เรื่องบำเหน็จตกทอดของข้าราชการบำนาญ เป็นเรื่องที่ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะทบทวนกันอีกครั้งหนึ่ง
โดยเฉพาะในยุคที่ผู้คนมีอายุยืนขึ้น และค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ตามหลักเกณฑ์ปัจจุบัน บำเหน็จตกทอดของผู้รับบำนาญคำนวณจากบำนาญรายเดือน รวม ช.ค.บ. (ถ้ามี) แล้วคูณ 30 เท่า
จากนั้นหักบำเหน็จดำรงชีพที่ผู้รับบำนาญได้รับไปแล้ว ส่วนที่เหลือจึงเป็นบำเหน็จตกทอดที่ทายาทจะได้รับเมื่อผู้รับบำนาญเสียชีวิต
ที่น่าขอบคุณก็คือ รัฐได้เปิดโอกาสให้ผู้รับบำนาญนำเงินส่วนหนึ่งของบำเหน็จตกทอดมาใช้ก่อน เรียกว่า บำเหน็จดำรงชีพ
ผู้เขียนเห็นว่า แนวคิดที่ให้ผู้รับบำนาญนำเงินส่วนหนึ่งมาใช้ก่อนนั้นเป็นแนวคิดที่ดีมาก
แต่คำถามคือ เหตุใดจึงจำกัดเงินที่สามารถนำมาใช้ได้เพียงเท่านี้ เมื่อผู้รับบำนาญยังมีชีวิตอยู่และยังมีความจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อการดำรงชีพ
คิดง่ายๆ นะครับ
ข้าราชการทำงานมาทั้งชีวิต เมื่อเกษียณอายุราชการแล้วได้รับบำนาญจำนวนหนึ่งในแต่ละเดือน
ส่วนเงินก้อนที่กันไว้เป็นบำเหน็จตกทอด มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือครอบครัวเมื่อผู้รับบำนาญ เสียชีวิต
แต่ก่อนจะถึงวันนั้น ข้าราชการผู้นั้นยังต้องใช้ชีวิตอยู่อีกหลายปี
ต้องกิน ต้องอยู่ ต้องเดินทาง ต้องดูแลบ้าน และต้องมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
ดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นว่า รัฐควรพิจารณาเพิ่มสัดส่วนของเงินที่ผู้รับบำนาญสามารถนำมาใช้ในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่
อีกประเด็นหนึ่งที่ควรนำมาพิจารณาด้วยคือ สภาพสังคมในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต
ข้าราชการบำนาญหลายคน รวมทั้งผู้เขียนด้วย ได้แสดงเจตนามอบร่างกายให้โรงพยาบาลหรือสถาบันทางการแพทย์ เพื่อใช้ประโยชน์ในการศึกษาและการแพทย์
เมื่อได้มอบร่างกายตามหลักเกณฑ์ของสถาบันที่รับบริจาค การจัดการร่างและพิธีศพ ก็อาจมีรูปแบบและค่าใช้จ่ายแตกต่างจากการจัดงานศพทั่วไป
และในบางกรณีอาจช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวได้
เรื่องนี้จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ควรนำมาประกอบการพิจารณาว่าเงินที่กันไว้เพื่อเป็นบำเหน็จตกทอดจำเป็นต้องมีจำนวนมากเท่าเดิมหรือไม่
แน่นอนครับ ผู้เขียนไม่ได้หมายความว่าควรยกเลิกบำเหน็จตกทอด หรือไม่ควรเหลือเงินไว้ให้ทายาท
แต่ควรหาจุดสมดุลระหว่าง การดูแลเจ้าของสิทธิในปัจจุบัน กับการสร้างหลักประกันให้ครอบครัวในอนาคต
หากผู้รับบำนาญมีเงินเพียงพอสำหรับการดำรงชีวิต ก็อาจไม่จำเป็นต้องนำเงินส่วนนี้มาใช้มากนัก เงินก็ยังคงเหลือเป็นบำเหน็จตกทอดให้ทายาท
แต่สำหรับผู้รับบำนาญที่มีรายได้ไม่มากนัก การเปิดโอกาสให้นำเงินส่วนหนึ่งมาใช้เพิ่มเติม อาจช่วยให้สามารถดำรงชีวิตได้ดีขึ้นในช่วงเวลาที่จำเป็น
ผู้เขียนจึงเห็นว่า รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง ควรศึกษาปรับหลักเกณฑ์ให้ผู้รับบำนาญสามารถนำเงินส่วนหนึ่งมาใช้ดำรงชีพได้มากขึ้น โดยยังคงเหลือเงินจำนวนหนึ่งไว้เป็นหลักประกันให้แก่ทายาท
อาจกำหนดเพดานตามอายุ จำนวนบำนาญ หรือหลักเกณฑ์อื่นที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดภาระต่องบประมาณของรัฐมากเกินไป เพราะท้ายที่สุด คำถามสำคัญอาจไม่ใช่คำถามที่ว่า
เมื่อผู้รับบำนาญเสียชีวิตแล้ว ทายาทจะได้รับเงินเท่าไร
แต่ควรเป็นคำถามว่า
ในวันที่ผู้รับบำนาญยังมีชีวิตอยู่ รัฐควรเปิดโอกาสให้นำเงินส่วนหนึ่งมาใช้เพื่อให้มีชีวิตที่ดีขึ้นได้มากเพียงใด
ผู้เขียนมีความเชื่อว่า การดูแลข้าราชการบำนาญที่สูงวัยที่ดี ไม่ควรรอให้เสียชีวิตเสียก่อน แล้วจึงมอบประโยชน์ให้ครอบครัว
แต่ควรนำเงินส่วนหนึ่งมาสร้างความสุขและความมั่นคงในชีวิตในวันที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย
พุธทรัพย์ มณีศรี

