
ตามที่ผู้เขียนได้เสนอบทความเรื่อง พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาจังหวัดลพบุรี และประทับรอยพระพุทธบาทไว้บนยอดเขาวงพระจันทร์ อำเภอโคกสำโรงนั้น ได้มีปฏิกิริยาออกมา 3 ลักษณะ คือ ชาวพุทธกลุ่มแรก เป็นผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน และสมถกัมมัฏฐาน พอเห็นภาพดังกล่าวเท่านั้น ได้ยกขึ้นจบเกล้า
พร้อมพึมพำว่า บุญเหลือเกินที่ได้เห็น
ส่วนชาวพุทธกลุ่มที่ 2 แบ่งรับแบ่งสู้ ไม่ปลงใจเชื่อ คิดว่าเป็นภาพที่คนวาดขึ้น ชาวพุทธกลุ่มที่ 3 ส่วนใหญ่เป็นพระท่านไม่เชื่อเลย ว่าพระพุทธเจ้าจะเสด็จมา จ.ลพบุรี ในกลุ่มที่ไม่เชื่อนี้มีอยู่หนึ่งรายที่ค้านอย่างมีเหตุผล และความมีเหตุผลดังว่านั้น ได้เปิดทางให้อธิบายสนับสนุนเรื่องพระพุทธเจ้าเสด็จมาสระบุรี หรือลพบุรี ไปในตัว
ท่านผู้นั้นค้านว่า แต่โบราณมาเมืองไทยมีพระพุทธบาทอยู่ 5 รอย ดังคำบาลีว่า สุวัณณะมาลิเก สุวัณณะ ปัพพะเต สุมะนะกูเฏ โยนกะปุเร นัมมะทายะ นทิยา ปัญจะปาทะวรัง ฐานัง วันทามิ ทูระโต แปลโดยใจความว่า เราขอไหว้พระบาท 5 แห่งคือ ที่สุวัณณะมาลิก หนึ่ง ที่สุวัณณปัพพตะ หนึ่ง ที่สุมนะกูฏ หนึ่ง ที่เมืองโยนก หนึ่ง และที่แม่น้ำนัมมะทา หนึ่ง เมืองไทยเราเชื่อกันว่า พระพุทธบาทที่สระบุรี คือพระพุทธบาทที่ระบุไว้ในบาลีว่า สุวัณณะปัพพะเต แปลว่า ภูเขาทอง แถมประวัติความเป็นมาของพระพุทธบาทที่สระบุรี เป็นเรื่องของพระปุณณเถระ ชาวเมืองสุนาปรันตะ ตามหลักฐานในปุณโณวาทสูตรและอรรถกถา
ถ้าจะอ้างว่าพระพุทธเจ้ามาประทับพระพุทธบาทไว้ที่เขาวงพระจันทร์ลพบุรีอีก มิต้องเพิ่มแหล่งพระพุทธบาทมี 6 แห่งหรือ? จากคำถามดังกล่าว จึงขอตอบว่า พระพุทธบาทที่ ลพบุรี ก็คือรอยพระพุทธบาทที่คำบาลีว่า สุวัณณปัพพเต นั่นเอง ถามว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ขอตอบว่า เพราะประวัติรอยพระพุทธบาทที่ลพบุรี และรอยพระพุทธบาทที่สระบุรี เป็นเรื่องเดียวกัน คือเป็นเรื่องของพระปุณณะ ชาวเมืองสุนาปรันตะเหมือนกัน ต้นเรื่องมาจากปุณโณวาทสูตรและอรรถกถา ในพระไตรปิฎกภาษาไทยเล่มที่ 23 หน้า 434-441 เหมือนกัน
เมื่อยืนยันว่า พระพุทธบาททั้งสองแห่งก็คือพระพุทธบาท ที่บาลีกล่าวว่า สุวัณณปัพพะเต นั่นเอง ท่านจะยอมรับหรือไม่ ไม่ว่ากัน! ต่อไปจะขอวิเคราะห์ข้อเท็จจริงให้เห็น ข้อเท็จจริงที่จะวิเคราะห์มีอยู่ 4 หลักการ 1.ความเป็นมาของพระพุทธบาทที่ภูเขาสัจพันธ์ 2.ภูมิประเทศ 3.สภาพแวดล้อม 4.รอยเปื้อนฝ่าพระบาท ความเป็นมาโดยสรุปของพระพุทธบาทก็คือท่านปุณณะเป็นชาวเมืองสุนาปรันตะ ไปค้าขายที่เมืองสาวัตถี เกิดความเลื่อมใสในพระพุทธองค์จึงขอบวช เมื่อบวชแล้วกลับไปบำเพ็ญกัมมัฏฐานที่บ้านเดิม คือเมืองสุนาปรันตะ ท่านไปแสวงหาที่ทำกัมมัฏฐาน 4 แห่ง จุดแรกไปที่ชายทะเล มีคลื่นจัดไม่เหมาะที่จะทำกัมมัฏฐาน จึงไปที่วัดมกุฬการาม ท่านสำเร็จที่นั่น
ต่อมาท่านทูลอาราธนาพระพุทธเจ้ามาโปรดชาวสุนาปรันตะ พระองค์เสด็จมา เมื่อผ่านภูเขาสัจพันธ์ พระองค์โปรดพระฤๅษีสัจพันธ์ ให้สำเร็จแล้ว ก็พาไปเมืองสุนาปรันตะด้วย พระองค์โปรดชาวเมืองนี้ 3 คืน ตอนเสด็จกลับ ผ่านแม่น้ำนิมมะทา ทรงประทับรอยพระบาทไว้ให้นิมมะทานาคราช ริมแม่น้ำนิมมะทา จากนั้นเสด็จไปส่งพระสัจพันธ์บนยอดเขาสัจพันธ์ พระสัจพันธ์ประสงค์จะติดตามพระพุทธองค์ไปพระเชตวันในมัฌชิมประเทศด้วย พระพุทธองค์ตรัสว่า เธอสอนประชาชนผิดมาแล้ว จงอยู่แสดงธรรมที่ถูกต้องแก่หมู่ชนบริเวณนี้ต่อไป พระสัจพันธ์จึงขอพระพุทธบาทไว้
แล้วนั่นเอง จึงมีรอยพระพุทธบาทบนยอดเขาสัจพันธ์ หรือเขาวงพระจันทร์ ลพบุรี ส่วนประวัติความเป็นมาของพระพุทธบาทที่เขาวงพระจันทร์ และพระพุทธบาทที่สระบุรี ไม่กล่าวถึงชายทะเล ไม่กล่าวถึงแม่น้ำนิมมะทาไว้เลย เป็นเพราะเหตุใด จะกล่าวข้างหน้า
การกล่าวถึงภูมิประเทศ จะมีส่วนหนึ่งที่หาความจริงได้ เป็นไปได้ไหมที่เขาสัจพันธ์อยู่อินเดีย ไม่ใช่เมืองไทย การที่ในพระไตรปิฎกกล่าวถึงทะเลจะเป็นจุดสำคัญที่จะหาความจริง! อินเดียก็มีทะเล จงดูแผนที่อินเดีย เหมือนกรวยนอน โคนกรวยคือทางเหนือเป็นภูเขาหิมาลัย สองข้างกรวยและปลายแหลมเป็นทะเลหมด เมื่อพระองค์ไปโปรดชาวสุนาปรันตะที่อยู่ติดทะเล จะผ่านเขาสัจพันธ์ก่อน แล้วจึงไปถึงเมืองสุนาปรันตะที่ติดทะเล โดยสมมุติฐานแบบนี้ พระปุณณะสามารถไปพบทะเลได้ทั้ง 3 ทิศ คือ ทะเลทางตะวันออก ตะวันตก และทะเลทางทิศใต้ ของอินเดีย
พอเสด็จกลับก็จะพบแม่น้ำนิมมะทา และเขาสัจพันธ์ที่อยู่ในอินเดียได้ แต่ในเมื่อพระลังกาบอกพระไทยที่ไปไหว้พระพุทธบาทที่ลังกาว่า เมืองไทยก็มีรอยพระพุทธบาทที่เขาสุวัณณบรรพต ถ้าเป็นอย่างนี้ เราลองตั้งสมมุติฐานดูว่าสระบุรี ลพบุรีติดทะเลหรือไม่ แม้จะสันนิษฐานกันว่า สระบุรี ลพบุรี เคยเป็นฝั่งทะเล แต่ก็คงหลายพันปีมาแล้ว ความก็ไม่สามารถวิเคราะห์ไปไม่ตลอด เพราะหาแม่น้ำนิมมะทาไม่พบ แต่อย่าเพิ่งทิ้งจุดนี้ไป
เราไปตั้งสมมุติฐานจุดอื่นดูบ้าง ตอนนี้ขอเอาลพบุรี สระบุรี เป็นจุดหลักก่อน สมมุติว่า จากเขาสัจพันธ์ไปเมืองติดทะเลของแผนที่ไทย จะพบชายทะเลที่สมุทรปราการและทะเลทางตะวันออก เราไม่ทราบว่า เมื่อ 2,600 กว่าปีมาแล้ว เป็นที่อยู่ของใคร แต่ถ้าเรายึดประวัติศาสตร์ของอาณาจักรจามที่อยู่ติดทะเลของเวียดนาม ซึ่งคนเหล่านี้เป็นชาวอินเดียที่อพยพมาตั้งเมือง ณ แผ่นดินนี้ เขาพูดภาษาบาลีและสันสกฤต สมัยอยุธยายังมีบันทึกไว้ว่า ผู้ที่แล่นเรือมาค้าขายที่อยุธยา มีจีนและแขกจาม เป็นต้น อย่างนี้การสันนิษฐานจะไปได้ตลอด ว่า พระปุณณะท่านเป็นชาวจาม แล้วไปค้าขายที่เมืองแม่ แถมตรงนี้มีประวัติศาสตร์ของกัมพูชายอมรับไว้ในหนังสือ พระพุทธศาสนาในกัมพูชา หน้า 33 บันทึกว่า มีศิลาจารึกเขมรอันหนึ่ง เก่าแก่โบราณกว่าเขาทั้งหมด ณ แดนดินเอเชียอาคเนย์นี้เขาเรียกว่าศิลาจารึก โว-กาญ ศิลาจารึกนี้กล่าวว่า “พระเจ้า ศรีมาระ ทรงเลื่อมในต่อพระพุทธศาสนา”
ถามว่า พระพุทธศาสนามาจากไหน ตอบได้เลยว่า มาจากพระปุณณะนั่นเอง
การตั้งสมมุติฐานว่า ชายทะเลที่ในคัมภีร์กล่าวถึงนั้น น่าจะเป็นอาณาจักรจาม ในเวียดนาม ซึ่งมีสภาพแวดล้อมสนับสนุน คือ มีรอยพระพุทธบาทอยู่ที่แม่น้ำโขงที่นครพนม และนั่นคือทำให้คิดว่า เป็นแม่น้ำนิมมะทา ที่พระพุทธองค์เสด็จผ่านมาพบ จึงประทับรอยพระบาทไว้ อีกทั้งในหนังสือการต่อสู้ของชาวเวียดนามเพื่อขับไล่ฝรั่งเศส ในประเทศไทย ชื่อ ผู้คนและเส้นทาง แปลโดย แดง และแฉล้ม ได้กล่าวไว้ในหน้า 99 ว่า “บ้านต้นผึ้ง บ้านวัดป่า ที่นครพนม เป็นหมู่บ้านติดแม่น้ำโขง เป็นจุดเชื่อมโยงประเทศเรา (เวียดนาม) ลาวและไทย” หมายถึงว่า ชาวเวียดนามเดินทางมาลาวและไทย ผ่านนครพนม
ดังนั้น ถ้าตั้งสมมุติฐานว่า เป็นทะเลเมืองไทย คือทางตะวันออกของประเทศไทย เราไม่พบรอยพระบาทที่แม่น้ำสายไหนที่อยู่ระหว่างสุนาปรันตะ และเขาสัจพันธ์ที่ลพบุรี ตามประวัติเลย
การที่อาณาจักรจามปาติดทะเล การที่มีรอยพระพุทธบาทที่แม่น้ำโขง จึงเป็นข้อให้สันนิษฐานว่า เมืองสุนาปรันตะ ก็คืออาณาจักรจามปา จึงเป็นข้อสันนิษฐานว่า แม่น้ำโขงก็คือแม่น้ำนิมมะทานั่นเอง แต่เมื่อคนไทยสมัยอยุธยา ท่านคงคิดไม่ถึง และเข้าใจว่า แม่น้ำนิมมะทาอยู่ในอินเดียแน่ ท่านคงคิดว่า ถ้าขืนเขียนไปตามที่ในพระคัมภีร์ระบุไว้ ว่าทรงประทับรอยพระพุทธบาทไว้ที่แม่น้ำนิมมะทาแล้ว ความจะไม่เชื่อมต่อกัน ในประเด็นที่ว่า เพราะอะไร พระพุทธองค์ประทับรอยพระบาทไว้ที่แม่น้ำนิมมะทา ประเทศอินเดียแล้ว จึงมาประทับรอยพระบาทไว้เขาสัจพันธ์ ซึ่งอยู่เมืองไทยอีก ความ ไม่น่าจะเป็นไปได้ และจะไม่น่าเชื่อถือ ดังนั้นในประวัติรอยพระพุทธบาทที่เขาวงพระจันทร์ ที่ลพบุรี และประวัติรอยพระพุทธบาท ที่สระบุรี จึงตัดเรื่องที่ทรงประทับรอยพระบาท ที่แม่น้ำนิมมะทาออกเสีย
ถามว่าทำไมจึงคิดว่าแม่น้ำโขงคือแม่น้ำนิมมะทา ตอบว่าชาวจามที่อพยพมาตั้งหลักแหล่งที่เวียดนาม ได้เอาชื่อแม่น้ำในถิ่นของตนในอินเดียมาตั้งเป็นชื่อแม่น้ำ และต่อมากลายเป็นแม่น้ำโขง ก็น่าจะเป็นว่า เมื่อขอมปราบจามปาจนราบคาบแล้ว ก็ยึดดินแดนเป็นของตน แล้วก็เปลี่ยนชื่อแม่น้ำว่า แม่น้ำขอม หลายร้อยปีผ่านไป ก็เพี้ยนไปเป็นแม่น้ำของซึ่งยังมีเมืองเชียงของเป็นพยานอยู่ ต่อมาก็เปลี่ยนไปเป็นแม่น้ำโขงดังปัจจุบัน
ถามว่า ทำไมจึงกล้ากล่าวขัดแย้งกับประวัติในพงศาวดาร สมัยพระเจ้าทรงธรรม ที่ว่าทรงพบรอยพระพุทธบาทพร้อมภาพมงคล 108 ที่ฝ่าพระบาท ที่เชิงเขาสัจพันธ์ที่สระบุรี ตอบว่า เพราะภาพรอยพระพุทธบาทบนยอดเขาวงพระจันทร์ ลพบุรี ถูกต้องตามลักขณะของมหาปุริสลักขณะ ในพระไตรปิฎกภาษาไทยเล่ม 16 หน้า 2 และเห็นภาพแกะสลักรอยพระพุทธบาทที่แผ่นป้ายประวัติรอยพระพุทธบาทในเมืองไทยทั้งบหมดที่ติดไว้ ที่วัดเขาดีสลัก อ.อู่ทอง สุพรรณบุรี โดยมีอักษรแจ้งไว้ใต้ภาพรอยพระบาทว่า “รอยพระบาทจำลองที่วัดพระพุทธบาท สระบุรี” โปรดดูภาพข้างบน ภาพซ้าย คือ ภาพรอยพระพุทธบาทบนยอดเขาวงพระจันทร์ ลพบุรี ภาพขวา คือ ภาพรอยพระพุทธบาทที่เชิงเขาสัจพันธ์ สระบุรี
ก่อนอื่นมาดูข้อความใน คัมภีร์อรรถกถาธรรมบท ที่ว่า “บรรดารอยพระบาทของพระพุทธเจ้าที่ทรงเหยียบย่ำบนแผ่นดินนี้ จะไม่ปรากฏให้ผู้ใดเห็นเลย นอกจากบุคคลที่พระองค์ต้องการให้เขาเห็นเท่านั้น” การที่ไม่เห็นนั้น หมายถึงไม่เห็นภาพมงคล 108 ดังภาพข้างขวา แต่ภาพข้างซ้ายเป็นภาพรอยเท้าเปื้อนธรรมดา ไม่เห็นภาพมงคล 108 เมื่อยึดหลักนี้
จึงได้บทสรุปว่า รอยพระพุทธบาท ถ้าพระองค์ประทับไว้เอง จะไม่ปรากฏภาพมงคล ดังภาพข้างซ้าย แต่ถ้ามนุษย์สร้างขึ้น จะมีภาพมงคลทั้งหมด ดังภาพข้างขวา
ด้วยหลักฐานนี้ ผู้เขียนจึงมั่นใจว่า รอยพระพุทธบาทข้างซ้ายในภาพข้างบน เป็นรอยพระพุทธบาทของพระองค์แน่นอน ส่วนรอยพระพุทธบาทข้างขวา เป็นรอยที่มนุษย์สร้างขึ้น ดังเช่นข้อความในป้ายแผ่นเดียวกันกับที่รอยพระบาทจำลองปรากฏอยู่ มีข้อความปรากฏว่า -และสร้างรอยพระพุทธบาทเป็นลายมงคล 108 ประการ ครอบทับ-
ความหมายก็คือ สลักลายมงคล 108 วางทับหลุมรอยพระบาทนั้นอีกทีหนึ่ง
นอกจากนั้น ยังมีหลักฐานอีกข้อหนึ่ง คือเมื่อผู้เขียนเห็นภาพรอยเปื้อนพระพุทธบาท มีภาพรอยเปื้อนเต็มฝ่าพระบาท แสดงว่า ฝ่าพระบาทของพระองค์เรียบเสมอกัน ไม่มีรอยเว้า เหมือนคนธรรมดา ถูกต้องตามตำรามหาปุริสลักขณะ ข้อที่หนึ่ง มีนิ้วพระบาทยาวเท่ากันทั้ง 5 นิ้ว ถูกต้องตามมหาปุริสลักขณะข้อที่ 4 จึงมั่นใจว่า พระพุทธองค์เสด็จมาประทับรอยพระบาทไว้แน่นอน ความมั่นใจนี้จึงเกิดความกล้าหาญที่จะเผยความจริงนี้ อีกทั้งมั่นใจว่า พระพุทธองค์ตรัสให้พระสัจพันธ์อยู่ประกาศพระศาสนาที่ลพบุรีแน่นอน พร้อมกันนี้ขอสันนิษฐานว่า พระสัจพันธ์เป็นผู้สร้างสังเวชนียสถาน 4 แห่ง คือ สถานที่ประสูติ สถานที่ตรัสรู้ สถานที่แสดงธรรมจักร และสถานที่ปรินิพพาน ในเมืองไทย ก่อนมีพระพุทธรูปบูชา สังเวชนียสถานในเมืองไทย คือ พระแท่นศิลาอาสน์ เมืองทุ่งยั้ง อุตรดิตถ์ จุดนี้มีครบทั้ง 4 แห่งเพราะสร้างต่อเติมกันมา แต่ไม่มีใครรู้ว่าคืออะไร?
จุดที่ 2 นครปฐม หรือทวารวดี มีเหลือเฉพาะพระปฐมเจดีย์ นอกนั้นเหลือแต่ซากอิฐ จุดที่ 3 คือ เมืองโกสินนารายณ์ ( นั่นคือเมืองกุสินารา) ราชบุรี มีเหลือเฉพาะพระแท่นดงรังสถานที่ปรินิพพาน อยู่ที่วัดพระแท่นดงรัง กาญจนบุรี ส่วนสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ และแสดงธรรมจักรน่าจะอยู่ที่พงตึกสถานที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งเหลือแต่ซากแล้ว ความทั้งหมดที่กล่าวมา จึงขอสรุปว่า เพราะได้เห็นรอยพระพุทธบาทบนยอดเขาวงพระจันทร์ เป็นรอยเปื้อนเต็มฝ่าพระบาท แสดงว่าพื้นฝ่าพระบาทของพระองค์ ราบเรียบเสมอกัน ไม่มีรอยเว้า เหมือนคนทั่วไป ต้องตามมหาปุริสลักขณะ ข้อที่ 1 และได้เห็นนิ้วพระบาทของพระองค์ ยาวเสมอกันทั้ง 5 นิ้ว ถูกต้องตามมหาปุริสลักขณะข้อที่ 4 จึงขอแสดงความมั่นใจว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดพระสัจพันธ์ ที่ประเทศไทยแน่ เมื่อพระองค์เสด็จมาแน่ แสดงว่า พระพุทธศาสนาได้มาสถิตที่เมืองไทยสมัยที่พระพุทธเจ้ามีพระชนม์อยู่แน่ เมื่อพระพุทธศาสนามาประกาศ ณ แดนนี้โดยพระสัจพันธ์แน่ จึงมั่นใจว่า พระพุทธศาสนาเมืองไทยได้พัฒนามาจากพระสัจพันธ์แน่
และได้เค้าว่า ศาสนวัตถุเมืองไทยที่ยังไม่รู้ว่าใครสร้าง คือ พระปฐมเจดีย์ พระแท่นศิลาอาสน์ อุตรดิตถ์ พระแท่นดงรัง เมืองกาญจน์ และโกสินนารายณ์ (กุสินารา) พร้อมพงตึก ที่ราชบุรี พระสัจพันธ์นั่นเองเป็นผู้สร้าง ขอผู้อ่านช่วยโปรดพิจารณาด้วย

