หน้าแรก บทความ ภาพเก่าเล่าตำ...

ภาพเก่าเล่าตำนาน : จากทุ่งร้าง…สู่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก

11.10.26 | 12:18 น.
ภาพเก่าเล่าตำนาน : จากทุ่งร้าง...สู่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก

ขอย้อนรอย…การตั้งถิ่นฐาน หนองจอก-มีนบุรี-ลาดกระบัง


ถ้าย้อนเวลากลับไป 150-200 ปี แล้วเอาคนกรุงเทพฯในวันนี้ไปยืนที่หนองจอก หรือลาดกระบัง จะเห็นแต่ทุ่ง นา ป่า คลอง และน้ำ สุดลูกหูลูกตา

พื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯในอดีต เป็นพื้นที่ราบลุ่มที่ค่อนข้างห่างไกลจากพระนคร เดินทางด้วยเรือและคลองเท่านั้น

พูดง่ายๆ คือ ถ้าในวันนี้ “ถนน” เป็นเส้นเลือดของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกในอดีต คลองคือเส้นเลือดใหญ่ของพื้นที่นี้

Advertisement

คลองเหล่านี้เอง ที่เป็นตัว “เปิดประตู” ให้ผู้คนเข้ามาตั้งบ้านเรือน ทำไร่ ทำนา และสร้างชุมชนขึ้นทีละแห่ง

จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่ “คลองแสนแสบ” ที่ใช้แรงงานคน จอบ เสียม ขุดยาวประมาณ 73 กิโลเมตร…ตรงเป๊ะ

เรื่องราวของหนองจอก…ต้องพาย้อนกลับไปในสมัยในหลวง ร.3

พ.ศ.2380 ในหลวง ร.3 โปรดเกล้าฯให้ขุดคลองแสนแสบ เพื่อเชื่อมพื้นที่ทางตะวันออกกับพระนคร และใช้ประโยชน์ด้านการคมนาคมและการลำเลียงเสบียงในช่วงสยามทำสงครามกับญวนในเขมร

คลองสายนี้ไม่ได้แค่พาเรือผ่านท้องทุ่งเท่านั้น คลองพาผู้คนอพยพมาจับจองที่ดินด้วย

พื้นที่สองฝั่งคลอง ซึ่งเดิมค่อนข้างรกทึบ เริ่มกลายเป็นพื้นที่ทำกิน มีการบุกเบิกที่นา และเกิดชุมชนขึ้นตามแนวคลอง

หนึ่งในกลุ่มคนสำคัญคือ ชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูจากปัตตานี ไทรบุรี และจากพื้นที่ภาคใต้

คนเหล่านี้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่รอบนอกพระนครตั้งแต่ช่วงต้นรัตนโกสินทร์ และต่อมาได้กระจายตัวไปตามแนวคลองแสนแสบ

ปัจจุบันคือ มีนบุรี หนองจอก และคลองสามวา

ดังนั้น ถ้าใครคิดว่า “หนองจอกเพิ่งกลายเป็นชุมชนเมื่อกรุงเทพฯขยายตัว” … จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย

ชุมชนหนองจอกมีประวัติยาวนาน พอๆ กับการเป็น กทม.

หนองจอกไม่ได้โตจากถนน แต่โตจาก ริมน้ำ

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือรูปแบบบ้านเรือนของคนหนองจอกในอดีต บ้านไม่ได้หันหน้าเข้าถนน เพราะถนนยังไม่มีความสำคัญ แต่บ้านหันหน้าเข้าคลอง

คลองคือถนน ตลาด แหล่งน้ำ และเส้นทางขนส่งสินค้า คลองคือชีวิต จิตใจ เรียงตัวเป็นกลุ่มๆ ตามแนวคลอง โดยเฉพาะกลุ่มเครือญาติที่จับจองที่ดินต่อเนื่องกันมา

ลองนึกภาพง่ายๆ ว่า บ้านคือสถานี คลองคือถนน เรือคือรถ ตลาดริมน้ำคือห้างสรรพสินค้า

นี่คือระบบเมืองของหนองจอกในอดีต และเมื่อมีคน ก็ต้องมีตลาด

บริเวณที่คลองหลายสายมาบรรจบกันจึงกลายเป็นจุดสำคัญ โดยเฉพาะ ตลาดเก่าหนองจอก ซึ่งเกิดขึ้นบริเวณจุดตัดของคลองสิบสอง คลองสิบสาม และคลองแสนแสบ

พ่อค้าชาวจีนเข้ามาทำการค้า ขณะที่ชาวมุสลิมโดยรอบจำนวนมากประกอบอาชีพทำนาและทำเกษตรกรรม ชาวนาผลิตสินค้า ส่วนตลาดทำหน้าที่ซื้อขายและจัดหาสิ่งของจำเป็น

นี่เป็นภาพที่น่าสนใจมากของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกในอดีต

คนต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนา แต่สามารถอยู่ในระบบเศรษฐกิจเดียวกันได้ เพราะทุกคนต้องพึ่งพาคลองและตลาดเดียวกัน

แล้วลาดกระบัง มาจากไหน?

ถัดลงมาทางทิศใต้ เราจะเจอกับ ลาดกระบัง

วันนี้เรารู้จักลาดกระบังในฐานะเขตที่มีสนามบินสุวรรณภูมิ มีรถไฟ Airport Rail Link และเป็นประตูตะวันออกของกรุงเทพฯ

เช่นกัน…พื้นที่ลาดกระบัง เคยเป็นท้องทุ่งและพื้นที่เกษตรกรรมขนาดใหญ่ มีคลองมากมายจนเกิดวิถีชีวิตที่ผูกพันกับน้ำอย่างมาก

คลองสายสำคัญที่สุดคือ คลองประเวศบุรีรมย์

คลองนี้ขุดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยเริ่มจากบริเวณคลองแสนแสบและเชื่อมต่อไปทางฉะเชิงเทรา ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตรตามข้อมูลการสำรวจของ กทม.

เหตุผลสำคัญไม่ได้มีเพียงเรื่องน้ำ แต่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและการค้าข้าว

เพราะในยุคนั้น ข้าวกำลังกลายเป็นสินค้าสำคัญของสยาม การขุดคลองทำให้สามารถเปิดพื้นที่สองฝั่งคลองให้กลายเป็นพื้นที่นาและทำให้การขนส่งผลผลิตสะดวกขึ้น

อธิบายให้เห็นภาพคือ

ขุดคลอง –> น้ำเข้า –> คนเข้ามา –> ทำนา –> มีผลผลิต –> เกิดตลาด –> เกิดชุมชน

นี่คือสูตรการสร้างเมืองฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ

“หัวตะเข้” คือ ชุมชนเมืองที่เกิดตรงทางแยกของคลอง

ถ้าอยากเห็นภาพอดีตของลาดกระบังชัดๆ ต้องพูดถึง หัวตะเข้

ชุมชนแห่งนี้เริ่มก่อตัวขึ้นช่วงปลายรัชกาลที่ 5เมื่อคลองประเวศบุรีรมย์และคลองสายอื่นๆ เชื่อมต่อกัน จุดที่คลองมาบรรจบกันกลายเป็นทำเลสำคัญของชาวสวนและพ่อค้า

ในยุคที่ยังไม่มีถนน ทางแยกของคลองก็คือ สี่แยกของเมือง

เรือสินค้าจากคลองหนึ่งมาเจอกับเรือจากอีกคลองหนึ่ง คนก็ต้องหยุดซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินค้า และพักแรม จากจุดพักเรือจึงค่อยๆ กลายเป็นตลาด จากตลาดกลายเป็นชุมชน จากชุมชนกลายเป็นเมือง

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมชุมชนเก่าในกรุงเทพฯ จำนวนมากจึงอยู่ตรง ปากคลอง จุดบรรจบคลอง หรือทางแยกคลอง

อ้อ…ลาดกระบังไม่ได้มีแต่คนไทยพุทธนะครับ

ลาดกระบังในอดีต ไม่ได้มีผู้คนเพียงกลุ่มเดียว มีทั้งไทยพุทธ มุสลิม และชาวมอญ

ชุมชนที่น่าสนใจคือ ชุมชนเลียบคลองมอญ ซึ่งมีประวัติย้อนกลับไปประมาณ พ.ศ.2450 เป็นกลุ่มชาวมอญที่ขยายตัวมาจากพระประแดงและสมุทรสาคร เข้ามาทำนาในพื้นที่ลาดกระบัง

เหตุผลแบบกำปั้นทุบดิน คือ ที่เดิมคนเยอะ ที่นาเริ่มไม่พอ ก็ต้องแสวงหาที่ทำกินใหม่ ขยายวงออกไป

การขุดคลองในสมัยรัชกาลที่ 5 ยิ่งเปิดพื้นที่เกษตรใหม่จำนวนมาก จึงดึงดูดผู้คนเข้ามาบุกเบิกที่ทำกิน

ตอนแรกบางครอบครัวอาจมาอยู่เฉพาะฤดูทำนา สร้างกระท่อมเล็กๆ เอาไว้กันแดดกันฝน ทำนาเสร็จก็กลับบ้านเดิม แต่เมื่อมีวัด มีชุมชน มีตลาด และการเดินทางสะดวกขึ้น

เปลี่ยนจาก “มาทำนา” กลายเป็น “มาตั้งรกรากถิ่นฐาน”

และสุดท้ายกลายเป็น “บ้านของเรา”

นี่คือกระบวนการเกิดชุมชนของสยามที่น่าสนใจมาก

จาก “อำเภอแสนแสบ” สู่ “ลาดกระบัง”

ชื่อของลาดกระบังก็มีประวัติการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจครับ

พื้นที่นี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของ อำเภอแสนแสบจังหวัดมีนบุรี ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอลาดกระบัง และต่อมาผ่านการปรับโครงสร้างการปกครองหลายครั้ง จนกลายเป็น “เขตลาดกระบัง” ของ กทม. ในปัจจุบัน

เมืองค่อยๆ ดูดพื้นที่รอบนอกเข้ามา จากทุ่งนา กลายเป็นตำบล

จากตำบล กลายเป็นอำเภอ จากอำเภอ กลายเป็นเขต

และในที่สุดก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของมหานครขนาดใหญ่ จากเมืองคลอง สู่เมืองถนน

แล้วอะไรทำให้ฝั่งตะวันออกเปลี่ยนไป?
คำตอบคือ ถนน

เมื่อถนนเข้ามา บทบาทของคลองเริ่มลดลง บ้านที่เคยหันหน้าหาคลอง เริ่มหันหน้าเข้าถนน เรือที่เคยเป็นพาหนะหลัก ค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยรถยนต์ ตลาดริมน้ำค่อยๆ เปลี่ยนบทบาท

พื้นที่นาเริ่มถูกแบ่งเป็นบ้าน โรงงาน หมู่บ้านจัดสรร ถนน และโครงสร้างพื้นฐานของเมือง

แม้กระทั่งในชุมชนมุสลิมหนองจอกเอง งานศึกษาพบว่า เมื่อถนนเข้ามา คลองก็ลดความสำคัญด้านการคมนาคมลง บ้านเรือนและวิถีชีวิตจึงค่อยๆ เปลี่ยนไป

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ คลองไม่ได้หายไปพร้อมกับเมือง

คลองยังคงทิ้งร่องรอยเอาไว้ในชื่อสถานที่ วัด มัสยิด ตลาด ชุมชน และวิถีชีวิตของผู้คน

และนี่คือความลับ-เฉลย ความเปลี่ยนแปลงของกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก

ทุกวันนี้เวลาเราขับรถผ่านหนองจอก มีนบุรี หรือลาดกระบัง เราอาจรู้สึกว่าบริเวณเหล่านี้เป็น กรุงเทพฯชานเมือง

หนองจอก มีประวัติเก่าแก่ อยู่ฝั่งตะวันออกสุดของกรุงเทพฯ มีพื้นที่ติดกับจังหวัดปทุมธานีและฉะเชิงเทรา ในอดีตเคยเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดฉะเชิงเทรา ก่อนจะมาเป็นเขตหนองจอก ส่วนหนึ่งของกรุงเทพฯ ในปี 2515

หนองจอกเป็นเขตที่มีพื้นที่ใหญ่สุดในกรุงเทพฯ คือ 236 ตร.กม. ใหญ่กว่าอันดับ 2 อย่างเขตลาดกระบัง (124 ตร.กม.) เกือบเท่าตัว

มีประชากรมากที่สุดติด 5 อันดับแรกของกรุงเทพฯ

พื้นที่ทางตะวันออกของ กทม. มีคลองนับไม่ถ้วนที่ทำหน้าที่เชื่อมชีวิตของคนเหล่านี้เข้าด้วยกัน

ดังนั้น การเกิดขึ้นของกรุงเทพฯฝั่งตะวันออกจึงไม่ใช่เรื่องว่า

“กรุงเทพฯขยายเมืองออกไปจนถึงหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง และคลองสามวา” เพียงอย่างเดียว

“ผู้คนเดินทางเข้ามาตามสายน้ำ บุกเบิกทุ่งนา สร้างบ้าน สร้างตลาด สร้างศาสนสถาน และค่อยๆ เปลี่ยนพื้นที่ให้กลายเป็นเมือง”

กรุงเทพมหานครมีประชากรรวมกันกว่า 10 ล้านคน การขยายตัวของเมืองและประชากรกำลังพุ่งสูงไปยังฝั่งตะวันออก หนองจอก ลาดกระบัง มีนบุรี และคลองสามวา อย่างต่อเนื่อง…