ไหน ๆ ก็วันที่ 1 เดือนตุลาคมปีนี้ก็เป็นวันเกิดครบรอบ 77 ปีของสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้ว ดังนั้นการที่จะคุยกันเรื่อง 5 ขุนเขาศักดิ์สิทธิ์ของจีนจึงไม่น่าจะผิดกติกาอันใด เนื่องจากคนไทยเราพอพูดถึงภูเขาก็มักจะถามก่อนว่า “สูงเท่าไร?” เพราะถือกันง่าย ๆ ว่ายิ่งสูงก็ยิ่งใหญ่ แต่คนจีนโบราณมิได้คิดเช่นนั้นเสมอไป เพราะภูเขาที่สำคัญที่สุดของจีนหลายลูกมิได้สูงที่สุดในประเทศจีนเลย หากความยิ่งใหญ่ของมันอยู่ที่ว่า จักรพรรดิเคยขึ้นไปกราบไหว้ นักปราชญ์เคยขึ้นไปแต่งบทกวี พระและนักพรตขึ้นไปแสวงหาธรรม และประชาชนกราบไหว้กันต่อเนื่องมาหลายพันปี
จีนมีสิ่งที่เรียกว่า 五岳 (อู่เยว่) แปลว่า ห้าขุนเขาศักดิ์สิทธิ์ ประกอบด้วยภูเขาประจำทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศใต้ ทิศเหนือ และตรงกลาง กล่าวคือ ไท่ซาน (泰山) หัวซาน (華山) เหิงซานใต้ (衡山) เหิงซานเหนือ (恆山) และซงซาน (嵩山) แนวคิดเรื่องภูเขาศักดิ์สิทธิ์มีมาแต่ก่อนสมัยราชวงศ์ฉิน และค่อยๆ กำหนดเป็นห้าลูกดังที่เรารู้จักในปัจจุบัน ภูเขาทั้งห้าจึงเปรียบเสมือนหมุดห้าตัวที่ปักลงบนแผนที่ “ใต้หล้า” ของคนจีนโบราณ คือสี่ทิศกับศูนย์กลางเป็นสัญลักษณ์ของ ธาตุทั้ง 5 ของจีน หรือ อู่สิง (五行) ประกอบด้วย ไม้ ไฟ ดิน ทอง และน้ำ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในปรัชญา โหราศาสตร์ และการแพทย์แผนจีน จึงมีความหมายทั้งทางภูมิศาสตร์ ศาสนา และการเมืองในเวลาเดียวกัน
สำหรับชื่อแต้จิ๋วที่จะใช้ต่อไปนี้ เป็นการถอดเสียงใกล้เคียงสำหรับคนไทย เพราะภาษาแต้จิ๋วมีสำเนียงย่อยและมีทั้งเสียงอ่านแบบภาษาพูดกับเสียงอ่านแบบหนังสือ โดยเฉพาะคำว่า 山 “ภูเขา” แต้จิ๋วภาษาพูดออกเสียงใกล้ ๆ ว่า “ซัว” ดังนั้น คนจีนแต้จิ๋วในเมืองไทยจึงคุ้นกับชื่อสถานที่ที่ลงท้ายด้วย “ซัว” อยู่มาก
เริ่มจากพี่ใหญ่ก่อน คือ ไท่ซาน (泰山) อยู่มณฑลซานตง ธาตุไม้ แต้จิ๋วอ่าน ว่า “ไท่ซัว” ไท่ซานสูงเพียงประมาณ 1,545 เมตร ถ้าเอาไปตั้งข้างภูเขาหิมาลัยก็ดูจะกลายเป็นน้องเล็กเสียด้วยซ้ำ แต่คนจีนกลับยกให้เป็น “ประมุขแห่งห้าขุนเขา” (五岳之首) เพราะอยู่ทางตะวันออกอันเป็นทิศดวงอาทิตย์ขึ้น ซึ่งหมายถึงกำเนิด ชีวิต และการเริ่มต้น ที่สำคัญกว่านั้นคือไท่ซานเกี่ยวข้องโดยตรงกับความชอบธรรมของจักรพรรดิ จักรพรรดิผู้เห็นว่าตนได้สร้างความสงบเรียบร้อยแก่แผ่นดินแล้วจึงจะกล้าประกอบพิธี เฟิงซ่าน 封禅 เพื่อบูชาฟ้าและดิน พูดอย่างชาวบ้านก็คือขึ้นไป “รายงานผลงานต่อสวรรค์” นั่นเอง เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะจักรพรรดิจีนมิได้มีอำนาจเพียงเพราะมีทหารมากกว่าใคร แต่ต้องอ้างว่าได้รับ บัญชาจากสวรรค์ หรือ Mandate of Heaven ด้วย ฉะนั้นการขึ้นไท่ซานจึงไม่เหมือนนายกรัฐมนตรีขึ้นดอยอินทนนท์ไปเที่ยวพักผ่อน หากเป็นเรื่องระหว่างผู้ปกครองกับสวรรค์โดยตรง ถ้าบ้านเมืองกำลังอดอยาก กบฏเต็มแผ่นดิน แล้วฮ่องเต้ยังอุตส่าห์ขึ้นไท่ซานไปประกาศว่าตัวเองปกครองดี ก็เท่ากับหาเรื่องทั้งคนและเทวดาพร้อมกัน ดังนั้นจักรพรรดิหยงเล่อแห่งราชวงศ์หมิงสร้าง เทียนถาน (天坛-หอสักการะฟ้า) ขึ้นในกรุงปักกิ่งเพื่อให้จักรพรรดิ “พูดกับสวรรค์” แทนประชาชนทั้งแผ่นดิน และใช้พิธีกรรมยืนยันว่าตนยังได้รับอาณัติจากสวรรค์ให้ปกครองแผ่นดินจีนอยู่โดยไม่ต้องลำบากเสี่ยงภัยเดินทางไปยังภูเขาไท่ซานนั่นเอง
ภูเขาลูกที่สองคือ หัวซาน (華山) อยู่มณฑลส่านซี ทางตะวันตกของจีน ธาตุทอง จึงเป็น “ขุนเขาตะวันตก” ในภาษาแต้จิ๋วเรียก ว่า “ฮั้วซัว” หัวซานเป็นภูเขาคนละบุคลิกกับไท่ซานโดยสิ้นเชิง ถ้าไท่ซานเหมือนขุนนางผู้ใหญ่แต่งชุดพิธีการ หัวซานก็คงเหมือนจอมยุทธ์ถือกระบี่ยืนอยู่ริมหน้าผา เพราะเป็นภูเขาหินแกรนิตสูงชัน มีหน้าผาและทางเดินหวาดเสียวจนได้รับสมญาว่าเป็นหนึ่งในภูเขาที่อันตรายและสูงชันที่สุดของจีน ยอดใต้สูงประมาณ 2,155 เมตร สูงกว่าไท่ซานตั้งหกร้อยเมตรเศษ
คนอ่านนิยายกำลังภายในของกิมย้งย่อมคุ้นกับคำว่า “หัวซานลุ่นเกี่ยม” 華山論劍 – ประลองกระบี่ที่หัวซาน ซึ่งกิมย้งมิได้เลือกภูเขาลูกนี้โดยบังเอิญ เพราะภูมิประเทศของหัวซานเหมือนฉากนิยายกำลังภายในอยู่แล้ว ยอดเขาตั้งตระหง่าน หน้าผาตรงดิ่ง ทางเดินแคบ และมีศาสนสถานของลัทธิเต๋ากระจายอยู่ทั่วไป ถ้าจะให้ไท่ซานเป็นภูเขาของจักรพรรดิ หัวซานก็น่าจะเป็น ภูเขาของจอมยุทธ์และนักพรต
ลงมาทางใต้คือ เหิงซาน (衡山) ในมณฑลหูหนาน เป็น ขุนเขาใต้ ธาตุไฟ ภาษาแต้จิ๋ว ว่า “ฮวงซัว” เหิงซานใต้ไม่ดุดันอย่างหัวซาน แต่มีชื่อเรื่องความเขียวชอุ่ม เมฆหมอก ป่าไม้ และวัดวาอาราม จึงมีบุคลิกเป็นภูเขาแห่งชีวิตและความอุดมสมบูรณ์ และมีความสัมพันธ์กับความเชื่อเรื่อง อายุยืน ที่นี่มีทั้งวัดพุทธและอารามเต๋าอยู่ร่วมกัน นับเป็นตัวอย่างที่ดีของอารยธรรมจีนซึ่งบางครั้งขงจื๊อ เต๋า และพุทธมิได้ทะเลาะกันเพื่อแย่งลูกค้า หากแบ่งที่กันอยู่ได้อย่างเรียบร้อยกว่าพรรคการเมืองเสียอีก
ทีนี้มาถึงเรื่องที่ทำให้คนไทยงง คือทางเหนือก็มีเหิงซาน เหมือนกัน ธาตุน้ำ แต่มันเป็นคนละ “เหิง” เพราะเขียนว่า 恆山 แปลไปทาง “ยั่งยืน คงที่ ถาวร” ส่วน 衡 หมายถึงความสมดุล จีนกลางออกเสียงเหมือนกันว่า ภาษาไทยจึงเขียน “เหิงซาน” เหมือนกันทั้งคู่ แต่แต้จิ๋วกลับช่วยเราได้ จึงเรียกภูเขาทางเหนือได้ว่า “เฮงซัว” ทำให้แยกจาก “ฮวงซัว” ทางใต้ได้ง่ายขึ้น
เหิงซานเหนือ (恆山) ปัจจุบันอยู่มณฑลซานซี เป็นขุนเขาเหนือ ยอดหลักเทียนเฟิงหลิ่งสูงประมาณ 2,016 เมตร และมีภูมิประเทศแข็งกร้าวสมกับอยู่ทิศเหนือ ซึ่งในประวัติศาสตร์จีนเป็นด้านที่จักรวรรดิต้องเฝ้าระวังชนเผ่าและกองทัพจากทุ่งหญ้าอยู่เสมอ จึงให้ความรู้สึกเป็นทั้งภูเขาศักดิ์สิทธิ์และปราการทางธรรมชาติสถานที่โด่งดังใกล้เหิงซานเหนือคือ วัดแขวน (懸空寺) ซึ่งตั้งเกาะอยู่กับหน้าผา ดูจากข้างล่างแล้วอดสงสัยไม่ได้ว่าช่างจีนสมัยโบราณไม่กลัวความสูงกันบ้างหรืออย่างไร วัดนี้ยังมีความพิเศษตรงที่มีองค์ประกอบของพุทธ เต๋า และขงจื๊ออยู่ร่วมกัน จึงเหมือนย่อศาสนาและปรัชญาจีนสามสำนักไว้บนหน้าผาเดียว
สุดท้ายคือ ซงซาน (嵩山) ในมณฑลเหอหนาน เป็นขุนเขากลาง ธาตุดิน แต้จิ๋ว อ่าน ว่า “ซงซัว” คำว่า “กลาง” ของซงซานมีความหมายลึกกว่าตำแหน่งบนแผนที่ เพราะบริเวณเหอหนานและลุ่มแม่น้ำเหลืองเป็นหัวใจสำคัญของอารยธรรมจีนยุคแรก ราชวงศ์โบราณหลายราชวงศ์ตั้งศูนย์กลางอยู่ในบริเวณนี้ ซงซานจึงถูกมองว่าอยู่ใน ศูนย์กลางระหว่างฟ้ากับดิน และมีหลักฐานการบูชามาตั้งแต่สมัยโบราณ
ที่คนทั่วโลกรู้จักซงซานมากที่สุดก็คือ วัดเส้าหลิน (少林寺) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเขาเส้าซื่ออันเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาซงซาน แต่หากคิดว่าซงซานมีดีเพียงมวยกังฟูเส้าหลินก็เท่ากับไปอยุธยาแล้วรู้จักแต่โรตีสายไหม เพราะบริเวณซงซานมีทั้งวัดพุทธ ศาสนสถานเต๋า สำนักศึกษาขงจื๊อ หอดูดาว และโบราณสถานนับพันปี เป็นพื้นที่ที่ความคิดสามสายใหญ่ของจีนคือ ขงจื๊อ เต๋า และพุทธ มาพบกันอย่างเด่นชัด
เมื่อเอาห้าขุนเขามาวางบนแผนที่ก็จะเห็นความคิดของคนจีนโบราณทันที ไท่ซานอยู่ตะวันออก หัวซานอยู่ตะวันตก เหิงซานอยู่ใต้ เหิงซานอีกลูกอยู่เหนือ และซงซานอยู่ตรงกลาง นี่มิใช่การจัดอันดับภูเขาตามความสูง แต่เป็นการจัดระเบียบ “ใต้หล้า” ทางความคิด ชาวจีนจึงมีคำพรรณนาความงามของห้าขุนเขาว่า ไท่ซานสง่างาม หัวซานอันตราย เหิงซานใต้สวยงาม เหิงซานเหนือสงัด และซงซานสูงชัน ถึงกับเปรียบรูปลักษณ์ว่า “ไท่ซานเหมือนนั่ง หัวซานเหมือนยืน เหิงซานใต้เหมือนบิน เหิงซานเหนือเหมือนเดิน และซงซานเหมือนนอน”
ถ้าจะจำชื่อแบบคนไทยเชื้อสายแต้จิ๋วอย่างง่ายๆ ก็ได้ว่า ไท่ซัว (泰山) อยู่ตะวันออก, ฮั้วซัว (華山)อยู่ตะวันตก, ฮวงซัว (衡山) อยู่ใต้, เฮงซัว (恆山) อยู่เหนือ และซงซัว (嵩山) อยู่ตรงกลาง การออกเสียงอาจแตกต่างกันเล็กน้อยตามบ้านว่าเป็นแต้จิ๋วซัวเถา หรือแต้จิ๋วที่พูดกันในประเทศไทย แต่ตัวอักษรจีนจะบอกเราอย่างแม่นยำว่าเป็นภูเขาลูกใด
ผู้เขียนเห็นว่าเรื่องห้าขุนเขานี้บอกอะไรเกี่ยวกับจีนได้ดีมาก เพราะประเทศอื่นอาจมีภูเขาไว้ปีน มีไว้เล่นสกีหรือมีไว้ถ่ายรูป แต่จีนเอาภูเขามาเชื่อมกับ จักรวาล รัฐบาลศาสนา ประวัติศาสตร์ วรรณกรรม และความชอบธรรมของจักรพรรดิ จนกลายเป็นสถาบันทางวัฒนธรรมขึ้นมาได้ ดังนั้น ถ้าถามว่าภูเขาห้าลูกนี้ลูกใด “ใหญ่ที่สุด” คำตอบจึงขึ้นอยู่กับว่าเราวัดด้วยอะไร หากเอาเครื่องวัดความสูงไปวัดก็ไม่มีสักลูกติดอันดับภูเขายักษ์ของจีน แต่ถ้าเอาประวัติศาสตร์จีนหลายพันปีไปชั่งดูแล้ว ห้าขุนเขานี้หนักกว่าภูเขาที่สูงกว่ามันหลายเท่านักเพราะภูเขาธรรมดานั้นสูงจากพื้นดินขึ้นไปบนฟ้า แต่ห้าขุนเขาศักดิ์สิทธิ์ของจีน สูงขึ้นไปจากพื้นดินถึงประวัติศาสตร์ และจากประวัติศาสตร์ขึ้นไปถึงสวรรค์ นั่นเองครับ
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์



