คําว่า “สินสอด” มาจากไหน
ด้วยถ้อยคำของมัน ประกอบกับบริบทที่ไปเกี่ยวกับเรื่องของการสมรสที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจกรรมทางโลกียะ อาจทำให้หลายคนคิดลึกไปถึงไหนต่อไหน
แต่อย่าเพิ่งคิดลึกไปไกล เพราะเมื่อลองสอบถามกับราชบัณฑิตยสถานผ่านทาง Google ท่านให้คำอธิบายไว้ว่า “สินสอด” ประกอบด้วยคำว่า “สิน” กับคำว่า “สอด” สิน แปลว่า เงิน สอด แปลว่า ใส่เข้าในช่องหรือในที่แคบๆ จึงแปลว่าเงินที่ใส่เข้าในช่องแคบๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องสัปดี้สัปดนอะไรอย่างที่หลายคนจินตนาการกัน ด้วยมีคำสันนิษฐานว่า “สิน” ที่ว่านั้นหมายถึงเงินพดด้วงโบราณ ที่ทำเป็นรูปกลมๆ มีปลายเป็นขางอสองข้างคล้ายตัวด้วง กับเงินที่มีลักษณะยาวคล้ายราง เรียกว่า “เงินราง” เมื่อบิดามารดาของฝ่ายชายไปขอลูกสาวของผู้ใดก็จะนำเงินรางคือ “สิน” นั้น “สอด” เข้าไว้ในเงินพดด้วงไปมอบให้บิดามารดาของฝ่ายหญิง จึงเป็นที่มาของการเรียกเงินที่ฝ่ายชายนำไปมอบให้บิดามารดาของหญิงชดเชยค่าเลี้ยงดูหญิงสาวนั้นจึงเรียกว่า “สินสอด” จนถึงทุกวันนี้
ส่วนใครเป็นนักตีความสัญลักษณ์ จะไปสงสัยต่อว่าการนำเงินรางสอดเข้าไปในเงินพดด้วงนั้นจะสื่อแทนเป็นนัยประหวัดถึงเรื่องใดอีกหรือไม่ก็สุดแล้วแต่ความกว้างไกลของความคิดและจินตนาการ
สินสอดได้รับการยอมรับสถานะทางกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย มาตรา 1437 วรรคสาม ว่าหมายถึง ทรัพย์สินซึ่งฝ่ายชายให้แก่บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือผู้ปกครองฝ่ายหญิง แล้วแต่กรณี เพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรส ถ้าไม่มีการสมรสโดยมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิง หรือโดยมีพฤติการณ์ซึ่งฝ่ายหญิงต้องรับผิดชอบ ทำให้ชายไม่สมควรหรือไม่อาจสมรสกับหญิงนั้น ฝ่ายชายเรียกสินสอดคืนได้
ดังนั้นข้อตกลงกันที่ว่าจะให้สินสอดกันเท่าไรอย่างไรนั้น จึงเป็นสัญญาที่มีผลผูกพันก่อหนี้ได้ตามกฎหมายโดยมีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาหลายฉบับที่รับรองไว้ว่าสามารถฟ้องเรียกสินสอดกันได้ หากไม่ได้มอบให้กันตามที่ตกลง ถ้ายังไม่มีสินสอดให้กันในวันแต่งงาน ทำเป็นสัญญากู้กันไว้ สัญญานั้นก็ถือว่ามีมูลหนี้บังคับได้ตามกฎหมาย หรือแม้แต่ว่าตกลงกันจะให้สินสอดไว้ แต่ยังไม่ได้ให้ ภายหลังเกิดไม่ได้แต่งงานกันเพราะความผิดของฝ่ายชาย ฝ่ายหญิงก็ยังสามารถเรียกสินสอดจากฝ่ายชายได้
สินสอดจึงถือเป็นธรรมเนียมอย่างหนึ่งในประเพณีการสมรสของไทย ที่กฎหมายสมัยใหม่ยอมรับและคุ้มครองนิติฐานะและมีสภาพบังคับให้
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา มีข่าวชาวบ้านเรื่องสินสอดที่เป็นต้นตอของเรื่องเศร้าซึ่งน่าเห็นใจ เล่าย่อๆ ก็คือมีชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งตกลงจะแต่งงานกัน มีการพูดคุยสู่ขอกันตามประเพณี ทางครอบครัวของฝ่ายหญิงเรียกสินสอดเป็นเงินและทองจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็ถือว่าไม่มากไม่น้อย เมื่อวันแต่งงานมาถึง ฝ่ายเจ้าบ่าวเตรียมเงินสินสอดมาน้อยกว่าที่ตกลงกัน ทำให้เกิดเหตุโต้เถียงกันจนครอบครัวฝ่ายชายยกขบวนกลับกันเสียดื้อๆ ทิ้งงานวิวาห์ให้ล่มลงไปต่อหน้าต่อตาฝ่ายเจ้าสาวที่จิตใจแตกสลาย ส่วนทางครอบครัวของเธอก็ดำเนินการแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเพื่อเรียกร้องฝ่ายชายมารับผิดชอบต่อไป
ข่าวนี้ทำให้ประเด็นเรื่องสินสอดได้รับการถกเถียงขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งแม้คนส่วนใหญ่จะเห็นใจตัวเจ้าสาว แต่ความเห็นในเรื่องนี้ก็แตกเป็นสองทาง ว่าธรรมเนียมเรื่อง “สินสอด” ในสังคมสมัยใหม่ ยังมีความชอบธรรมที่จะได้ไปต่อ หรือควรถือว่าเป็นสิ่งที่ควรค่อยๆ สาบสูญไปเพราะไม่สอดคล้องกับคุณค่าของความเป็นมนุษย์ในโลกปัจจุบัน
เพราะไม่ใช่แค่เฉพาะเรื่องที่คู่รักคู่หนึ่งซึ่งคบหาดูใจกันมานานกำลังจะแต่งงานกันแล้วในอีกไม่ถึงชั่วโมงแท้ๆ จะต้องพลันล่มลงเพราะเรื่องสินสอดอย่างในข่าวเท่านั้นหรอก แต่หลายคู่หลายคนหรือหลายครอบครัวก็อาจจะเคยมีเรื่องผิดใจกันด้วยธรรมเนียมประเพณีนี้ แทนที่การแต่งงานจะผูกสองครอบครัวไว้เป็นเครือญาติก็กลับมองหน้ากันไม่ติด เพราะพิพาทกันเบาบ้างหนักบ้างเรื่องสินสอดนี้ ที่ร้ายแรงกันจนต้องฟ้องร้องกันถึงโรงถึงศาลก็มี หรือที่ทิ้งรอยความหมางใจกันในความรู้สึกก็มาก
หญิงสาวชาวไทยหลายคนที่แต่งงานกับชายต่างชาติที่มาจากวัฒนธรรมที่ไม่มีเรื่องสินสอด ก็ต้องสรรหาคำอธิบายที่ยุ่งยากชวนปวดหัวเพื่อให้เจ้าบ่าวของเธอเข้าใจในประเพณีนี้โดยไม่คิดไปในทางว่าพ่อแม่ชาวไทยนั้นเพาะลูกสาวไว้จำหน่ายเป็นสินค้า
ในโลกสมัยใหม่ที่เรายังเชื่อเรื่องความเสมอภาคเท่าเทียมกันของหญิงชาย ทั้งในทางกฎหมายและในทางข้อเท็จจริงแล้ว การที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องจ่ายเงิน หรือทรัพย์สินให้กับครอบครัวอีกฝ่ายเพื่อตอบแทนการแต่งงาน ยังเป็นพิธีกรรมหรือแบบแผนประเพณีควรรักษาสืบทอดอยู่ต่อไปหรือไม่
โดยเฉพาะถ้าใช้มุมมองในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คนรุ่นใหม่บางคนมองเรื่องของสินสอดว่าเป็นเหมือนการตีค่าให้ผู้หญิงเป็นเหมือนสินค้า เป็นมรดกมาจากวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่สมัยก่อน
ในเรื่องนี้คงต้องยอมรับว่า “สินสอด” นี้กำเนิดมาในยุคสมัยชายเป็นใหญ่ที่ว่านั้นจริงๆ เช่นนั้นมันจึงมีความชอบธรรมและสมเหตุสมผลในสังคมแบบนั้น เพราะเมื่อแต่งงานกันแล้ว ฝ่ายชายมีหน้าที่เลี้ยงดูฝ่ายหญิงที่จะมาเป็น “แม่บ้าน” ดังนั้น สินสอดจึงเป็นกุศโลบายที่ทางฝ่ายหญิงเอาไว้ใช้คัดกรองชายที่เหมาะสม มีหลักฐาน มีงานการหรือฐานะดั้งเดิมเพียงพอที่จะจ่ายเงินสินสอดได้ เพื่อรับประกันว่าจะไม่พาลูกสาวเขาไปตกทุกข์ได้ยาก ถ้ามองในแง่นี้ หน้าที่ในทางประเพณีของสินสอดก็เป็นเรื่องที่รับฟังได้
หรือสำหรับฝ่ายคุณพ่อตา สินสอดนี้บางครั้งก็เป็นเครื่องมือเอาไว้เพื่อ “กีดกัน” ที่จะไม่ยกลูกสาวสุดรักแสนหวงของตัวให้ไอ้หนุ่มลูกคางใสที่ไม่ชอบหน้าได้อย่างไว้เหลี่ยม โดยการเรียกสินสอดสูงๆ ด้วยจำนวนที่แน่ใจว่าฝ่ายชายไม่อาจหามาได้ กลายมาเป็นเรื่องเล่าในเพลงลูกทุ่งอย่าง “สิบหมื่น” และภาพยนตร์มนต์รักลูกทุ่ง รวมถึงนิยายหรือละครแนวความรักโศกอื่นๆ ที่แม้จะ “น้ำเน่า” แต่ก็ยังอยู่บนพื้นฐานความจริงร่วมสมัย ตราบเท่าที่ประเพณีสินสอดนี้ยังได้รับการยอมรับอยู่ในสังคมไทยส่วนใหญ่
ทว่า ในสังคมยุคใหม่ที่แทบไม่มีใครแต่งงานไปเป็น “แม่บ้าน” อีกแล้ว ทั้งหญิงทั้งชายต่างต้องร่วมกันทำงานก่อร่างสร้างครอบครัวอย่างเสมอหน้า ในสังคมเช่นนี้ก่อให้เกิดค่านิยมใหม่ว่า “สินสอด” เป็นสิ่งตกยุคแปลกปลอม เป็นประเพณีล้าสมัยที่บางคนอาจจะรู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์ว่าไม่ต่างจากการค้ามนุษย์ที่มีธรรมเนียมประเพณีและกฎหมายรับรอง หรือที่บางข้อแก้ต่างที่ว่าเป็น “ค่าน้ำนม” ของทางฝ่ายหญิง ก็ถูกโต้กลับฉับไวว่าทางบ้านผู้ชายก็ไม่ได้เลี้ยงโตกันมาด้วยน้ำข้าวเสียเมื่อไหร่
แตกต่างจากอีกธรรมเนียมประเพณีที่เป็นคู่กันคือเรื่อง “ของหมั้น” ผู้คนทั่วไปยังไม่รู้สึกต่อต้าน และมีความรู้สึกส่วนใหญ่ไปในทางบวก อาจเพราะธรรมเนียมการใช้สิ่งของแทนสัญญาใจ หรือพยานรักของคนทั้งคู่นั้นยังพอจะมีหรือสื่อถึงความรู้สึกแบบ “โรแมนติก” อยู่โดยสอดคล้องกับโลกสมัยใหม่ได้ไม่ขัดแย้ง
แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ แม้จะมีคนส่วนหนึ่งวิพากษ์วิจารณ์และเห็นว่าธรรมเนียมเรื่องสินสอดนี้ล้าสมัยไร้เหตุผลไม่สอดคล้องกับคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างไรก็ตาม แต่เรื่องสินสอดก็ยังถือปฏิบัติในวัฒนธรรมกระแสหลักโดยครอบครัวของฝ่ายหญิงอยู่ดี เช่นที่เราจะได้เห็นเวลามีข่าวดารา หรือทายาทของคนใหญ่โตมีชื่อเสียงในสังคมแต่งงานกัน เรื่อง “สินสอด” และ “ของหมั้น” นี้ก็เป็นประเด็นให้ผู้สื่อข่าวไปถ่ายไปเจาะมาให้สังคมได้ฮือฮา โดยเฉพาะถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี การกำหนดสินสอดให้ “สมน้ำสมเนื้อ” ก็ยังเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการแต่งงานด้วย
แม้แต่ในสังคมแบบชาวบ้านหรือเราๆ ท่านๆ ครอบครัวส่วนใหญ่ก็ยังมองว่าสินสอดนี้เป็นหน้าเป็นตาของทั้งฝ่ายเจ้าสาวและเจ้าบ่าว ที่ยังเพ่งเล็งตีราคา “เจ้าสาว” จากสินสอด ดังนั้น แม้ครอบครัวของฝ่ายหญิงจะไม่ได้อยากได้สินสอดอะไรนี้หรอก หากก็ต้องเรียกจากฝ่ายชายตามธรรมเนียมให้สมน้ำสมเนื้อพอไม่ให้คนเอาไปนินทากันลับหลัง เช่นนี้ทางออกที่ดีสำหรับบางครอบครัวที่ยังแบ่งรับแบ่งสู้รักษาประเพณีนี้เอาไว้ แต่ก็ไม่ต้องการจะถูกครหาว่าขายลูกกิน ก็จะประกาศคืนเงินทองที่เป็นสินสอดนี้ให้ครอบครัวที่จะเริ่มต้นใหม่ของคู่บ่าวสาวเอาไปตั้งตัวกัน
ส่วนครอบครัวที่ยังมีมุมมองว่าพ่อแม่ผู้เลี้ยงดูฝ่ายหญิงมีความชอบธรรมที่จะได้รับและเก็บสินสอดไว้เพื่อเป็นการตอบแทนที่ปล่อยให้ลูกสาวหรือหลานสาวของตัวเองแต่งงานไปกับฝ่ายชายก็มีอยู่มากพอกัน
ธรรมเนียมประเพณีเรื่องสินสอดนี้ จึงเป็นเรื่องน่าสนใจ เพราะแม้จะเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยจะสอดคล้องกับแนวคิดหรือค่านิยมของคนยุคใหม่ในปัจจุบันเสียแล้ว แต่ตราบใดที่ค่านิยมแบบใหม่ยังไม่สามารถโน้มน้าว หรือเข้ามาแทนที่เป็นกระแสหลักในสังคมได้ ประเพณีเช่นนี้ก็น่าจะยังคงอยู่ให้เถียงกันไปอีกนาน
ก็อาจจะต้องรอให้คนรุ่นที่เริ่มตั้งคำถามกับความชอบธรรมของ “สินสอด” นี้เติบโตขึ้นมีลูกสาวอยู่ในวัยสมรสได้แล้ว ว่าในตอนนั้นเขาจะมีความคิดกับเรื่องสินสอดอย่างไร จะปล่อยให้ล้มหายตายไปเพราะไม่สอดคล้องกับคุณค่าของโลกยุคใหม่หรือไม่ หรือจะรับสืบทอดต่อมาให้ยังเป็นประเพณีที่มีชีวิตอยู่ต่อไปเหมือนคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ ก็เป็นเรื่องที่ยังไม่รู้ได้ อาจจะต้องรออีกสักสิบถึงยี่สิบปีกระมัง
ส่วนสาวๆ ที่มีความคิดแบบคนยุคใหม่ ที่คิดว่าตัวเองไม่ควรมี “ค่าตัว” ในรูปแบบนี้ และจะไม่เรียกสินสอด ก็อาจจะต้องไปคุยกับพ่อแม่ญาติพี่น้องให้ดีๆ ว่าจะเห็นด้วยกับความคิดเช่นนี้ของเราหรือไม่ เพราะเรื่องจริงที่ใครๆ ก็คงต้องยอมรับคือ งานแต่งงานไม่ใช่ “งานของคู่บ่าวสาว” หรอก หากเป็นงานของญาติพี่น้องทั้งสองฝ่าย ที่มาพร้อมกับความคาดหวัง “หน้าตา” และความสัมพันธ์ในสังคม
เว้นแต่จะตัดสินใจอยู่ร่วมครองเรือนกันโดยไม่ต้องสนใจการสมรสตามรูปแบบประเพณีไปเลยนั่นก็อาจจะเป็นอิสรภาพแบบ “คนรุ่นใหม่” ที่เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

