หน้าแรก บทความ มังกรประจัญคช...

มังกรประจัญคชสาร ศึกชิงบัลลังก์ผู้นำเอเชีย

21.09.26 | 13:14 น.

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เดินทางเยือนนิวเดลี วันที่ 12 กันยายน เพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม BRICS และพบกับนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดีของอินเดีย ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าความสัมพันธ์จีน-อินเดียยังมีการพัฒนา แต่มิใช่การเยือนเป็นทางการ หากจะตีความว่านี่คือบทเพลงแห่งความปรองดองของ “มังกรกับช้างร่ายรำร่วมกัน” จึงยังไม่อยู่ในวิสัยที่เป็นไปได้ เพราะความขัดแย้งเชิงโครงสร้างจีนกับอินเดียยังคงหยั่งรากลงลึก ขณะที่สังคมของสองประเทศยังมีกระแส “ต่อต้านอินเดีย” และ “ต่อต้านจีน” อย่างรุนแรง ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศยังยากที่จะเกิดความก้าวหน้าครั้งใหญ่ สิ่งที่พอคาดหวังได้คือ การพบปะหารือระหว่างผู้นำทั้งสองจะช่วยเสริมสร้างการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์เท่านั้น 


“มังกร” หมายถึงจีน ส่วน “ช้าง” เป็นสัญลักษณ์ของอินเดีย จีนและอินเดียต่างเป็นอารยธรรมเก่าแก่ของเอเชีย เป็นประเทศมหาอำนาจที่มีประชากรมากกว่าหนึ่งพันล้านคน และต่างก็มีอาวุธนิวเคลียร์ ระบบสังคมของสองประเทศแตกต่างกัน ขณะที่ความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ก็สลับซับซ้อน ประกอบกับความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์ในปัจจุบัน ทำให้การ “ร่ายรำร่วมกันระหว่างมังกรกับช้าง” มักเป็นเพียงความปรารถนา มากกว่าจะเป็นความจริง และสิ่งที่ปรากฏให้เห็นกลับเป็น “การต่อสู้ระหว่างมังกรกับช้าง” มากกว่า 

ปี 2020 สองประเทศเกิดการปะทะนองเลือดบริเวณหุบเขากัลวาน ส่งผลให้ความสัมพันธ์ตกต่ำลงยิ่งกว่าเดิม จนกระทั่งเดือนตุลาคม 2024 ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงเรื่องการลาดตระเวนตามแนวชายแดน และ “สี จิ้นผิง” ได้หารือกับ “โมดี” ที่เมืองคาซาน ความสัมพันธ์จึงเริ่มคลี่คลาย เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว “โมดี” เดินทางเยือนจีนเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ที่จัดขึ้น ณ เทียนจิน และได้พบกับ “สี จิ้นผิง” ทั้งสองฝ่ายบรรลุฉันทมติที่ว่า “เป็นหุ้นส่วน มิใช่คู่แข่ง และเป็นโอกาส มิใช่ภัยคุกคาม” การที่ “สี จิ้นผิง” เข้าร่วมการประชุมสุดยอด BRICS ที่กรุงนิวเดลีครั้งนี้ จึงถือเป็นการตอบแทนการเยือนเทียนจินของ “โมดี” แต่มิใช่การเยือนอินเดียพร้อมคณะผู้แทนภาคธุรกิจขนาดใหญ่ดังที่มีข่าวลือ 

ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา จีนและอินเดียมีความคืบหน้าในด้านการทูต การทหาร ตลอดจนการค้าและเศรษฐกิจ สันติภาพและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดน กลไกการสื่อสารทางทหารกลับมาดำเนินการอีกครั้ง เจ้าหน้าที่การทูตระดับสูงพบหารือกันบ่อยครั้ง เที่ยวบินตรงกลับมาให้บริการ แต่มีเรื่องที่น่ากังวลคือ

Advertisement

ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างปักกิ่งกับอิสลามาบัดเปรียบเสมือนหนามยอกอกอินเดียมาโดยตลอด และมีข่าวว่า เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว กองทัพอากาศปากีสถานใช้เครื่องบินขับไล่ J-10 ที่ผลิตโดยจีนยิงเครื่องบินรบของอินเดียตก 5 ลำ ยิ่งก่อให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวาง อิทธิพลอันแข็งแกร่งของจีนในเอเชีย โดยเฉพาะโครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ซึ่งรวมถึงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือในเอเชียใต้ ก็ทำให้อินเดียรู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน ไม่นานมานี้ การประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ได้ผ่าน “ปฏิญญาบิชเคก” ซึ่งในบรรดา 8 ประเทศที่ระบุว่าให้การสนับสนุนโครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” นั้น ยังไม่มีอินเดียรวมอยู่ด้วย 

นี่คือปัญหาแห่งความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่างสองประเทศ การสั่งสมความไว้วางใจจึงเป็นภารกิจสำคัญในด้านการค้าและเศรษฐกิจ อินเดียขาดดุลการค้ากับจีนเป็นมูลค่ามหาศาลกว่าหนึ่งแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าที่จีนส่งออกส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง เช่น เครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์พลังงานแสงอาทิตย์ และวัตถุดิบทางเภสัชกรรม ส่วนสินค้าที่อินเดียส่งออกไปจีนส่วนใหญ่เป็นสินค้าพื้นฐาน เช่น แร่ธาตุและผลิตผลทางการเกษตร เพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมภายในประเทศ อินเดียได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการลงทุนของบริษัทจีนโดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ส่งผลให้การจัดตั้งโรงงานในอินเดียของผู้ผลิตรถยนต์จีนอย่าง BYD และเกรทวอลล์มอเตอร์ต้องยุติลง ขณะที่บริษัทเสียวหมี่กำลังเผชิญการสอบสวน อย่างไรก็ตาม ภาคการผลิตของอินเดียยังคงไม่อาจขาดการสนับสนุนจากห่วงโซ่อุปทานของจีน 

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือการขาดความไว้วางใจระหว่างประชาชนของสองประเทศ สังคมจีนและอินเดียต่างมีกระแสชาตินิยมรุนแรง และเสียง “ต่อต้านจีน” กับ “ต่อต้านอินเดีย” ได้ปรากฏขึ้นบนสื่อออนไลน์ ความซับซ้อนแห่งความสัมพันธ์จีน-อินเดียคือ ต่างเป็นมหาอำนาจที่กำลังผงาดขึ้น ทั้งคู่มีความต้องการร่วมมือกันโดยธรรมชาติ แต่ก็มีความขัดแย้งเชิงโครงสร้างจากการแข่งขันระหว่างกัน ภายใต้บริบทเช่นนี้ “สี จิ้นผิง” เยือนอินเดีย จึงมิได้ให้ความสำคัญกับการบรรลุผลลัพธ์แบบก้าวกระโดด หากอยู่ที่การรักษาช่องทางการเจรจาระหว่างผู้นำให้เปิดกว้าง การบริหารจัดการความขัดแย้งอย่างเหมาะสม สั่งสมความไว้วางใจ เติมพลังใหม่ภายใน
ประเทศ 

ส่วนการประชุมสุดยอดเอเปคที่จะจัดขึ้นที่เซินเจิ้น ประเทศจีน ในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ มีข่าวว่า “โมดี” จะเข้าร่วมด้วย และจะถือโอกาสเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ทำนอง “นัดเดียวนกสองตัว” เพื่อหวังให้มังกรกับช้าง “ร่ายรำร่วมกัน” อย่างแท้จริง แต่โอกาสเป็นไปได้มีอยู่ไม่มาก

ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช