เมื่อการเมืองพร้อม การทหารพร้อม จังหวะก้าวต่อไปของพันธมิตรแห่งแนวร่วมเพื่อต้านและโค่นตั๋งโต๊ะทำอย่างไร
สำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) มีคำตอบ
ฝ่ายโจโฉกับหัวเมืองทั้งปวงจึงให้ตั้งค่ายเรียงกันไปทางไกลประมาณ 200 เส้น แลโจโฉจึงให้แต่งโต๊ะแล้วเชิญหัวเมืองทั้งปวงมากินโต๊ะพร้อมกัน แล้วจะให้ยกเข้าตีเอาเมืองลกเอี๋ยง
อองของจึงว่า “บัดนี้ เราทั้งปวงมีกตัญญูต่อแผ่นดินซึ่งมาทำการใหญ่หลวงถึงเพียงนี้ไม่มีผู้ใดถืออาชญาสิทธิ์ เป็นผู้ใหญ่บังคับบัญชานายทัพนายกองทั้งปวง ซึ่งจะยกเข้าตีนั้นเรายังไม่
เห็นด้วย”
จังหวะก้าวนี้มีความสำคัญ ทั้งในทางการเมือง ทั้งในทางการทหาร จำเป็นต้องศึกษาและทำความเข้าใจอย่างรอบคอบและรัดกุม
อย่างน้อยก็จากอีก 2 สำนวนอันเป็นบรรทัดฐาน
สํานวน วรรณไว พัธโนทัย ระบุว่า ไม่ช้า บรรดาหัวเมืองใหญ่ต่างทยอยกันมาถึงตั้งค่ายพักรายเรียงไปเป็นระยะทางถึงกว่า 300 ลี้ โจโฉสั่งให้ฆ่าวัวฆ่าม้าแล้วเชิญหัวเมืองทั้งปวงมากินโต๊ะพร้อมหน้ากัน
เพื่อปรึกษาหารือการทัพ
อองของ ผู้ครองนครโห้ลาย พูดขึ้นว่า “เราทั้งปวงล้วนมีน้ำใจซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อแผ่นดิน ก่อนอื่นเราควรแต่งตั้งผู้ใหญ่บังคับบัญชานายกองของพวกเราเสียก่อน”
สำนวน แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช สะท้อนให้เห็นภาพ
เฉาเชาฆ่าวัวม้า เรียกประชุมบรรดาขุนศึกร่วมวางแผน หวางควงว่า “เราต้องตั้งผู้นำพันธมิตรก่อนค่อยเข้าโจตี”
เด่นชัดว่า ไม่ว่าสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ไม่ว่าสำนวน วรรณไว พัธโนทัย ไม่ว่าสำนวน แพทย์หญิง
กัลยา สุพันธุ์วณิช ล้วนเป็นเอกภาพ
ที่ต้องจับตาย่อมเป็นโจโฉ ย่อมเป็นอ้วนเสี้ยว
เมื่อรับฟังข้อเสนอของอองของ (หวางควง) สำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่า โจโฉฟังดังนั้นก็เห็นชอบ
จึงว่า
“อ้วนเสี้ยวนี้เป็นคนมีตระกูลเชื้อขุนนางมาถึงสี่ชั่วห้าชั่วคนแล้วควรจะให้เป็นนายทัพใหญ่ ถืออาชญาสิทธิ์บังคับบัญชานายทัพนายกอง”
อ้วนเสี้ยวไม่ยอม
หัวเมืองทั้งปวงจึงว่า “ถ้าอ้วนเสี้ยวไม่ยอมเป็นนายทัพใหญ่แล้วซึ่งจะจัดหาผู้ใดนอกนั้นเห็นขัดสน”
อ้วนเสี้ยวเห็นหัวเมืองจะแก่งแย่งกันก็รับเป็นแม่ทัพใหญ่
โจโฉจึงให้ปลูกโรงใหญ่สำหรับอ้วนเสี้ยวออกว่าราชการในค่าย
สํานวน วรรณไว พัธโนทัย สอดรับกัน นั่นคือ โจโฉเห็นชอบด้วย จึงว่า “ในระยะสี่ชั่วคนมานี้แซ่อ้วนเป็นขุนนางผู้ใหญ่สูงสุดของแผ่นดินตลอดมา ผู้คนเคารพนับถือทั่วหน้ากัน
อ้วนเสี้ยวเป็นผู้สืบตระกูลขุนนางผู้ใหญ่นั้นมาแต่โบราณกาล
สมควรจะได้เป็นแม่ทัพใหญ่ ถืออาชญาสิทธิ์ บังคับบัญชานายทัพ นายกองทั้งปวงของเรา”
อ้วนเสี้ยวขอตัว เป็นหลายครั้ง
แต่หัวเมืองทั้งปวงขอร้องว่า “ขอท่านอ้วนเสี้ยวจงเข้ารับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ของเราเถิด”
อ้วนเสี้ยวจึงยอมรับในที่สุด
วันรุ่งขึ้น โจโฉสั่งให้สร้างโรงพิธี 3 ชั้น ยกธงทั้ง 5 ด้าน ชั้นบนตั้งหางจามรีสีขาว ขวานทอง เครื่องหมายอาญาสิทธิ์ และตราตำแหน่งนายทัพนายกองทั้งปวง
แล้วเชิญอ้วนเสี้ยวขึ้นนั่งแท่น
สำนวน แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช นำเอาภาพภายหลังหวางควง (อองของ) ระบุชัดถ้อยขัดคำ “เราต้องตั้งผู้นำพันธมิตรก่อนค่อยเข้าโจมตี”
เฉาเชาเสนอว่า
“หยวนเปิ่นชูอ้วนเสี้ยวนั้นชาติตระกูลสูง เป็นขุนนางใหญ่ถึงสี่ชั่วอายุคน มีคนในสังกัดมากมาย สมควรเป็นผู้นำพันธมิตรทั้งหมด”
หยวนเส้าบ่ายเบี่ยง (ตามมารยาท)
พรรคพวกคะยั้นคะยอ ในที่สุด หยวนเส้าก็รับตำแหน่งผู้นำ
รุ่งขึ้น เฉาเชาให้ปลูกแท่นสามชั้น ประดับธงทิว พร้อมตราแม่ทัพ เชิญหยวนเส้าขึ้นบนแท่น
มีบาง “รายละเอียด” ปรากฏในสำนวน แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช
นั่นก็คือ หลังประโยค “หยวนเส้าบ่ายเบี่ยง” ปรากฏข้อความในวงเล็บ “ตามมารยาท”
เด่นชัดอย่างยิ่งว่าเป็น ข้อวิจารณ์
ถามว่า ข้อวิจารณ์ ในลักษณาการเช่นนี้ของ แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช มีรากฐานใดในทางความคิด
เพราะหวังดีต่อผู้อ่าน เกรงว่าจะไม่รู้ กระนั้นหรือ
จะเข้าใจต่อความนัยอันเกิดขึ้นและดำรงอยู่ในทาง “ความคิด” สมควรมีการเปรียบเทียบแต่ละท่าที
เริ่มจาก สำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน)
ตั้งแต่ข้อเสนอของโจโฉ “อ้วนเสี้ยวนี้เป็นคนมีตระกูลเชื้อขุนนางมาถึงสี่ชั่วห้าชั่วคนแล้วควรให้เป็นนายทัพใหญ่ถืออาชญาสิทธิ์บังคับบัญชานายทัพนายกอง”
เป็นประโยค “อ้วนเสี้ยวไม่ยอม”
หัวเมืองทั้งปวงจึงว่า “ถ้าอ้วนเสี้ยวไม่ยอมเป็นนายทัพใหญ่แล้วซึ่งจะจัดหาผู้ใดนั้นเห็นขัดสน”
อ้วนเสี้ยวเห็นหัวเมืองจะแก่งแย่งกันก็รับเป็นแม่ทัพใหญ่
ท่าทีเดียวกันนี้เมื่อตรวจสอบผ่านสำนวน วรรณไว พัธโนทัย เห็นอะไร เห็นในภาพอันสะท้อนผ่านปากโจโฉ
“ในระยะสี่ชั่วคนมานี้ แซ่อ้วนเป็นขุนนางผู้ใหญ่สูงสุดของแผ่นดินตลอดมา
ผู้คนเคารพนับถือทั่วหน้ากัน อ้วนเสี้ยวเป็นผู้สืบตระกูลขุนนางผู้ใหญ่นั้นมาแต่โบราณกาล สมควรจะได้เป็นแม่ทัพใหญ่ถืออาญาสิทธิ์บังคับบัญชานายทัพนายกองทั้งปวงของเรา”
อ้วนเสี้ยวขอตัวเป็นหลายครั้ง แต่หัวเมืองทั้งปวงขอร้องว่า “ขอท่านอ้วนเสี้ยวจงเข้ารับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ของเราเถิด”
อ้วนเสี้ยวจึงยอมรับในที่สุด
ขณะที่สำนวน แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช ระบุเฉาเชาเสนอว่า “หยวนเปิ่นชู อ้วนเสี้ยวนั้นชาติตระกูลสูง เป็นขุนนางใหญ่ถึงสี่ชั่วอายุคน มีคนในสังกัดมากมาย สมควรเป็นผู้นำพันธมิตรทั้งหมด”
หยวนเส้าบ่ายเบี่ยง พรรคพวกคะยั้นคะยอ ในที่สุด หยวนเส้าก็รับตำแหน่งผู้นำ
ถึ งสำนวนแปลและเรียบเรียงของ แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช ไม่ทำวงเล็บอันเหมือนกับเป็นหมายเหตุบ่งบอก
(ตามมารยาท)
แต่กระบวนท่าอันมาจาก หยวนเปิ่นชูอ้วนเสี้ยว เบื้องหน้าผู้นำแต่ละหัวเมืองก็ชัดเจน
ถามว่าจุดเด่นของอ้วนเสี้ยวอยู่ตรงไหน
คำตอบอันมาจากโจโฉก็ชัดเจน “ชาติตระกูลสูง” เป็น “ขุนนางใหญ่ถึงสี่ชั่วอายุคน” และที่เป็นเรียล โพลิติค อย่างยิ่งก็คือ
“มีคนในสังกัดมากมาย”
แม้ว่ากระบวนท่าของอ้วนเสี้ยวจะดำเนินไปตามมารยาท กระนั้นความเป็นจริงจากการปฏิบัติต่างหากคือคำตอบสุดท้าย

