china watch : แพนด้ากับอินทรี : บทใหม่การทูตจีน-สหรัฐ

5.10.26 | 12:23 น.
china watch : แพนด้ากับอินทรี : บทใหม่การทูตจีน-สหรัฐ

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เสร็จสิ้นภารกิจเยือนสหรัฐวันที่ 26 กันยายน เป็นการพบกันครั้งที่สองของผู้นำจีนและสหรัฐภายในระยะเวลาครึ่งปี สะท้อนให้เห็นถึงผู้นำ 2 ฝ่ายให้ความสำคัญต่อการบริหารความสัมพันธ์


ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ต่างให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี หากยังไม่มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม แต่ทั้งสองฝ่ายมีแนวโน้มที่จะธำรงเสถียรภาพของความสัมพันธ์ในเชิงยุทธศาสตร์ต่อไป ส่วนด้านยุทธวิธี คาดว่าความขัดแย้งในประเด็นอื่น ยังคงต้องเกิดขึ้นเป็นระยะ ในอนาคตความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ อาจต้องตกอยู่ในภาวะ “เรื่องใหญ่ไม่ถึงขั้นร้าวลึก เรื่องเล็กคงต้องเกิดขึ้น” เพราะทั้งสองฝ่ายต่างตระหนักถึงต้นทุนของการเผชิญหน้า จึงต้องพยายามควบคุมความขัดแย้งในทางยุทธศาสตร์ ขณะที่การดำรงอยู่ของยุทธวิธีอันได้แก่การแข่งขันและข้อพิพาทอื่นยังคงต้องดำเนินต่อไป

การกล่าวสุนทรพจน์ในงานเลี้ยงอาหารค่ำที่ทำเนียบขาว ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ระบุว่า ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งปี ผู้นำจีนและสหรัฐได้ผลัดกันเยือน ถือเป็นเหตุการณ์ที่รังสรรค์ประวัติศาสตร์ใหม่ในความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ หากวิเคราะห์จากมุมมองการทูตสำหรับมหาอำนาจ การธำรงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐ เป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับสองประเทศ เพราะในด้านการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจ มีความเชื่อมโยงซึ่งกัน ทำนองเดียวกัน ด้านภูมิรัฐศาสตร์ต่างฝ่ายต่างก็มีปัจจัยที่สามารถถ่วงดุลต่อกัน การพบปะระดับผู้นำจึงมีเพียงประโยชน์ในเชิงสัญลักษณ์ เพื่อคงไว้ซึ่งช่องทางการสื่อสารและการเจริญสัมพันธไมตรี

อีกสองเดือนข้างหน้า เวทีระหว่างประเทศสำคัญสองแห่งจะจัดขึ้นในจีนและสหรัฐตามลำดับ โดยจีนประสงค์ให้ โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าร่วมการประชุมเอเปคที่เซินเจิ้น ขณะที่สหรัฐเรียนเชิญ สี จิ้นผิง เข้าร่วมการประชุม G20 ที่ไมอามี การแลกเปลี่ยนการเยือนเช่นนี้จึงมิได้เป็นเพียงพิธีการทางการทูต หากเป็นกลไกสำคัญในการธำรงไว้ซึ่งความประนีประนอมที่เปี่ยมด้วยการแข่งขัน อันมีสงครามภาษีจีนกับสหรัฐคือตัวอย่างอันเป็นประจักษ์ แม้เผชิญหน้ากัน แต่สุดท้ายก็ต้องหาทางประนีประนอม หลังการต่อรองหลายรอบ ทั้งสองฝ่ายตกลงพักรบทางการค้า ซึ่งมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่10 พฤศจิกายน การเยือนสหรัฐของ สี จิ้นผิง จึงมีนัยต่อความพยายามขอขยายระยะเวลาพักรบ ฝ่ายจีนต้องการให้ดำเนินต่อไปถึงเวลาที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ครบวาระเดือนมกราคม 2029 แต่สื่อสหรัฐรายงานว่าทั้งสองฝ่ายลงเอยด้วยการขยายเวลาเพียง 2 เดือนเท่านั้น

Advertisement

ปัญญาประดิษฐ์เป็นเทคโนโลยีที่จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมมนุษย์ในวงกว้าง การที่จีนและสหรัฐ มองอีกฝ่ายเป็นคู่แข่งจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้แต่เมื่อการพัฒนา AI ก้าวไปอย่างรวดเร็วและมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น มหาอำนาจทั้งสองย่อมต้องมีความรับผิดชอบต่อประชาคมโลก สี จิ้นผิง จึงเสนอให้เดินหน้าหารือต่อไป โดยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ ความเสี่ยง และการป้องกันที่นำไปใช้ในทางที่ผิด

สี จิ้นผิง ยังได้เชิญเยาวชนอเมริกันจำนวน 1 แสนคนเดินทางไปจีน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อเสนอดังกล่าวมีทั้งมิติทางการทูตเชิงวัฒนธรรมและความพยายามสร้างพื้นฐานสำหรับความสัมพันธ์ระยะยาว

ประเด็นที่สร้างสีสันให้กับการประชุมสุดยอดคือ จีนประกาศส่งแพนด้า 2 ตัวไปยังสวนสัตว์แอตแลนตา รัฐจอร์เจีย ขณะที่ “ทรัมป์” ได้มอบประติมากรรมนกอินทรีตอบแทน แม้แพนด้าจะมีพลังเชิงสัญลักษณ์และสามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างกว้างขวาง แต่บทบาท “การทูตของแพนด้า” ต่อการจรรโลงเสถียรภาพแห่งความสัมพันธ์ของมหาอำนาจยังต้องติดตามต่อไป และแม้ภาพบนเวทีการทูตจะดูผ่อนคลายแต่การแข่งขันระหว่างสองประเทศ ยังมีแนวโน้มดำเนินต่อไป ทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การเงิน และภูมิรัฐศาสตร์

ประเด็นสถานะของเงินดอลลาร์ การส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในด้านการค้าระหว่างประเทศ การแข่งขันด้าน AI ตลอดจนความพยายามของสหรัฐเกี่ยวการจำกัดอิทธิพลของจีนในภูมิภาคอื่น ล้วนเป็นประเด็นที่อาจสร้างความขัดแย้งรอบใหม่ โดยเฉพาะการแข่งขันด้าน AI มีแนวโน้มกลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิของการแข่งขันทางด้านเทคโนโลยี ขณะที่มิติภูมิรัฐศาสตร์ในซีกโลกตะวันตกและลาตินอเมริกาก็อาจกลายเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ผลประโยชน์ของจีนและสหรัฐเกิดการทับซ้อนมากขึ้น สัมพันธภาพระยะยาว คงมิได้อยู่ในวิสัยที่มุ่งสู่ความร่วมมืออย่างเต็มรูปแบบ เพราะทั้งสองฝ่ายยังมีแนวโน้มเกิดความขัดแย้งในประเด็นอื่นอีกไม่น้อย

การผลัดกันเยือนระดับผู้นำและพิธีทางการทูตระดับสูงอาจสร้างภาพของความเป็นมิตร แต่มิได้หมายความว่าความขัดแย้งเชิงโครงสร้างจะหมดไป เนื่องจากแก่นแท้ของความสัมพันธ์อยู่ที่การรักษาสมดุลของการพบปะเพื่อมิให้สัมพันธภาพร้าวฉานและหลีกเลี่ยงการแข่งขันเพื่อรักษาผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย

มิตรภาพบนเวทีจึงเป็นเพียงพิธีการ แต่การแข่งขันหลังฉากยังเป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงมิได้