หน้าแรก บทความ ขวดใหม่ เหล้า...

ขวดใหม่ เหล้าเก่า

7.10.26 | 13:39 น.

ถึงวันนี้ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ยังรอผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อส่งต่อสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา ก่อนส่งกลับมาให้คณะรัฐมนตรีส่งไปยังรัฐสภา


เพื่อให้หลักการการมีส่วนร่วมเป็นจริง น่าเอาบางเรื่องที่ดีกับที่ขาดหายไปในร่างกฎหมาย มาแลกเปลี่ยนพูดคุยกันล่วงหน้า ก่อนวาทกรรมการเมืองในสภาจะมาถึง

เริ่มต้นจากหลักสูตรการศึกษา หนึ่งในปัจจัยแห่งความสำเร็จของการปฏิรูปการศึกษา

ร่าง พ.ร.บ.ใหม่ บัญญัติไว้ในหมวด 5 ระบบหลักสูตร การจัดการเรียนรู้ และการประเมินผล

Advertisement

เรื่องนี้ต้องแยกออกเป็นสองประเด็น คือ กลไกผู้ออกแบบหลักสูตร เป็นใคร หน่วยงานไหน กับ เนื้อหาหลักสูตรควรเป็นอย่างไร ทั้งสาระและเป้าหมาย

ประเด็นแรก กลไก องค์กร กระบวนการออกแบบหลักสูตร ร่าง พ.ร.บ.กำหนดให้เป็นความรับผิดชอบของ “คณะกรรมการทำหน้าที่ศึกษาและวิจัย” 1 ใน 4 คณะกรรมการภายใต้ซุปเปอร์บอร์ด คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ

ทำหน้าที่กำหนดกรอบหลักสูตรการศึกษาระดับชาติ กำหนดเป้าหมายและทิศทางการจัดการศึกษา ผลลัพธ์การเรียนรู้ สมรรถนะ คุณลักษณะที่พึงประสงค์

แนวทางจัดการเรียนรู้ การวัดและการประเมินผลผู้เรียนที่ครอบคลุมการจัดการศึกษาทุกประเภท โดยคำนึงถึงความยืดหยุ่น ความหลากหลาย และความเหมาะสม กับบริบทของผู้เรียน สถานศึกษา และพื้นที่เป็นสำคัญ

ให้กระทรวงศึกษาธิการ หรือหน่วยงานอื่นตามกฎหมายว่าด้วยกฎหมายว่าด้วยการนั้น ดำเนินการพัฒนาหลักสูตรให้เป็นไปตามกรอบหลักสูตรระดับชาติ

ผมย้อนไปเทียบเคียงกับร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับก่อนหน้านี้ ซึ่งผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุทิน 1 แล้วแต่เกิดยุบสภาเสียก่อน

เขียนเรื่องหลักสูตรไว้ในหมวด 11 กลไกออกแบบหลักสูตร คือ สถาบันพัฒนาหลักสูตร การเรียนรู้และการประเมินผล เป็นหน่วยงานของรัฐในกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีหน้าที่และอำนาจถึง 12 ประการ

โดยให้มีคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตร ประกอบด้วยประธานกรรมการและกรรมการจำนวนไม่เกินเก้าคน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษาหรือด้านอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดทำหลักสูตร การวัดและประเมินผลการจัดการศึกษา

เทียบสองฉบับแล้วจะพบว่า พ.ร.บ.ใหม่ล่าสุดให้อำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษาเป็นของคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ขณะที่ฉบับก่อนหน้าเป็นความรับผิดชอบระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ที่น่าสนใจและน่าคิดคือฉบับก่อนหน้าให้จัดตั้งองค์กร หน่วยงานใหม่ขึ้นมาโดยเฉพาะ คือ สถาบันพัฒนาหลักสูตร การเรียนรู้และการประเมินผล รับผิดชอบทั้งด้านวิชาการและธุรการ

ขณะที่ฉบับล่าสุดไม่มีการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ แต่ให้เป็นความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งก็คือสภาการศึกษาเดิมนั่นเอง

ระหว่างสองแนวทางสร้างกลไก องค์กร รับผิดชอบเรื่องหลักสูตรการศึกษา ความน่าจะเป็นควรเป็นอย่างไร

มุมมองของผมเห็นด้วยกับแนวทางหลัง ไม่ควรตั้งองค์กรหรือหน่วยงานขึ้นมาใหม่ให้สิ้นเปลืองกำลังคน งบประมาณ และเวลาจัดตั้ง กว่าจะลงตัวใช้เวลานานเท่าไหร่ไม่มีใครตอบได้

จึงควรใช้หน่วยงานที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพสูงสุด รับผิดชอบภารกิจทั้งหมดที่เขียนไว้ 12 ข้อ ครอบคลุมทุกด้าน

ภายใต้ร่มคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติซึ่งกว้างขวางกว่ากระทรวงศึกษาธิการหน่วยงานเดียว

ครับ หันกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงของการปฏิรูปหลักสูตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2551

ที่ผ่านมามีความพยายามปรับเปลี่ยนใหญ่หลายครั้งแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะถูกคัดค้าน ต่อต้านจากกลุ่มผลประโยชน์ทางการศึกษา

กระทั่งคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) 2560-2562 เสนอให้ปรับทิศทางใหม่อย่างจริงจัง จากที่มุ่งเน้นเนื้อหาวิชา ความรู้ (Content based) มาเป็นหลักสูตรเน้นสร้างทักษะสมรรถนะ (Competency based) ที่จำเป็นในโลกปัจจุบัน

เริ่มนำร่องทดลองใช้กับโรงเรียนในเขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 226 โรงในพื้นที่ 8 จังหวัด แต่ไม่มีรายงานชัดเจนว่าผลเป็นอย่างไร

ต่อมา 2567 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้จัดทำหลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3) พ.ศ.2568 ใช้ในโรงเรียนที่มีความพร้อมและสมัครใจ

2569 ขยายไปสู่ประถมศึกษาตอนปลาย (ชั้น ป.4-6) เริ่มในโรงเรียนที่มีความพร้อมและสมัครใจ ได้แก่ โรงเรียนกลุ่มวิจัย 231 แห่ง โรงเรียนกลุ่มเครือข่ายเดิม 4,152 แห่ง และโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายใหม่ โดยเริ่มใช้ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1 เป็นต้นไป

สรุป ความเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมา เป็นไปในลักษณะปะผุ ทดลองนำร่องไปเรื่อยๆ ไม่มีหลักประกันว่าจะครบจบทั้งระบบเมื่อไหร่

โรงเรียนจึงแบ่งเป็นสองกล่ม กลุ่มแรกส่วนน้อยทดลองนำร่อง กลุ่มสองส่วนใหญ่ยังใช้หลักสูตรเดิม

ที่น่ากังวลคือ ต้นร่างเดิมของ พ.ร.บ.ใหม่ เขียนไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ให้ดำเนินการปรับปรุงหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐานให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

ต่อมาในขั้นสุดท้ายเปลี่ยนเป็นว่า ให้ดำเนินการจัดทำกรอบหลักสูตรการศึกษาระดับชาติ ตามพระราชบัญญัตินี้ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

จุดนี้แหละครับ น่าเป็นห่วงว่าการจัดทำกรอบหลักสูตรการศึกษาระดับชาติจะใช้เวลาเท่าไหร่ ทำให้การยกเครื่องหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐานต้องล่าช้า เนิ่นนาน ลากยาวต่อไปอีกนานแค่ไหน

สมหมาย ปาริจฉัตต์