วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2533 เป็นวันที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมนี (เยอรมนีตะวันออก) ได้เข้าร่วมกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (เยอรมนีตะวันตก) อย่างเป็นทางการ หลังจากที่ถูกแบ่งแยกออกจากกันนานหลายทศวรรษในช่วงสงครามเย็น ดังนั้น จึงเป็นวันชาติของเยอรมนีอย่างเป็นทางการซึ่งเพิ่งครบ 3 รอบนักษัตรมาหยกๆ จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะกล่าวถึงหญิงที่กำลังจะนำความเปลี่ยนแปลงอย่างสูงมาสู่ประเทศเยอรมนี คือ อลิซ ไวเดล (Alice Weidel) ผู้นำร่วมพรรค Alternative für Deutschland หรือ AfD เป็นนักการเมืองที่ถ้าใครแต่งขึ้นเป็นนวนิยายก็คงถูกตำหนิว่าแต่งเรื่องขัดกันเองเกินไป เพราะเธอเป็นผู้หญิง เป็นหญิงรักหญิง ใช้ชีวิตคู่กับหญิงชาวสวิสเชื้อสายศรีลังกา มีลูกชายสองคน
เรียนเศรษฐศาสตร์จนได้ปริญญาเอก พูดภาษาจีนกลางได้เคยอยู่จีนและทำงานในวงการการเงินระหว่างประเทศ แต่กลับเป็นผู้นำคนสำคัญของพรรคที่ถูกจัดอยู่ทางขวาจัด เน้นชาตินิยม ควบคุมคนเข้าเมือง และคัดค้านนโยบายความหลากหลายทางเพศหลายเรื่อง เรียกได้ว่าหากดูแต่ประวัติส่วนตัวแล้วเอาไปทายสังกัดพรรคการเมือง ก็คงทายผิดกันเป็นแถว
อลิซ เอลิซาเบท ไวเดล เกิดวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2522 ที่เมืองกือเทอร์สโลห์ เยอรมนีตะวันตก เรียนเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัยไบรอยท์ ทำปริญญาเอกเกี่ยวกับระบบบำนาญของจีน และใช้ชีวิตอยู่ในจีนหลายปี เธอจึงมิใช่นักการเมืองประเภทมีความสามารถหลักคือขึ้นเวทีแล้วพูดดังๆ เรื่องภาษี งบประมาณ พลังงาน เงินยูโร และการแข่งขันทางอุตสาหกรรมเป็นของที่เธอรู้จริง รูปลักษณ์ก็เหมือนผู้บริหารบริษัท แต่งสูทเรียบร้อย พูดชัดเจน ไม่ได้ทำท่าจะล้มโต๊ะประชุมทุกครั้งที่เปิดปาก และนี่แหละเป็นคุณสมบัติที่ AfD ต้องการ เพราะพรรคการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่ามีสมาชิกบางส่วนหัวรุนแรง ย่อมได้ประโยชน์มากจากหัวหน้าพรรคที่ขึ้นโทรทัศน์แล้วทำให้ชนชั้นกลางคิดว่า “เอ๊ะ คนนี้ก็ดูปกติดีนี่นา”
ไวเดลเข้าร่วม AfD ตั้งแต่ พ.ศ.2556 ซึ่งเป็นปีที่พรรคก่อตั้ง เดิมที AfD มิได้เกิดขึ้นเพราะเรื่องผู้อพยพ แต่เกิดจากการคัดค้านเงินยูโรและการช่วยเหลือประเทศสมาชิกยูโรโซนที่มีปัญหาหนี้สิน ต่อมาจึงค่อยเคลื่อนไปเน้นเรื่องคนเข้าเมือง อัตลักษณ์เยอรมัน ความมั่นคง และการต่อต้านชนชั้นนำทางการเมือง ไวเดลได้รับเลือกเข้าสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ พ.ศ.2560 ก่อนก้าวขึ้นเป็นหัวหน้ากลุ่ม ส.ส. และประธานร่วมของพรรคกับทีโน ครูพาลลา
การเลือกตั้งทั่วไปเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2568 ทำให้ชื่อของเธอดังไปทั่วโลก เมื่อ AfD เสนอไวเดลเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก และพรรคได้คะแนน 20.8 เปอร์เซ็นต์ กลายเป็นพรรคใหญ่อันดับสองของประเทศ พรรคที่เมื่อสิบกว่าปีก่อนยังเหมือนแขกไม่ได้รับเชิญยืนตะโกนอยู่หน้าประตู บัดนี้เข้ามานั่งในห้องรับแขกแล้ว เพียงแต่เจ้าของบ้านยังไม่ยอมเสิร์ฟน้ำชาให้เท่านั้น
ชีวิตส่วนตัวของไวเดลก็ช่วยให้เธอเป็นข่าวอยู่เสมอ คู่ชีวิตของเธอคือ ซาราห์ บอสซาร์ด (Sarah Bossard) หญิงชาวสวิสเชื้อสายศรีลังกาซึ่งทำงานด้านภาพยนตร์ ทั้งสองมีลูกชายสองคน และครอบครัวใช้ชีวิตส่วนหนึ่งในสวิตเซอร์แลนด์ เรื่องนี้ฝ่ายตรงข้ามชอบนำมาประชดว่า ผู้นำพรรคชาตินิยมเยอรมันกลับไปใช้ชีวิตครอบครัวในสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนไวเดลเห็นว่าชีวิตครอบครัวกับนโยบายการเมืองเป็นคนละเรื่องกัน ซึ่งก็คงเถียงกันได้ไม่มีวันจบ เพราะนักการเมืองนั้นต่อให้พักอยู่ข้างบ้าน คนไม่ชอบก็ยังหาเรื่องได้อยู่ดี
ความเป็นหญิงรักหญิงของไวเดลมิได้ทำให้เธอสนับสนุนขบวนการ LGBT ทุกเรื่อง ตรงกันข้าม เธอวิจารณ์สิ่งที่เรียกว่าอุดมการณ์ “queer-woke” และคัดค้านนโยบายบางอย่างเกี่ยวกับเพศสภาพในโรงเรียน ขณะที่ AfD ยังคงย้ำคุณค่าครอบครัวแบบดั้งเดิม ไวเดลเองพยายามแยกเรื่องเชื้อชาติออกจากเรื่องคนเข้าเมือง โดยยืนยันว่าปัญหาของเธอคือพรมแดน การเข้าเมืองผิดกฎหมาย และคนที่ไม่มีสิทธิพำนัก มิใช่สีผิวของผู้ใด
แต่สิ่งที่ผลัก AfD ขึ้นมาจริงๆ มิใช่เรื่องเพศของไวเดลหากเป็นเรื่องปากท้องของคนเยอรมัน เยอรมนีเคยเป็นเครื่องจักรอุตสาหกรรมของยุโรป ใช้พลังงานราคาค่อนข้างต่ำ ผลิต Mercedes-Benz, BMW, Volkswagen เครื่องจักรและเคมีภัณฑ์ขายไปทั่วโลก ครั้นสงครามรัสเซีย-ยูเครนเกิดขึ้น พลังงานจากรัสเซียหายไปจากสมการเดิม ขณะที่จีนซึ่งเคยเป็นตลาดใหญ่ก็กลายเป็นคู่แข่งสำคัญ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า โรงงานเยอรมันจึงถูกบีบทั้งต้นทุนพลังงานและการแข่งขันจากต่างประเทศ เมื่อคนเริ่มกลัวตกงาน นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลจะอธิบายเรื่องหลักการระหว่างประเทศอย่างไรก็ได้ แต่ใบแจ้งค่าไฟกับจดหมายเลิกจ้างมักพูดเสียงดังกว่ารัฐมนตรี
ไวเดลจึงโจมตีตรงนี้ เสนอให้ลดภาษีและกฎระเบียบ ทบทวนนโยบายพลังงาน สนับสนุนนิวเคลียร์ ฟื้นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับรัสเซีย และคัดค้านการส่งอาวุธช่วยยูเครน นโยบายเหล่านี้ได้รับเสียงตอบรับอย่างมากในอดีตเยอรมนีตะวันออก ซึ่งประชาชนส่วนหนึ่งรู้สึกว่าตนเป็นผู้จ่ายราคาของนโยบายจากเบอร์ลินมากกว่าจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์
แล้วเดือนกันยายน พ.ศ.2569 ก็มาถึง วันที่ 6 กันยายน AfD ชนะการเลือกตั้งรัฐแซกโซนี-อันฮัลต์อย่างถล่มทลาย ได้คะแนนประมาณ 44 เปอร์เซ็นต์และ 39 จาก 83 ที่นั่ง ขาดเสียงข้างมากเด็ดขาดเพียงไม่กี่ที่นั่ง ความสำเร็จครั้งนี้ทำให้การตั้งรัฐบาลที่มี AfD เป็นแกนนำในระดับรัฐ ซึ่งเมื่อไม่กี่ปีก่อนฟังคล้ายเรื่องเล่าก่อนนอน กลายเป็นเรื่องที่ต้องพูดกันอย่างจริงจัง
สองสัปดาห์ต่อมา AfD ได้อันดับหนึ่งอีกในรัฐเมคเลินบวร์ค-ฟอร์พอมเมิร์น ด้วยคะแนนประมาณ 38 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กรุงเบอร์ลินได้ราว 16 เปอร์เซ็นต์ แม้ในสองแห่งหลัง AfD ยังไม่มีทางสะดวกในการตั้งรัฐบาล เพราะพรรคอื่นยังปฏิเสธร่วมมือ แต่ภาพรวมก็เห็นชัดว่า AfD มิได้โตเพราะอุบัติเหตุในการเลือกตั้งครั้งเดียวอีกต่อไป
ปัญหาของการเมืองเยอรมันจึงอยู่ที่สิ่งที่เรียกว่า Brandmauer หรือ “กำแพงกันไฟ” พรรคกระแสหลักตกลงกันโดยปริยายว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับ AfD เพราะกังวลต่อแนวคิดของสมาชิกและองค์กรบางส่วนของพรรคเกี่ยวกับประชาธิปไตย ชาตินิยม และประวัติศาสตร์นาซี ดังนั้นต่อให้ AfD ได้คะแนนมากที่สุดก็ยังอาจไม่ได้ปกครอง เหมือนสอบได้ที่หนึ่งแต่ไม่มีใครยอมเข้ากลุ่มทำรายงานด้วย
แต่กำแพงมีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง คือมันทำงานได้ดีตราบเท่าที่คนอีกข้างหนึ่งมีไม่มาก ถ้า AfD มี 10 หรือ 15 เปอร์เซ็นต์ พรรคอื่นจับมือกันเสียก็จบ แต่ถ้า AfD ได้ 30 เปอร์เซ็นต์ 40 เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่านั้น พรรคที่เหลือต้องเอาตั้งแต่กลางซ้าย กลางขวา เขียว แดง ไปจนถึงพรรคที่แทบพูดกันคนละภาษา มาจับมือกันเพียงเพื่อกัน AfD ออก ยิ่งทำบ่อย ประชาชนก็ยิ่งถามว่า “ตกลงเลือกตั้งไว้ทำไม ถ้าพรรคที่ชนะมากที่สุดไม่มีวันได้เป็นรัฐบาล”
นี่จึงเป็นเหตุว่าทำไมโอกาสของอลิซ ไวเดล ที่จะก้าวเข้าใกล้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเยอรมนีจึงไม่ควรถูกหัวเราะทิ้งเหมือนเมื่อสิบปีก่อน AfD เองประกาศเป้าหมายชัดว่าจะเข้าสู่รัฐบาลกลางในการเลือกตั้ง พ.ศ.2572 และชัยชนะในการเลือกตั้งระดับรัฐปีนี้ทำให้คำประกาศนั้นมิใช่คำโฆษณาของพรรคเล็กอีกต่อไป แม้ในวันนี้พรรคกระแสหลักยังไม่ยอมร่วมรัฐบาลกับ AfD และหนทางของไวเดลยังมีประตูปิดอยู่หลายบาน แต่ประวัติศาสตร์การเมืองมีเรื่องน่าขันอยู่อย่างหนึ่ง คือพรรคที่ทุกคนประกาศว่าจะ “ไม่มีวัน” ร่วมรัฐบาลด้วยนั้น บางครั้งพอคะแนนมากพอคำว่า “ไม่มีวัน” ก็มักมีอายุสั้นกว่าวาระของสมาชิกสภาเสียอีก
หาก AfD รักษาคะแนนระดับปัจจุบันไว้ได้ หรือขยายจากฐานในเยอรมนีตะวันออกไปสู่รัฐตะวันตกมากขึ้นปัญหาจะมิใช่อีกต่อไปว่า AfD จะได้เป็นรัฐบาลหรือไม่ แต่จะกลายเป็นว่าพรรคกระแสหลักจะสามารถกัน AfD ออกจากรัฐบาลไปได้อีกกี่ครั้ง เพราะการตั้งรัฐบาลผสมโดยรวมทุกคนเข้าด้วยกันเพียงเพื่อกันพรรคอันดับหนึ่งออกนั้นทำได้ครั้งหนึ่ง สองครั้ง หรือสามครั้ง แต่ทำไปเรื่อยๆ ก็เท่ากับช่วย AfD โฆษณาว่า “เห็นไหม พรรคเก่าทั้งหมดกลัวเรา”
ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดเกี่ยวกับอลิซ ไวเดล ใช่เธอเป็นหญิงรักหญิง คู่ชีวิตมีเชื้อสายศรีลังกา พูดภาษาจีนได้ หรือกลับบ้านไปอยู่สวิตเซอร์แลนด์ สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงเครื่องปรุงให้เรื่องของเธอน่าอ่าน สิ่งที่สำคัญจริงๆ คือเธอกำลังช่วยเปลี่ยน AfD จากพรรคชายขอบให้กลายเป็นพรรคที่มีสิทธิคิดถึงทำเนียบนายกรัฐมนตรีอย่างจริงจัง
วันนี้นายฟรีดริช แมทซ์ (Friedrich Merz) ยังเป็นนายกรัฐมนตรี วันนี้ กำแพงกันไฟ (Brandmauer) ยังตั้งอยู่ และวันนี้ อลิซ ไวเดล ยังอยู่อีกฟากหนึ่งของกำแพง แต่การเมืองมีหลักง่ายๆ อยู่อย่างหนึ่งว่า กำแพงจะสูงเพียงใดไม่สำคัญเท่าจำนวนคนที่ยืนอยู่ข้างหลังกำแพงนั้น หากจำนวนผู้เลือก AfD เพิ่มขึ้นต่อไปเรื่อยๆ วันหนึ่งคำถามอาจไม่ใช่ว่าใครจะยอมเปิดประตูให้อลิซ ไวเดล เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี หากจะเป็นว่าเมื่อผู้เลือกตั้งจำนวนมากพอเป็นผู้ถือกุญแจเสียเองแล้ว ใครจะปิดประตูนั้นไว้ได้อีก



