช) ต้องมีกลไก “นำข้อตกลงไปปฏิบัติ” ซ) ต้องฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่ดี พร้อมทั้งสร้าง “ความสัมพันธ์ใหม่” ที่เอื้อประโยชน์จริง
ChatGPT สรุปว่า ควรเป็น “การเจรจาเพื่อการแปลงเปลี่ยน” (transformative negotiation) มากกว่าการเจรจาเพียงเพื่อ “ยุติวิกฤตไว้ชั่วคราว”
ผมขอนำเสนอข้อคิดของ John-Paul Lederach อาจารย์ด้านสันติศึกษา ที่เสนอว่าการจรจาควรคำนึงถึงมิติ 4 ประการคือ มิติด้านบุคคล (รวมถึงผู้บอบช้ำจากความรุนแรง), มิติด้านความสัมพันธ์ (ถึงอย่างไร อาจต้องอยู่ร่วมกันในระยะยาว), มิติด้านโครงสร้าง (เพื่อตอบสนองต่อความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์อย่างเท่าเทียม), และมิติด้านวัฒนธรรม (ปรับเปลี่ยนแบบแผนทางวัฒนธรรมที่สนับสนุนความรุนแรง แล้วแทนที่ด้วยทุนทางวัฒนธรรมหรือประเพณีดั้งเดิมในท้องถิ่น) Lederach ยังเสนอหลักการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้ง 4 ประการคือ ก) รู้และใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ระหว่างตัวแสดงต่าง ๆ ข) มีความคิดสร้างสรรค์ ค) มีพลังธรรมแห่งจินตนาการที่สามารถขยายความกรุณาให้รวมถึงผู้ที่ไม่เป็นมิตร และ ง) ยอมรับความเสี่ยง ยอมเปิดเผยจุดอ่อนในกรณีที่การเปิดเผยเช่นนั้นอาจนำไปสู่ความไว้วางใจ
5) เมื่อเกิดความเสียหายจากความขัดแย้ง เราจะสร้างความยุติธรรม การเยียวยา และการคืนดีกันในสังคมได้อย่างไร?
เมื่อเกิดความเสียหาย ChatGPT เสนอให้ใช้กระบวนการยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice) + การเยียวยา + การคืนดี โดยมีคำอธิบายดังนี้ ก) ความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่านมีหลัก 5 ประการ คือ ทำความจริงให้ปรากฏ, ผู้กระทำผิดต้องรับผิด, คืนความเป็นธรรมแก่ผู้บริสุทธิ์, รัฐต้องร่วมรับผิดชอบด้วย, ประชาชนต้องสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความเสียหายได้ ข) การเยียวยาผู้เสียหายในด้านต่าง ๆ คือ ด้านการเงิน, ด้านสุขภาพ, ด้านจิตใจ, ด้านศักดิ์ศรี ค) การคืนดีไม่ควรเป็นการถูกบังคับให้ให้อภัย ไม่ใช่การเรียกร้องให้ลืมอดีต แต่หมายความว่า แม้เราอาจยังไม่รักหรือไว้วางใจกันก็ตาม แต่เรายอมรับว่าทุกคนมีศักดิ์ศรี และจะไม่ใช้ความรุนแรงต่อกันอีก
ผมขอเสริมว่า เมื่อเกิดความเสียหายต้องคืนความยุติธรรม เช่น ในกรณีความรุนแรงเมื่อ 50 ปีก่อนที่มีการสังหารหมู่นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น ต้องทำความจริงให้ปรากฏโดยบันทึกเหตุการณ์ความรุนแรงอย่างตรงไปตรงมาในบทเรียนด้านประวัติศาสตร์สังคม เป็นต้น ผู้กระทำผิดที่มีทั้งเจ้าหน้าที่และฝูงชนที่แค้นเคืองต้องยอมรับว่าได้เข่นฆ่านักศึกษาไปกับมือ ฝ่ายรัฐควรออกมาขอโทษต่อการกระทำรุนแรงต่อนักศึกษาที่ไม่สามารถต่อสู้ได้ ในด้านการเยียวยา ขอเรียกร้องให้รัฐเยียวยาในด้านสังคมการเมือง เช่น สนับสนุนให้มีการสร้างอนุสรณ์สถาน เพื่อปิดฉากความโศกเศร้า และเปิดทางการมองอนาคตด้วยความมั่นใจในความยุติธรรมที่เพิ่มมากขึ้น
6) บทเรียนจากประเทศอื่นที่เคยผ่านความขัดแย้งรุนแรง มีอะไรบ้างที่ประเทศไทยสามารถนำมาปรับใช้ได้?
ChatGPT ยกกรณี ก) ความขัดแย้งในไอร์แลนด์เหนือเป็นบทเรียนว่า ข้อตกลงสันติภาพไม่ได้เกิดจากการทำให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแพ้ แต่เกิดจากการสร้างพื้นที่ให้คู่ขัดแย้งสามารถพูดคุยกันได้ แม้ในช่วงแรกจะไม่ไว้วางใจกันก็ตาม ข) อีกหลายกรณีที่การเจรจาประสบผลสำเร็จนั้นให้บทเรียนแก่เราว่า ความสำเร็จไม่ได้หมายความว่าทุกฝ่ายต้องเห็นตรงกัน แต่ต้องทำให้ทุกฝ่ายเห็นว่า การแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีให้ประโยชน์มากกว่าการใช้ความรุนแรง ค) มีตัวอย่างของแอฟริกาใต้ ที่ริเริ่มและใช้กระบวนการยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่านอย่างได้ผล ง) มีบทเรียนจากไอร์แลนด์เหนือและศรีลังกาว่า เมื่อความขัดแย้งมีมิติพื้นที่และอัตลักษณ์ รัฐบาลกลางไม่สามารถแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนได้ด้วยการเพิ่มกำลัง แต่ต้องตอบโจทย์ในเรื่องการกระจายอำนาจ ว่าคนในพื้นที่มีอำนาจกำหนดอนาคตของตนเองได้มากน้อยเพียงใด จ) บทเรียนจากพื้นที่หลังความขัดแย้งในซูดานใต้แสดงให้เห็นว่า การสนทนาในระดับชุมชน ที่นำคนหลายกลุ่มมาพบกัน ช่วยฟื้นความไว้วางใจและความสัมพันธ์ได้ ฉ) การศึกษาขององค์การสหประชาชาติพบว่า วาจาเกลียดชัง, ข่าวปลอม และการสร้างภาพว่าคนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นภัยหรือเป็นศัตรูของชาตินั้น สามารถทำให้ความขัดแย้งรุนแรงขึ้นได้ ช) บทเรียนจากประเทศโคลอมเบียสอนเราว่า การลงนามในข้อตกลงไม่ประกันว่าจะเกิดสันติภาพ โดยรัฐบาลได้ลงนามในข้อตกลงสันติภาพกับกลุ่ม FARC ที่ต่อสู้ด้วยอาวุธ เมื่อปี 2559 แต่กลุ่มต่อสู้ด้วยอาวุธบางส่วนกับฝ่ายรัฐบาลได้กลับมาใช้ความรุนแรงต่อกัน
ผมมีความเห็นว่า ในกรณีความขัดแย้งทางสังคมที่ยืดเยื้อ (Protracted Social Conflict) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นความขัดแย้งด้านชาติพันธุ์ (ด้านภาษา วัฒนธรรม วิถีชีวิต และอาจรวมถึงด้านศาสนา) ดังตัวอย่างความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น มักไม่สามารถแก้ไขด้วยกำลังอย่างยั่งยืนได้ เว้นแต่ภาครัฐจะกระจายอำนาจในเรื่องที่กลุ่มชาติพันธุ์หวงแหน และถือเป็นอัตลักษณ์ของเขา การที่รัฐบอกว่าใช้สันติวิธีในการแก้ปัญหา แต่บอกว่าสันติวิธีหมายถึงการบังคับใช้กฎหมายนั้น ไม่ได้ช่วยเปิดทางสู่การแก้ไขปัญหาที่ต้องการความจริงใจมากกว่านั้น
ส่วนปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา รัฐบาลประกาศยึดมั่นในสันติวิธีเช่นกัน แต่ยังมีการปลุกเร้าอารมณ์แบบชาตินิยมต่อปัญหาที่เกิดขึ้น อีกทั้งการที่สื่อมวลชนและสื่อสังคมยังมีการเผยแพร่วาจาเกลียดชังอยู่เนือง ๆ ย่อมไม่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหา และเป็นการมองข้ามบทเรียนต่าง ๆ จากความขัดแย้งในประเทศอื่น ๆ
7) ถ้าเราต้องออกแบบ ระบบจัดการความขัดแย้งของประเทศไทย อะไรคือกลไกที่ควรมี?
นี่คือคำถามที่คุณพิจิตตให้ความสำคัญ ผมขอพึ่ง ChatGPT ไปพลางก่อน ซึ่งให้หลักสำคัญคือ ป้องกัน–เจรจา–ไกล่เกลี่ย–เยียวยา–ปฏิรูป และต้องมีพื้นที่ให้คู่ขัดแย้งทุกฝ่ายพูดคุยกันโดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง พร้อมทั้งมีคำอธิบายประมาณ 7 หน้า เป็นระบบที่มีโครงสร้างที่พอสรุปได้ดังนี้
ก) สภาหรือคณะกรรมการสันติภาพแห่งชาติ เป็นกลไกกลางถาวร ไม่ขึ้นกับรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งมากเกินไป
ข) ศูนย์เตือนภัยและวิเคราะห์ความขัดแย้ง ทำหน้าที่ติดตามตัวชี้วัด เช่น ความเหลื่อมล้ำ + ความไม่ไว้วางใจ + การเลือกปฏิบัติ + วาจาเกลียดชัง + การระดมมวลชน + เหตุการณ์ความรุนแรง
ค) สถาบันคนกลางไกล่เกลี่ยมืออาชีพ จัดอบรมหรือรับรองหลักสูตรการอบรมนักไกล่เกลี่ยความขัดแย้งทางสังคมการเมือง และขึ้นบัญชีนักไกล่เกลี่ยและประสบการณ์การไกล่เกลี่ย
ง) “พื้นที่กลาง” ถาวรสำหรับการเจรจา เพื่อให้ฝ่ายต่าง ๆ สามารถพูดคุยกันได้แม้ในเวลาที่ความสัมพันธ์ทางการเมืองเลวร้าย
จ) ระบบยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (restorative justice) ที่ไม่เน้นการลงโทษผู้กระทำความผิด หากเน้นการเยียวยาผู้เสียหายและการฟื้นฟูผู้กระทำผิด
ฉ) กลไกจัดการ “ความจริงและความทรงจำ” ที่สนับสนุนการศึกษาและรวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เปิดกว้าง
ช) ระบบจัดการวาจาเกลียดชังและข่าวสารปลอม ที่ต่อต้านการยุยงให้เกิดความรุนแรง แต่ไม่ใช่เครื่องมือควบคุมความคิดเห็นของประชาชน
ข้อเสนอเหล่านี้นับเป็นข้อเสนอที่ดี แต่จะเริ่มลงมือทำก่อนหลังในเรื่องใดเล่า ใครจะเป็นเจ้าภาพขับเคลื่อนข้อเสนอสู่การปฏิบัติ ใครจะยกร่างเป็นข้อเสนอโครงการที่มีรายละเอียดว่ากลไกใดควรอยู่กับหน่วยงานใด มีอำนาจอะไร และต้องแก้กฎหมายอะไรบ้างไหม ต่อจากนั้นก็ต้องพยายามจูงใจให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจเห็นความสำคัญแก่การจัดการความขัดแย้ง ที่เน้นการป้องกันมากกว่าการไล่ตามแก้ปัญหา
8) มีคำถามอีกคำถามหนึ่งที่คุณพิจิตตไม่ได้ถาม แต่ผมอยากรู้ เลยขอถาม ChatGPT ต่อเนื่องไปด้วย คำถามคือ ในสังคมการเมืองไทย ใคร-องค์กรใด-วัฒนธรรมแบบไหน เป็นตัวป่วน (spoiler) หรืออะไรเป็นอุปสรรคต่อการจัดการความขัดแย้ง และต่อการสร้างกลไกสันติภาพ ได้คำตอบมาว่า มี “ตัวป่วน 3 ระดับ” คือระดับ คน/กลุ่ม – องค์กร/สถาบัน – วัฒนธรรม/โครงสร้าง แต่ไม่ควรตีตราว่าองค์กรใดองค์กรหนึ่งเป็น “ตัวป่วน” โดยธรรมชาติ เพราะบทบาทอาจเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ตัวป่วนต่าง ๆ มีดังนี้
ก) กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง อาจเป็นตัวป่วนที่สำคัญที่สุด โดยความขัดแย้งอาจเป็นที่มาของ อำนาจ งบประมาณ ความนิยม หรือพื้นที่ทางการเมือง
ข) สถาบันที่ยึดติดกับ “ความมั่นคงเหนือการเมือง” โดยอาจมองความขัดแย้งเป็นปัญหาความมั่นคงที่ต้องควบคุม มากกว่าจะเป็นปัญหาทางการเมืองที่ต้องเจรจา
ค) “การเมืองแบบผู้ชนะกินรวบ” ที่สร้างแรงจูงใจให้ฝ่ายต่าง ๆ ไม่ประนีประนอม และทำให้การเมืองมุ่งสู่การมีอำนาจเหนือแบบครอบงำ
ง) สื่อที่เร้าความสนใจ โดยมีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่จะปลุกเร้าความโกรธ ความกลัว และความเกลียด
จ) กลุ่มสุดโต่งทั้งสองฝ่าย ที่มุ่งแต่เป้าหมายของฝ่ายตนโดยไม่คำนึงถึงวิธีการ และขัดขวางการประนีประนอมใด ๆ โดยตราหน้าผู้ประนีประนอมว่า ผู้ทรยศ ผู้ขายอุดมการณ์ ผู้ขายชาติ เป็นต้น
ฉ) ระบบราชการที่ไม่ยอมเปลี่ยน ข้าราชการจำนวนมากอาจเป็นตัวป่วนโดยไม่ตั้งใจ เพราะคิดว่ารักษาสถานะเดิม (status quo) ง่ายกว่าการทดลองสิ่งใหม่
ช) วัฒนธรรม “ไม่เสียหน้า” ในวัฒนธรรมการเมืองที่ให้คุณค่าแก่ ศักดิ์ศรี อำนาจ และการรักษาหน้า การถอยอาจถูกมองว่าเป็นความพ่ายแพ้
ซ) การแบ่งโลกเป็น “เรา–เขา” เป็นเทพ-เป็นมาร การเจรจาจะกลายเป็นเรื่องยากมาก เพราะเราไม่ได้กำลังเจรจากับ “คนที่เห็นต่าง” แต่เชื่อว่ากำลังเจรจากับ “ศัตรู” หรือกับ “โจร”
ญ) ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ที่ถูกใช้เป็นอาวุธ การเลือกเล่าเฉพาะ “เขาเคยทำร้ายเรา” หรือ “เขาเคยเป็นขี้ข้าที่แว้งทรยศ” โดยไม่เล่าว่า “เราเคยอยู่ร่วมกัน แลกเปลี่ยนกัน และมีความสัมพันธ์ที่ดีอย่างไร”
ฐ) ตัวป่วนที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ “คน” แต่คือระบบ นั่นคือระบบการแบ่งปัน (หรือผูกขาด) ผลประโยชน์ เราอาจไม่ต้องกำจัดตัวป่วน เพียงแต่ทำให้สันติภาพเอื้อประโยชน์มากกว่าการขัดขวางสันติภาพ เพียงแต่สร้างแรงจูงใจให้ตัวป่วนหันมาเป็นหุ้นส่วนสันติภาพ
คำถามสำคัญในการจัดการความขัดแย้งและสร้างสันติภาพ อาจไม่ใช่การหาคำตอบว่าควรทำอะไร เพราะ AI ให้คำตอบได้ยืดยาวต่อคำถามว่า “ทำอะไร” แต่พอถาม AI ว่า “ทำอย่างไร” จะได้คำตอบแบบเลี่ยงไป ไม่ชัดเจนอยู่ดี นี่คือคำถามที่ยาก เลยนึกถึงคุณหมอประเวศ วะสีผู้ล่วงลับ คุณหมอเคยทำเรื่องยากจนนำไปสู่ความสำเร็จ เช่น เรื่องการการจัดทำรัฐธรรมนูญปี 2540 ทั้งนี้ด้วยหลักสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ซึ่งอาจเริ่มด้วยการสร้างองค์ความรู้ ตามด้วยการขับเคลื่อนให้สังคมเห็นความสำคัญ สุดท้าย ความสำเร็จอยู่ที่การมีปณิธานทางการเมือง (ดังตัวอย่างปณิธานของนายบรรหาร ศิลปะอาชา ในการจัดทำรัฐธรรมนูญ 2540)
ในปัจจุบัน เราจะมีผู้นำทางการเมืองผู้มีวิสัยทัศน์ มีจิตให้บริการ มีความรักในสันติภาพ มีความรักเพื่อนมนุษย์ อย่างเช่นนายพิชัย รัตตกุลได้อย่างไร
โคทม อารียา

