หน้าแรก บทความ สะพานแห่งกาลเ...

สะพานแห่งกาลเวลา : ซุปเปอร์เอลนีโญ

11.10.26 | 12:34 น.
สะพานแห่งกาลเวลา : ซุปเปอร์เอลนีโญ
ClimateReanalyzer.org-CC BY 4.0

คณะนักวิทยาศาสตร์ที่เฝ้าสนใจติดตามสภาพภูมิอากาศของพื้นที่บริเวณตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิกอยู่ตลอดเวลา เพิ่งพบว่า อุณหภูมิบริเวณพื้นผิวมหาสมุทรช่วงดังกล่าว พุ่งขึ้นสูงเกินสถิติสูงสุดที่เคยมีมาทั้งหมด โดยสูงเกินกว่า 30 องศาเซลเซียส เป็นครั้งแรก ตามข้อมูลที่เผยแพร่ออกสู่สาธารณะเมื่อ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา


ที่สำคัญก็คือ สภาพอุณหภูมิสูงผิดปกตินี้เกิดขึ้นตรงพื้นที่ที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “นิโญ 3.4” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ระหว่าง 5 องศาเหนือกับ 5 องศาใต้กับพื้นที่ที่ละติจูด 120 องศาตะวันตก กับ 170 องศาตะวันตก ซึ่งเป็นพื้นที่จำเพาะที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการวัดความรุดหน้าของปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” รูปแบบของภูมิอากาศที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบอยู่ในขณะนี้และเริ่มมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ อุณหภูมิสูงสุดใหม่นี้หมายถึงอะไร หรือจะหมายความว่า ภาวะเอลนีโญ ที่เกิดขึ้นมีสิทธิที่จะเป็นเอลนีโญ ที่รุนแรงและมีอิทธิพลมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ด้วยเช่นกัน

โดยปกติแล้ว ในเวลานี้ของทุกปี การที่อุณหภูมิพื้นผิวทะเลสูงเกินกว่า 30 องศา นั้นไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าหากมันเกิดวัดได้ในพื้นที่มหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ซึ่งมีมวลน้ำขนาดใหญ่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปออสเตรเลีย แต่การที่พื้นที่ นิโญ 3.4 เกิดมีอุณหภูมิสูงถึงระดับนี้ อวี่ จิ้นหยู ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบโลกของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียสหรัฐอเมริกาบอกว่า เป็นการบ่งชี้ว่า มหาสมุทรแปซิฟิกส่วนนี้จะอยู่ในสภาพอุ่นมากเป็นพิเศษ จนต้องถือเอาว่า สถิตินี้เป็นสถิติที่พิเศษพิสดารเอามากๆ ได้เลย

นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญอีกหลายรายเห็นพ้องด้วย ทิโมธี ออสบอร์น จากมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลียในสหราชอาณาจักร บอกว่า การเกิน 30 องศา ถือว่าเป็นสถิติใหม่ที่ “มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง” ส่วน แมท คอลลินส์ จากมหาวิทยาลัยเอ็กเซตเตอร์ในสหราชอาณาจักรก็ยอมรับเช่นกันว่าสิ่งนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งเช่นเดียวกัน

Advertisement

อย่างไรก็ตาม แค่อุณหภูมิอย่างเดียวไม่ใช่ มาตรฐานในการวัดความรุนแรงของเอลนีโญ แต่นักวิทยาศาสตร์จะใช้ตัวเลขดังกล่าวควบคู่ไปกับการเปรียบเทียบค่าอุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลทั้งหมดที่วัดได้ เพื่อให้มีความแม่นยำมากขึ้นในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่ภาวะโลกร้อนในปัจจุบันก่อให้เกิดขึ้น แต่ถึงกระนั้น ผลลัพธ์ที่ได้ก็แสดงให้เห็นว่าเอลนีโญที่กำลังเกิดขึ้นใกล้เคียงที่จะกลายเป็นเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกเป็นหลักฐานไว้ หากไม่รุนแรงเกินกว่าที่ทำนายไว้แล้ว จนอาจเรียกได้ว่า นี่คือปรากฏการณ์ที่รุนแรงที่สุดในรอบปีนี้ได้แล้ว

ปรากฏการณ์เอลนีโญ คือ การเคลื่อนที่ของกระแสน้ำอุ่นบริเวณแปซิฟิกตะวันตกไปสู่ด้านตะวันออกและบริเวณเส้นศูนย์สูตร จนถึงชายฝั่งทวีปอเมริกาใต้ ส่งผลกระทบต่อภูมิอากาศของโลก ทำให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่อย่าง แอฟริกาตะวันออก,ทางใต้ของจีน, ทางตะวันตกของสหรัฐอเมริกาและพื้นที่ตามแนวชายฝั่งแปซิฟิกเรื่อยไปจนถึงอเมริกาใต้ ในขณะที่บางส่วน อาทิ อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, แอฟริกาใต้ และอเมริกาเหนือและใต้ จะเผชิญความแห้งแล้งผิดปกติ

ตามรายงานล่าสุดระบุว่า จนถึง 6 ตุลาคมที่ผ่านมา พื้นผิวทะเลบริเวณ นิโญ 3.4 มีอุณหภูมิสูงขึ้น 1-2 องศาเซลเชียส จากอุณหภูมิเฉลี่ยแต่เดิม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเอลนีโญที่เกิดขึ้นครั้งนี้ จะมีความรุนแรงมากเป็นพิเศษ มากพอที่จะทำให้เราเรียกขานได้ว่า “ซุปเปอร์เอลนีโญ” กำลังพัฒนาขึ้นมาอยู่ในเวลานี้

ทีมวิจัยระบุว่า ความรุนแรงของเอลนีโญครั้งนี้เพิ่มขึ้น เพราะภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของมนุษย์เรานี่เอง ที่น่าสนใจก็คือ อุณหภูมิบริเวณ นิโญ 3.4 จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างนี้ต่อไปจนกว่าจะถึงระดับสูงสุดในเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม ก่อนที่จะเริ่มลดระดับลงเมื่อย่างเข้าสู่ปี 2027 นั่นหมายความว่า ความรุนแรงของปรากฏการณ์เอลนีโญปีนี้ยังมีสิทธิที่จะสูงขึ้น เข้มข้นมากขึ้นกว่านี้ได้อีก

ทีนี้มาถึงคำถามสำคัญยิ่ง นั่นคือ ถ้าเป็นเช่นนี้ปรากฏการณ์เอลนีโญในอนาคตก็จะรุนแรง เข้มข้นเช่นนี้ตลอดไปใช่หรือไม่

คำตอบของผู้เชี่ยวชาญไม่ค่อยดีเท่าใดนัก เอลนีโญจะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดใหม่ทุกครั้งจะรุนแรงเข้มข้นกว่าที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ทุกครั้งไป

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ในแต่ละภูมิภาคเตรียมตัวรับมือภูมิอากาศแปลกใหม่ที่ไม่เคยเจอะเจอกันได้แล้ว ตั้งแต่ตอนนี้ครับ