
จากเสียงของประชาชน สู่นโยบายตำรวจระดับชาติ
ไม่ว่าท่านจะอยู่ในชุมชนเล็กหรือเมืองใหญ่ เสียงของท่านมีความหมายต่อความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงของชาติเพราะนโยบายตำรวจที่เข้าถึงชีวิตประชาชนต้องเริ่มจากการรับฟังคนที่อยู่กับปัญหาจริง
ความปลอดภัยเป็นเรื่องใกล้ตัวของเราทุกคน ตั้งแต่ความปลอดภัยในบ้านและชุมชน การหลอกลวงทางออนไลน์ ไปจนถึงการเข้าถึงความช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติ คนในพื้นที่รู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน ใครกำลังเดือดร้อน และอะไรยังรอการแก้ไข ประสบการณ์เหล่านี้จึงมีคุณค่าต่อการทำงานของตำรวจและการกำหนดนโยบายของประเทศ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ได้ลงนามแต่งตั้งคณะอนุกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชน ภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐ ร่วมเสนอแนวทางและติดตามการบริหารงานตำรวจ เป็นช่องทางนำปัญหาและความต้องการจากชุมชนเข้าสู่การพิจารณานโยบายระดับชาติ และเชื่อมความร่วมมือให้เกิดผลต่อความปลอดภัยของประชาชน
ขณะเดียวกัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ ได้ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประชาชน ทั้งการลงพื้นที่ดูแลผู้ประสบภัยและการสั่งจัดทีมแพทย์โรงพยาบาลตำรวจช่วยผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม พร้อมแสดงเจตนารมณ์ในการรับมอบหน้าที่ว่าจะทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยุติธรรม และยึดความถูกต้องตามกฎหมาย แนวทางนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างตำรวจกับประชาชน โดยมีความเดือดร้อนของประชาชนเป็นโจทย์ร่วม และความเชื่อมั่นของสังคมเป็นเป้าหมาย

ผมในฐานะประธานคณะอนุกรรมการฯ มองว่า กลไกนี้คือ สะพานเชื่อมเสียงจากชุมชนกับโต๊ะนโยบายตำรวจระดับชาติ ที่ต้องเปิดรับทั้งปัญหา ข้อเสนอ และประสบการณ์จากผู้คนทุกภูมิภาคอย่างจริงจัง
ผู้ร่วมสะท้อนเสียงเหล่านี้ ได้แก่ คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ (กต.ตร.) ระดับสถานีตำรวจและระดับจังหวัดหรือกองบังคับการ ผู้แทนภาคประชาชนระดับกองบัญชาการ อาสาสมัครตำรวจบ้าน อาสาจราจร องค์กรและมูลนิธิที่สนับสนุนกิจการตำรวจ ตลอดจนประชาชนที่ทำงานเพื่อความปลอดภัยของชุมชน ภายใต้กรอบพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 และระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการส่งเสริมให้ประชาชน ชุมชน ท้องถิ่น และองค์กรมีส่วนร่วมในกิจการตำรวจ พ.ศ.2551

เพื่อให้การรับฟังนำไปสู่ข้อเสนอที่ใช้ประโยชน์ได้ ผมจึงอาศัยอำนาจตามข้อ ๒.๗ ของคำสั่งแต่งตั้ง จัดตั้งคณะทำงานผ่านสองแนวทาง ได้แก่ การแต่งตั้งผู้มีความรู้และประสบการณ์ที่เหมาะสมโดยตรง และการเปิดรับสมัครผู้สนใจจากทั่วประเทศเข้าสู่กระบวนการคัดเลือก
ผมได้ออกแบบให้คณะทำงานชุดนี้สะท้อนเสียงของประชาชนได้อย่างกว้างขวาง เพราะทุกพื้นที่มีคนทำงานเพื่อส่วนรวมที่สมควรได้รับโอกาสนำประสบการณ์มาช่วยบ้านเมือง
หน้าที่ของคณะทำงานคือ รับฟังและศึกษาปัญหาจากพื้นที่ ตรวจสอบข้อมูล วิเคราะห์ และจัดทำข้อเสนอให้คณะอนุกรรมการฯ พิจารณา ก่อนเสนอต่อ ก.ต.ช. ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อ ก.ต.ช. มีมติเห็นชอบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงนำนโยบายไปดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ ภายใต้กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
เป้าหมายของกระบวนการนี้คือ ให้ปัญหาที่ประชาชนพบในชีวิตประจำวันได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง และนำไปสู่การทำงานที่ช่วยคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สิน สร้างความปลอดภัยในชุมชน และเสริมความมั่นคงของประเทศ
เมื่อชุมชนเห็นภัยก่อนใคร เสียงของชุมชนต้องไปถึงโต๊ะกำหนดนโยบาย และนโยบายต้องกลับไปถึงชีวิตของประชาชน ผมจึงขอเชิญผู้มีใจทำงานเพื่อส่วนรวมจากทุกภูมิภาค ร่วมสะท้อนปัญหา แบ่งปันประสบการณ์ และเสนอทางออก สิ่งที่ท่านเรียนรู้จากการช่วยเหลือคนในชุมชน อาจเป็นคำตอบที่อีกหลายพื้นที่กำลังรออยู่
สมัครเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกเป็นคณะทำงานของคณะอนุกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้แล้ววันนี้ ถึงวันที่ 11 ตุลาคม นี้
กรอกข้อมูลผ่านลิงก์ https://www.research.net/r/citizen-police-subcom-apply
และเพิ่มเพื่อน LINE ทางการ @police.policy เพื่อติดตามข่าวสาร การสมัครเป็นการแสดงความสนใจเพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกก่อน ยังมิใช่การได้รับแต่งตั้งเป็นคณะทำงาน
มาร่วมกันทำให้ประชาชนร่วมคิด ตำรวจร่วมทำ และทำให้เสียงจากชุมชนกลายเป็นนโยบายที่สร้างความปลอดภัยให้ประชาชนและความมั่นคงของชาติได้จริงและยั่งยืน
ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา


