หน้าแรก บทความ ‘มาร์ก คาร์นี...

‘มาร์ก คาร์นีย์’ คว่ำโต๊ะเจรจาต้านภาษีสหรัฐ

26.09.26 | 09:07 น.

‘มาร์ก คาร์นีย์’ คว่ำโต๊ะเจรจาต้านภาษีสหรัฐ


เมื่อเผชิญแรงกดดันในการผนวกดินแดนของทรัมป์ การเจรจาการค้าสหรัฐ-แคนาดาล่มสลายโดยพลัน ชาวแคนาดา 2.5 แสนคนร่วมลงชื่อเรียกร้องขับไล่เอกอัครราชทูตสหรัฐ กระแสต่อต้านสหรัฐระอุ “มาร์ก คาร์นีย์” นายกรัฐมนตรีเรียกคณะผู้แทนเจรจากลับประเทศ พร้อมกับประณามสหรัฐว่า ใช้อำนาจข่มเหง เขายืนยันว่า ศักดิ์ศรีและอธิปไตยของชาติคือเส้นแดงที่มิอาจต่อรอง โดยอธิบายสาเหตุที่การเจรจาล้มเหลวว่า สหรัฐเป็นฝ่าย “ให้คำมั่นสัญญาด้วยดินสอ” ขาดจิตวิญญาณแห่งสัญญา อีกทั้งยังเปลี่ยนเงื่อนไขการเจรจาในนาทีสุดท้าย คือข้อเรียกร้องใหม่ไม่เป็นธรรมและย้อนแย้งกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เพราะทรัมป์ต้องการจำกัดอำนาจอธิปไตยด้านการค้าของแคนาดา และพยายามควบคุมสิทธิในการจำหน่ายแร่ธาตุของแคนาดา

รัฐบาลคาร์นีย์ได้เตรียมงบประมาณก้อนโตไว้ เพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจและแรงงานของแคนาดาที่อาจได้รับผลกระทบจากวิกฤต และเตรียมรับมือสงครามการค้า ทรัมป์ตอบในสื่อออนไลน์ว่า แคนาดาไม่สามารถดำรงอยู่ได้หากแยกออกจากสหรัฐ และประกาศว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมปีหน้า สหรัฐมีแผนจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาอันได้แก่ รถยนต์ รถบรรทุก ชิ้นส่วนรถยนต์ และผลิตภัณฑ์เหล็ก เป็น 50%

ทรัมป์อาศัยบทบัญญัติภาษีศุลกากรที่มีอายุเกือบหนึ่งศตวรรษ เพื่อเรียกเก็บภาษี 50% ต่อสินค้าบางประเภทจากแคนาดา ซึ่งเดิมได้รับการคุ้มครองภายใต้ข้อตกลงสหรัฐ-เม็กซิโก-แคนาดา และได้รับสิทธิปลอดภาษี กรณีจึงเป็นการทำลายกกฎการค้าเสรีที่มีอยู่ และกระทบต่อการค้าเสรีในระดับทวิภาคีและพหุภาคี เมื่อทรัมป์ท้าทายอำนาจรัฐธรรมนูญสหรัฐ และหลักกฎหมายระหว่างประเทศ อีกทั้งบิดเบือนข้อเท็จจริง แคนาดาจึงต้องรักษาศักดิ์ศรีและผลประโยชน์หลักของชาติ เพราะข้อเรียกร้องของสหรัฐ ไม่สมเหตุผล 1 ได้ยกประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาษีศุลกากรมาสู่โต๊ะเจรจา อันเป็นการจำกัดความสามารถของแคนาดาในการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศที่สาม อีก 1 จัดให้นโยบายคุ้มครองวัฒนธรรมและภาษาฝรั่งเศสของแคนาดาเป็น “อุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี” ทั้งที่มาตรการด้านพหุวัฒนธรรมถือเป็นแก่นสำคัญของอัตลักษณ์ชาติ และป้องกันต่อการครอบงำทางวัฒนธรรม แต่ภาษาฝรั่งเศสไม่เคยอยู่บนโต๊ะเจรจา อนึ่ง สหรัฐยังปฏิเสธที่จะขยายการลดภาษีไปยังสินค้าสำคัญ เช่น ชีส ผลิตภัณฑ์เกษตร รถยนต์ และชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการจ้างงานและรากฐานทางเศรษฐกิจของแคนาดา จึงไม่สามารถอ่อนข้อได้ เพราะในช่วงเวลาสำคัญของการเจรจา สหรัฐจงใจเพิ่มเงื่อนไขที่แคนาดามิอาจรับได้ โดยมีเป้าหมายให้แคนาดากลายเป็น “รัฐที่ 51”

Advertisement

การปฏิเสธข้อเรียกร้องย่อมเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง คาร์นีย์ตัดสินใจ “คว่ำโต๊ะเจรจา” ชาวแคนาดาล้วนยืนอยู่ข้างเดียวกับคาร์นีย์ และแล้ว “ปาฏิหาริย์ทางการเมือง” ก็เกิดขึ้น ขณะที่รัฐบาล ฝ่ายค้าน และรัฐบาลระดับมณฑล สนับสนุนอย่างเต็มที่ เป็นที่ทราบดีว่า ตราบใดที่โครงสร้างการพึ่งพาตลาดสหรัฐ ยังไม่ได้รับการปรับเปลี่ยนตามควรแก่เหตุ เศรษฐกิจแคนาดาย่อมไม่สามารถรับแรงกดดันจากสหรัฐ ในขณะที่ทีมทำเนียบขาวก็เข้าใจเช่นกันว่า เศรษฐกิจของสหรัฐและแคนาดามีความสัมพันธ์พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันและแทบแยกออกจากกันไม่ได้ โดยเฉพาะด้านพลังงาน แร่ธาตุสำคัญ และการจัดหาไฟฟ้า ซึ่งสหรัฐพึ่งพาแคนาดา ขณะที่อุตสาหกรรมรถยนต์ การผลิตเครื่องบิน และห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วน นอกจากนี้ แคนาดายังเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับสองของสหรัฐ การต่อต้านจากสามระดับ ได้แก่ รัฐสภาสหรัฐ ประชาชนทั่วไป และรัฐบาลระดับรัฐ จึงอาจทำให้ทรัมป์ต้องถอย และมีความเป็นไปได้สูงที่สหรัฐจะกลับมาเปิดการเจรจาใหม่

ปฏิทินการเมือง คาร์นีย์มีความได้เปรียบเหนือทรัมป์ เพราะยังเหลือเวลาเกือบสามปีก่อนการเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อไป ขณะที่อีก 2 เดือนทรัมป์จะต้องเผชิญการเลือกตั้งกลางเทอม ถ้าพรรครีพับลิกันสูญเสียเสียงข้างมากในสภา และพรรคเดโมแครตกลับมาแทน ทรัมป์อาจต้องเผชิญกับกระบวนการถอดถอนครั้งที่สาม

หากความขัดแย้งทางการค้ากับแคนาดาทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้นและเศรษฐกิจชะลอตัว ทรัมป์และพรรครีพับลิกันจะเป็นฝ่ายรับผลกระทบจากการต่อต้านของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ขณะที่คาร์นีย์ยังมีเวลาในการผลักดันการปฏิรูป ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และปรับสถานการณ์ทางการเมือง ผลสำรวจความคิดเห็นระบุว่า คะแนนนิยมของทรัมป์ลดลงมาก ส่วนคะแนนนิยมของ “คาร์นีย์” สูงกว่าผู้นำพรรคอนุรักษนิยม อยู่เป็นตัวเลขสองหลัก และยังสูงกว่าสตีเฟน ฮาร์เปอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีมาก เขาจึงอยู่ในสถานะที่ไม่มีคู่แข่งทางการเมือง

รัฐบาลสหรัฐคงไม่ทราบว่า “คาร์นีย์” ก็กำลังกดดันทางการเมืองของทรัมป์เช่นกัน ดังนั้น เมื่อ “เรียมเหลือทน” “คาร์นีย์” จึงเลือก “คว่ำโต๊ะเจรจา” การยุติการเจรจาครั้งนี้จึงมิใช่เพียงประกาศว่า อธิปไตยของชาติมิใช่สิ่งที่สามารถนำมาเจรจาต่อรองได้ หากยังเป็นกลยุทธ์ในการเจรจาอีกด้วย เป้าหมายคือการถ่วงเวลาเพื่อรอความเปลี่ยนแปลงจากผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ

ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช