หน้าแรก บทความ สะพานแห่งกาลเ...

สะพานแห่งกาลเวลา : ขยะทะเล

27.09.26 | 12:03 น.

สะพานแห่งกาลเวลา : ขยะทะเล


ทีมนักวิจัยทางทะเลกลุ่มหนึ่ง ต้องการหยั่งรู้ว่า ขยะทะเลที่พวกมนุษย์เราก่อให้เกิดขึ้นและกลายเป็นมลภาวะร้ายแรงทางทะเลนั้น กระจายตัวออกไปมากแค่ไหน จึงจัดการส่งเจ้าเรือดำน้ำหุ่นยนต์ (อาร์โอวี) ที่สามารถบังคับจากระยะไกลได้ โดยให้ดำลึกจากพื้นผิวมหาสมุทรลงไปมากกว่า 3 กิโลเมตร บริเวณจุดที่อยู่ห่างจากชายฝั่งประเทศอาร์เจนตินา ออกไปหลายร้อยกิโลเมตร

บริเวณดังกล่าวเป็นที่ตั้งของหุบใต้ทะเลที่เรียกกันว่า “มาร์ เดล พลาตา ซับมารีน แคนยอน” (Mar del Plata Submarine Canyon) ที่อยู่ลึกลงไปจากพื้นผิวน้ำทะเลหลายพันฟุต สิ่งที่พวกเขาพบเห็น เป็นหลักฐานบ่งชี้เป็นอย่างดีว่า คนเราสร้างความเสียหายให้กับระบบนิเวศทางทะเลของโลกได้อย่างไร

สิ่งที่พวกเขาพบเห็นก็คือบรรดา “ขยะทะเล” กระจายตัวอยู่เต็มพื้นทะเลลึก แสดงให้เห็นว่า ขยะทะเลที่พวกเราสร้างขึ้นนั้นสร้างความเสียหายไปทั่ว ไม่มีพื้นที่ไหนหลบหนีพ้นไปได้

Advertisement

รายงานการค้นพบดังกล่าว ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ผ่านวารสารวิชาการ “PLOS One” ระบุว่า ยานอาร์โอวี ดำลงไปสำรวจที่ระดับความลึก 4,500 เมตร หรือเกือบ 5 กิโลเมตร

ทีมวิจัยนอกจากจะกำหนดตำแหน่งของขยะแต่ละชิ้นแล้ว ยังจัดทำหมวดหมู่ของขยะเหล่านั้นไว้อีกด้วย พบว่า มีทั้งแผ่นพลาสติก, พลาสติกห่ออาหาร, และอุปกรณ์ประมงต่างๆ แดเนียล ลอเรตต้า นักวิจัยจาก กลุ่มศึกษาปัญหาทะเลลึกแห่งอาร์เจนตินา (GEMPA) บอกกับผู้สื่อข่าวว่า ผลที่ได้แสดงให้เห็นว่า แม้แต่ระบบนิเวศส่วนที่ดูเหมือนจะห่างไกลและลึกมากๆ ก็ยังแยกไม่ออกจากการได้รับผลกระทบจากการกระทำของมนุษย์ ทำให้แม้แต่สถานที่เช่นนี้ก็เชื่อมโยงกับพฤติกรรมของคนเราที่กระทำกันไว้บริเวณผิวน้ำ

ดิเอโก เออร์เตก้า ผู้ร่วมทำวิจัยชี้ว่า ขยะที่พบสอดคล้องกับขยะที่บรรดาเรือซึ่งแล่นอยู่บนผิวน้ำ นอกชายฝั่งในบริเวณนั้น อาทิ เช่นบรรดาเรือประมงทั้งหลายก่อให้เกิดขึ้น แต่ที่น่าประหลาดใจเป็นที่สุดก็คือ มีหลายต่อหลายชิ้นมากที่เกี่ยวข้องกับกิจวัตรประจำวันของเรา ก็ยังสามารถพบได้ในระดับที่ลึกขนาดนั้น

เขาย้ำว่า เมื่อคุณมองไปที่พื้นผิวใต้ทะเลลึกเกือบ 5 กิโลเมตรแล้วพบขยะพวกนี้ ก็ไม่ยากนักที่จะจินตนาการเอาว่า พื้นที่แถบนั้น น่าจะแยกเป็นอิสระจากกิจกรรมใดๆ ของคนเราโดยสิ้นเชิง แต่แล้ว ทันทีทันใด ก็พบชิ้นส่วนของอุปกรณ์ประมง หรือสิ่งที่คนทำขึ้นกระจายอยู่ให้เห็นกับตา

ซับมารีนแคนยอนแห่งนี้ เป็นหุบเขาขนาดใหญ่ใต้ท้องทะเล เกิดจากพื้นที่ที่เป็นตัวไหล่ทวีปนั่นเอง นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า พื้นที่จุดนี้เป็นศูนย์รวมสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ เพราะสามารถรองรับสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลเป็นจำนวนมาก

มาร์ เดล พลาตา ซับมารีน แคนยอน อยู่ห่างจากชายฝั่งอาร์เจนตินา ถึงราว 168 ไมล์ แต่ทีมวิจัยเชื่อว่า กระแสน้ำในมหาสมุทร สามารถพัดพาขยะทะเลออกไปเป็นระยะทางไกลๆ ได้ ซึ่งหมายความว่า ขยะบางส่วนอาจเดินทางมาเป็นระยะทางไกลมาก ก่อนที่จะมาลงเอยอยู่ที่หุบใต้ทะเลแห่งนี้

เออร์เตก้าบอกว่า จังหวะที่พวกเขาจำไม่ลืมก็คือ ตอนที่จู่ๆ เจ้าอาร์โอวี ก็โผล่ออกไปเจอเข้ากับตาข่ายของอวนผืนใหญ่ จนสุดท้ายเจ้าหน้าที่ต้องบังคับยานใต้น้ำให้หลบเลี่ยงก่อนที่จะชนเข้ากับตาข่ายมหึมาที่ว่านั้น

แต่สำหรับ ลอเรตต้า แล้ว สิ่งที่ฝังอยู่ในใจเขาไม่ลืมก็คือ รองเท้าบู๊ตข้างหนึ่งซึ่งลงไปสถิตนิ่งอยู่บนพื้นทะเล กระนั้น ลอเรตต้าก็ยอมรับเช่นกันว่า ประหลาดใจอยู่เหมือนกันที่ ขยะที่พบครั้งนี้มีปริมาณน้อยเกินกว่าที่คาดไปหน่อย โดยเฉพาะเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับหุบใต้ทะเลอื่นๆ แต่ก็ย้ำไว้ด้วยว่า การตีความการค้นพบและปริมาณครั้งนี้ต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะไม่ใช่ว่าหุบใต้ทะเลแห่งนี้จะไม่ได้รับผลกระทบ หรือไม่อยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงแต่อย่างใด

เซียน ซัทเธอร์แลนด์ นักเขียนร่วมเจ้าของหนังสือ “พลาสติก แพลเน็ท” (A Plastic Planet) ชี้ว่า รายงานวิจัยชิ้นนี้เป็นหลักฐานพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่า เมื่อเกี่ยวกับขยะพลาสติกแล้วละก็ไม่มีคำว่าไกลเกินไปแน่นอน องค์กรของซัทเธอร์แลนด์ กำลังทำงานร่วมกับรัฐบาลและภาคธุรกิจเอกชน เพื่อให้หันมาใช้สิ่งที่สามารถใช้ทดแทนพลาสติกได้ เพื่อลดปัญหาการเกิดมลภาวะให้กับท้องทะเลลง

“พลาสติก ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้ยาวนาน ดังนั้นมันจึงถูกพัดพาไปตามลำน้ำ และไหลไปตามกระแสน้ำทะเลได้ไกลๆ ก่อนที่จะถูกกักไว้ในหุบใต้ทะเล และจะคงอยู่อย่างนั้นนานนับเป็นสิบปีหรือกว่านั้น สิ่งที่เราตัดสินใจโยนทิ้งไปในชั่วสองสามนาที

สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศได้นานหลายชั่วอายุคนเลยทีเดียว