Thai PBS–สสส. เมื่อพื้นที่และทรัพยากรสาธารณะไม่ควรถูกผูกขาด
ความพยายามแก้ไขกฎหมายเพื่อเปลี่ยนระบบรายได้ของ Thai PBS และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. กำลังทำให้สังคมต้องพิจารณาว่า รัฐบาลควรมีอำนาจเหนือพื้นที่และทรัพยากรสาธารณะมากเพียงใด และประชาชนจะเหลือช่องทางอะไรในการขับเคลื่อนเรื่องที่รัฐบาลยังไม่ให้ความสำคัญ หรือเรื่องที่ขัดแย้งกับนโยบายของรัฐบาลเอง
วินัยการเงินการคลัง ความโปร่งใส และการตรวจสอบ เป็นหลักการที่องค์กรสาธารณะทุกแห่งต้องยึดถือ แต่การนำทรัพยากรกลับเข้าสู่กระบวนการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลย่อมเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจด้วย ผู้มีอำนาจอนุมัติเงินสามารถกำหนดได้ว่างานใดควรดำเนินต่อ เรื่องใดควรถูกลดความสำคัญ และกิจกรรมแบบใดสมควรได้รับการสนับสนุน
การออกแบบให้สององค์กรมีรายได้ที่เป็นอิสระระดับหนึ่งจากงบประมาณประจำปี มีความหมายต่อการกระจายอำนาจในการกำหนดเรื่องสาธารณะ สังคมสามารถสร้างความรู้ เสนอปัญหา และทดลองทางเลือกได้ โดยไม่ต้องรอให้ทุกเรื่องผ่านความเห็นชอบจากรัฐบาลเสียก่อน
ความเป็นอิสระเช่นนี้จำเป็น เพราะรัฐบาลอาจมองไม่เห็นปัญหาบางเรื่อง และในหลายกรณี นโยบายรัฐเองก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่ประชาชนต้องตรวจสอบ การให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจกำหนดงบประมาณของกลไกที่ใช้ตรวจสอบนโยบายตนเอง จึงทำให้ผู้ตรวจสอบต้องพึ่งพาฝ่ายที่ถูกตรวจสอบมากขึ้น
Thai PBS พื้นที่ที่ประชาชนร่วมกำหนดความหมายของเรื่องสาธารณะ
สื่อมีอำนาจทำให้สังคมเห็นและเข้าใจปัญหา การเลือกนำเสนอเรื่องใด รับฟังใคร และติดตามต่อเนื่องเพียงใด มีผลต่อว่าเรื่องนั้นจะได้รับความสำคัญหรือค่อย ๆ หายไปจากความสนใจ ประชาชนที่ไม่มีพื้นที่ในสื่อจึงเสียโอกาสตั้งแต่ก่อนเข้าสู่กระบวนการแก้ปัญหา
สื่อสาธารณะเกิดขึ้นเพื่อรองรับความจำเป็นนี้ โดยมีระยะห่างจากทั้งอำนาจรัฐและผลประโยชน์ทางธุรกิจ สามารถติดตามเรื่องที่รัฐบาลไม่อยากให้เป็นข่าว และเรื่องที่ตลาดไม่เห็นความคุ้มค่า แต่มีความหมายต่อชีวิตของผู้คน ระบบรายได้ที่มั่นคงและเป็นอิสระจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของการทำหน้าที่
Thai PBS ยังเปิดความสัมพันธ์ระหว่างสื่อกับประชาชนให้กว้างกว่าการรับชม ผ่านกลไกอย่างสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ การเสนอประเด็น การร่วมผลิตเนื้อหา และการติดตามการทำงานของสื่อ ประชาชนมีโอกาสนำความรู้และประสบการณ์ของตนเข้ามาร่วมกำหนดว่า สังคมควรรับรู้และถกเถียงเรื่องใด
ชุมชนที่เผชิญข้อพิพาทเรื่องป่าและที่ดินจึงมีพื้นที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างวิถีชีวิตกับระบบนิเวศ แรงงานสามารถเสนอความไม่มั่นคงที่ซ่อนอยู่ในระบบการจ้างงาน และผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาสามารถนำข้อเท็จจริงเข้าสู่การตรวจสอบสาธารณะ ความรู้เหล่านี้ช่วยให้สังคมพิจารณาปัญหาได้รอบด้านขึ้น เพราะคำอธิบายของรัฐหรือผู้ประกอบการย่อมไม่ครอบคลุมประสบการณ์ของผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด
หากรัฐบาลมีอำนาจกำหนดงบประมาณมากขึ้น แรงกดดันอาจเกิดได้โดยไม่ต้องสั่งห้ามการนำเสนอโดยตรง ความไม่แน่นอนของงบประมาณอาจทำให้องค์กรลดการติดตามเรื่องที่สร้างความขัดแย้ง เลือกประเด็นที่ปลอดภัย หรือหลีกเลี่ยงคำถามที่กระทบผู้มีอำนาจ
ผลอาจปรากฏผ่านเรื่องที่ไม่ได้รับการติดตาม คำถามที่ไม่ได้ถาม และเสียงที่ไม่ได้ถูกนำเสนอ ประชาชนยังได้รับข่าวสาร แต่ปัญหาของคนที่ไม่มีอำนาจและทรัพยากรพอจะทำให้เสียงของตนดังขึ้น อาจค่อย ๆ หายไปจากความรับรู้ของสังคม
การรักษาความเป็นอิสระของ Thai PBS จึงเกี่ยวข้องกับความสามารถของประชาชนในการร่วมกำหนดความหมายของปัญหา และนำเรื่องที่ตนเผชิญเข้าสู่การพิจารณาของสาธารณะ
สสส. ทรัพยากรที่เปิดให้สังคมกำหนดเงื่อนไขของสุขภาวะ
พัฒนาการสำคัญของแนวคิดสุขภาพในสังคมไทย คือการขยายจากกรอบการแพทย์และบริการสาธารณสุขไปสู่ “สุขภาวะ” ที่ครอบคลุมกาย จิต สังคม และปัญญา การขยายความหมายนี้เปิดให้ประชาชนหลายกลุ่มเข้ามาร่วมกำหนดว่า ชีวิตที่มีสุขภาพดีต้องอาศัยเงื่อนไขอะไรบ้าง
สำหรับเกษตรกร สุขภาวะสัมพันธ์กับที่ดิน อาหาร และความสามารถในการกำหนดระบบการผลิต สำหรับแรงงาน สุขภาวะเกี่ยวข้องกับรายได้ เวลาทำงาน ความปลอดภัย และอำนาจต่อรอง สำหรับชุมชนชาติพันธุ์ สุขภาวะผูกพันกับระบบนิเวศ วัฒนธรรม และสิทธิในการดำรงวิถีชีวิต ส่วนเยาวชนต้องมีพื้นที่เรียนรู้และมีส่วนกำหนดอนาคตของตนเอง
ความหมายเหล่านี้ทำให้การสร้างสุขภาวะต้องพิจารณาโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และนโยบายที่สร้างความเปราะบางไปพร้อมกัน ประชาชนมีฐานในการเสนอเรื่องสุขภาพจากประสบการณ์ของตน ขณะที่หน่วยงานสาธารณสุขและนักวิชาชีพต้องทำงานร่วมกับความรู้และความริเริ่มของผู้คนในสังคม
การเปิดความหมายทางนโยบายจะเกิดผลได้ต่อเมื่อประชาชนมีทรัพยากรสำหรับลงมือทำ บทบาทของ สสส. มีความสำคัญตรงนี้ การสนับสนุนช่วยให้ชุมชนและภาคประชาสังคมศึกษาปัญหา รวมกลุ่ม ทดลองวิธีแก้ไข และพัฒนาข้อเสนอ จนเรื่องที่เคยถูกมองว่าเป็นความเดือดร้อนเฉพาะบุคคลได้รับการยอมรับว่าเกี่ยวข้องกับเงื่อนไขทางสังคมที่ต้องเปลี่ยนแปลง
ทรัพยากรจึงจำเป็นตั้งแต่ก่อนที่รัฐจะยอมรับว่าปัญหานั้นมีอยู่ หากต้องรอให้เรื่องใดบรรจุอยู่ในแผนงานราชการก่อนจึงจะได้รับการสนับสนุน ปัญหาใหม่ ความรู้จากฐานราก และทางเลือกที่ต่างจากแนวทางเดิมจะมีโอกาสเติบโตได้ยาก
การเปลี่ยนระบบรายได้ของ สสส. ให้ขึ้นกับการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลมากขึ้น จึงเสี่ยงทำให้การขับเคลื่อนสุขภาวะกลับไปอยู่ภายใต้กรอบที่รัฐเป็นผู้กำหนด ความเดือดร้อนของประชาชนอาจต้องถูกปรับให้เข้ากับหมวดงานและเป้าหมายที่ราชการยอมรับ แทนที่ระบบสนับสนุนจะเปิดรับปัญหาและความริเริ่มจากสังคม
สิ่งที่อาจสูญเสียไปคืออำนาจของประชาชนในการอธิบายว่าอะไรทำให้ชีวิตของตนไม่มั่นคง และในการเสนอว่าเงื่อนไขเหล่านั้นควรเปลี่ยนอย่างไร
หยุดการรวมศูนย์อำนาจเหนือพื้นที่และทรัพยากรสาธารณะ
Thai PBS และ สสส. มีบทบาทเชื่อมโยงกันในระดับโครงสร้าง สังคมต้องมีทั้งพื้นที่ให้ปัญหาได้รับการรับรู้ และทรัพยากรให้ผู้คนสร้างความรู้ รวมตัว และลงมือแก้ไข การมีเสียงโดยขาดกำลังทำงาน หรือมีความรู้แต่ไม่มีช่องทางเข้าสู่การรับรู้สาธารณะ ล้วนจำกัดความสามารถของประชาชนในการผลักดันการเปลี่ยนแปลง
ประชาธิปไตยจึงต้องมีสถาบันที่รองรับความริเริ่มของสังคมอย่างต่อเนื่องนอกเหนือจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในเรื่องที่นโยบายรัฐยังตอบไม่ได้หรือสร้างผลกระทบเสียเอง ความสามารถในการตรวจสอบ เสนอทางเลือก และทดลองแนวทางใหม่ เป็นกำลังที่ช่วยให้สังคมเรียนรู้และแก้ปัญหาได้
ทั้งสององค์กรย่อมมีข้อจำกัดที่ต้องพัฒนาต่อ การเปิดเผยข้อมูล การประเมินผล และการมีส่วนร่วมของประชาชนสามารถยกระดับได้ภายใต้หลักประกันความเป็นอิสระที่มีอยู่ การตรวจสอบการใช้เงินสาธารณะควรเพิ่มความรับผิดชอบต่อประชาชน และต้องรักษาระยะห่างจากฝ่ายบริหารที่องค์กรเหล่านี้มีหน้าที่ติดตามหรือตั้งคำถามด้วย
สิ่งที่ต้องทำในเวลานี้คือหยุดการแก้ไขกฎหมายที่จะทำให้ Thai PBS และ สสส. สูญเสียหลักประกันความเป็นอิสระทางการเงิน และหยุดการดึงพื้นที่กับทรัพยากรสาธารณะกลับเข้าสู่การควบคุมของรัฐบาล
การคัดค้านครั้งนี้เกี่ยวข้องกับอนาคตของชุมชน แรงงาน เกษตรกร เยาวชน และผู้คนที่ต้องอาศัยกลไกเหล่านี้สร้างพื้นที่ของตนในสังคม เงินสาธารณะควรเปิดโอกาสให้พวกเขามีส่วนกำหนดทิศทางการพัฒนา รวมถึงตรวจสอบและเสนอให้เปลี่ยนนโยบายที่กระทบชีวิตของตน
หากอำนาจกำหนดเรื่องสาธารณะและทรัพยากรสำหรับลงมือทำถูกรวบกลับไปอยู่กับรัฐบาลมากขึ้น เมื่อถึงวันที่ประชาชนต้องผลักดันปัญหาที่รัฐไม่รับฟัง หรือตรวจสอบผลกระทบจากนโยบายรัฐ ช่องทางที่เคยใช้ก็อาจไม่พร้อมรองรับอีกแล้ว
แล้วประชาชนจะเหลือกลไกและทรัพยากรอะไรไว้ขับเคลื่อนสังคม



