หน้าแรก บทความ อาศรม มิวสิก ...

อาศรม มิวสิก วงลอนดอน วงเบอร์ลิน บินมาแสดงที่ศาลายา โดย:สุกรี เจริญสุข

2.07.17 | 12:00 น.
Gianandrea Noseda ผู้ควบคุมวงลอนดอนซิมโฟนีออเคสตร้า

 

Gustavo Dudamel ผู้ควบคุมวงเบอร์ลินฟีลฮาร์โมนิกออเคสตร้า

 

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2560 วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ลงนามเซ็นสัญญากับวงดนตรีระดับโลก 2 วงด้วยกัน ตกลงที่จะเดินทางมาแสดงดนตรีที่ศาลายา คือ วงลอนดอนซิมโฟนีออเคสตรา (London Symphony Orchestra, LSO) และวงเบอร์ลินฟีลฮาร์โมนิกออเคสตรา (Berliner Philharmoniker Orchestra, BPO) ทั้ง 2 วงอยู่ในสัญญากับบริษัทจัดแสดงตามเมืองต่างๆ (Askons Holt) ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ในสัญญาระบุไว้ว่า วงลอนดอนซิมโฟนีออเคสตรา (London Symphony Orchestra, LSO) จะเดินทางมาแสดงที่ศาลายา 2 ครั้ง คือในวันที่ 6 และ 7 มิถุนายน 2561 โดยมีเจียนเอนเดรีย โนเซดา (Gianandrea Noseda) เป็นผู้ควบคุมวง และมีเยฟิม บรอนฟ์แมน (Yefim Bronfman) เป็นนักเปียโน โดยที่ฝ่ายไทยเราจะต้องดูแลค่าที่พัก (โรงแรม 5 ดาว) ห้องเดี่ยว 120 ห้อง การเดินทางภายในประเทศ เพื่อที่จะรับส่งจากสนามบิน เข้าที่พัก และเดินทางไปยังสถานที่แสดง พร้อมเงินจ่ายเป็นค่าตัว ค่าตั๋วเครื่องบิน (3 แสนปอนด์) คิดคร่าวๆ เป็นเงิน 15 ล้านบาท รวมค่าอื่นๆ ที่เป็นค่าที่พัก ค่าอาหาร และค่ารถรับส่งอีก 2 ล้านบาท รวมแล้วประมาณ 17 ล้านบาท

ส่วนวงเบอร์ลินฟีลฮาร์โมนิกออเคสตรา (Berliner Philharmoniker Orchestra, BPO) จะเดินทางมาแสดงที่ศาลายา วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 แสดงเพียงครั้งเดียว โดยมีกูสตาโว ดูดาเมล (Gustavo Dudamel) เป็นผู้ควบคุมวง ซึ่งจะเล่นบทเพลงซิมโฟนีหมายเลข 5 ของมาห์เลอร์ (Symphony No. 5, Mahler) สำหรับเงื่อนไขอื่นๆ ก็จะคล้ายๆ กัน คือ มีค่าตัว ค่าขนของ และค่าตั๋วเครื่องบิน (3 แสนยูโร) หากจะคิดคร่าวๆ ก็เป็นเงิน 12 ล้านบาท รวมค่าอื่นๆ ที่เป็นค่าที่พัก ค่าอาหาร และค่ารถรับส่งอีก 2 ล้านบาท รวมค่าใช้จ่ายประมาณ 15 ล้านบาท ซึ่งที่จริงแล้วจะแพงกว่าวงลอนดอนซิมโฟนีมาก

Advertisement

เมื่อรวมค่าใช้จ่ายของวงดนตรีใหญ่ระดับโลกอย่างคร่าวๆ ทั้ง 2 วงแล้ว ประมาณ 32 ล้านบาท ก็มีคำถามตามมาอีกหลายคำถามทีเดียวว่า เป็นไปได้จริงหรือ เขาจะมาจริงหรือ จะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายเขา ซึ่งหลายคนก็อาจจะไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ ไม่เชื่อว่าจะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย ใครเขาจะเชื่อว่าทั้ง 2 วงจะเดินทางมาแสดงที่ประเทศไทยจริง เพราะราคาและตัวเลขแพงเหลือเกิน

ในที่สุดก็จะวนเวียนอยู่แค่ 2 เรื่อง คือ ไม่อยากจะเชื่อ และแพง

ความจริงมีอยู่ว่า ในระยะหลายปีที่ผ่านมา ก็ได้มีความพยายามที่จะติดต่อเพื่อให้วงดนตรีทั้ง 2 วงมาแสดงที่ประเทศไทยนานแล้ว แต่ก็ตกลงกันไม่ได้เพราะว่า “ราคาแพง”
ผู้จัดก็ไม่สามารถที่จะขายตั๋วและจะมีเงินจ่ายให้วงดนตรีได้ จะหาผู้สนับสนุนก็ยากที่จะหาเงินจำนวนมหาศาลได้ การเจรจาก็จบลงที่ต่อรองกันไม่ลงตัว “แพง ขายตั๋วไม่ได้ ไม่มีผู้สนับสนุน” แม้มีคนอยากดู แต่ก็จ่ายค่าตั๋วราคาสูงไม่ไหว

สิ่งที่แตกต่างไปจากการเจรจาในครั้งก่อนๆ ก็คือ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นสถาบันการศึกษาดนตรี ที่มีหอแสดงดนตรี “มหิดลสิทธาคาร” ที่มีระบบเสียงสุดยอดของภูมิภาคเป็นต้นทุน ซึ่งเคยมีวงดนตรีระดับนานาชาติได้มาแสดงก่อนหน้าแล้ว และกรุงเทพฯ ก็เป็นเส้นทางผ่านไปแสดงที่เมืองอื่นต่อไป ไม่ว่าจะไปจีน ไปไต้หวัน ไปญี่ปุ่น ไปเกาหลี ก็ต้องบินผ่านประเทศไทยอยู่ดี

วงลอนดอนซิมโฟนีออเคสตรานั้น บินตรงมาจากลอนดอนถึงกรุงเทพฯ เมื่อแสดงที่ศาลายาเสร็จ ก็จะบินต่อไปแสดงที่เมืองจีนอีก 9 ครั้ง ส่วนวงเบอร์ลินฟีลฮาร์โมนิกออเคสตรานั้น เขาจะมาแสดงที่โดฮาก่อน แล้วมาเมืองไทย แสดงเสร็จจากศาลายา ก็จะบินไปแสดงที่ไต้หวันและเกาหลีต่ออีกหลายวัน

ความจริงแล้ว กว่าจะได้มีโอกาสเจรจาเพื่อเชิญวงดนตรีระดับโลกมาแสดงในประเทศไทย เป็นสิ่งที่ยากมาก เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้อยู่ในแผนที่โลกเรื่องดนตรีคลาสสิก การสร้างความพร้อมเพื่อรองรับวงดนตรีระดับโลกนั้นยาก เพราะวงดนตรีระดับโลกเหล่านี้เป็นเครื่องหมายของความเจริญ ตั้งแต่การสร้างหอแสดงดนตรี การพัฒนาผู้ฟังดนตรีที่ยอมซื้อบัตร การหาผู้สนับสนุนที่รักและชอบดนตรี การหาที่พักรองรับวงดนตรีขนาดใหญ่ การเดินทางที่สะดวกและปลอดภัย และมีเงินในกระเป๋าพอควร เป็นต้น

เมื่อมีความพร้อมภายในได้ระดับหนึ่ง จึงจะเปิดโอกาสที่จะขอเจรจากับเขาได้ เจรจากันแล้วเราจะสามารถยอมรับเงื่อนไขของเขาได้แค่ไหน ซึ่งกว่าจะตัดสินใจตกลงกันได้ ก็ต้องใช้พลังงานมหาศาล ทั้งหัวใจ สมอง และเงิน เพราะเมื่อตอบตกลงก็จะมีค่าใช้จ่ายมหาศาลรออยู่แล้ว

จริงอยู่ การแสดงดนตรีเป็นงานศิลปะ ไม่ควรจะหนักใจเรื่องงบประมาณในการจัดการ แต่เมื่อดนตรีกลายเป็นการแสดงที่เป็นสินค้า และเป็นการแสดงที่เกิดขึ้นในประเทศที่กำลังพัฒนา ก็เป็นเรื่องที่ยากยิ่งเป็นธรรมดา เพราะเงินกลายเป็นปัจจัยที่สำคัญของการตัดสินใจ

วันนี้ได้ตัดสินใจและตอบตกลงไปแล้ว เหลือว่าจะจัดการอย่างไรกับการแสดงครั้งสำคัญนี้ โดยงานแสดงดนตรีทั่วๆ ไป ก็คงไม่มีอะไรตื่นเต้นนัก แต่เมื่อเป็นงานใหญ่ เป็นหน้าตาของประเทศ ชาวต่างประเทศที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยก็จะรู้สึกอบอุ่น ว่ามีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นในประเทศไทยด้วย ในการจัดแสดงครั้งนี้ ยังไม่มีองค์กรของรัฐใดๆ ทั้งระดับกรมหรือระดับกระทรวงเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็คงจะต้องลุยงานต่อไปอย่างรอบคอบในนามวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะผู้เซ็นสัญญาจัดงาน

มีคนตั้งคำถามว่า จะขายตั๋วได้เมื่อไหร่ ตอนนี้ยังตั้งตัวไม่ได้ว่าจะขายตั๋วใบละกี่บาท เพราะว่าจะเป็นคำถามที่คลาสสิกมาก ตั๋วราคาเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม ตั๋วแพงก็มีคนน้อย ตั๋วถูกก็จะขาดทุนมาก แต่ถ้าหากว่างานครั้งนี้ทำได้สำเร็จ การจัดงานครั้งต่อไปก็จะทำได้ง่ายขึ้น ความจริงแล้วก็ต้องการให้คนรักดนตรีมาฟัง ความจริงอีกอย่างหนึ่ง คนที่รักดนตรีก็ไม่ค่อยจะมีเงินจ่ายค่าตั๋ว และความจริงอีกอย่างก็คือ คนที่มีเงินส่วนใหญ่ เขาก็ไม่มีเวลาที่จะไปฟังดนตรีเท่าใดนัก

บางคนก็อ้างว่า “ศาลายาอยู่ไกล” ไปลำบาก ซึ่งก็น่าคิดอยู่เหมือนกัน เพราะการเดินทางไปฟังดนตรีที่กรุงลอนดอน ไปฟังที่กรุงเบอร์ลินไกลกว่า แต่ทุกคนก็ยินดีที่จะไป เพราะว่า “เท่กว่า” ที่จะไปฟังดนตรีที่ศาลายา อย่างไรก็ตาม การจัดแสดงของวงดนตรีครั้งใหญ่นี้ เป็นการวัด “ราคาของความน่าเชื่อถือ” ว่า วงดนตรีที่ดีที่สุดของโลก เมื่อมาแสดงที่ศาลายา จะสามารถดึงดูดผู้ฟังให้เดินทางไปฟังที่ศาลายาได้หรือไม่ หรือวงดนตรีที่ดีที่สุดในโลกจะต้องแสดงที่ลอนดอนและเบอร์ลินเท่านั้น

การมีเวลาเตรียมตัวอีกปีกว่า ก็น่าจะเป็นการเตรียมการที่ดีเพียงพอ ถ้าหากว่ายังไม่มีคนดู หรือหาคนดูไม่ได้ ก็เชื่อว่า ประเทศไทยอาจจะต้องใช้เวลาในการพัฒนาสร้างผู้ฟังอีกหลายสิบปีทีเดียว แต่ถ้าคิดว่าเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาที่เรียนดนตรี เปิดโอกาสให้คนที่ชอบดนตรี รักดนตรี ได้ “ลิ้มชิมรสดนตรี” ที่สุดยอดของโลก

ดนตรีที่ดีก็จะเป็นของขวัญของชีวิตมอบให้แก่คนไทยทุกคนด้วย

ก่อนจะถึงวันนั้น มีวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (Thailand Philharmonic Orchestra) จัดแสดงเพื่อฝึกซ้อมให้มิตรรักแฟนเพลง “ฝึกฟัง” ดนตรีคลาสสิกไปพลางก่อน ทุกเพลงที่จะเล่นโดยวงระดับโลก เราก็นำมาเล่นมอบให้ผู้ฟังเสียก่อน เพื่อความคุ้นหู อย่างน้อยก็เป็นแนวทางของเพลงที่จะฟังของแพงในลำดับต่อไป

ในเรื่องบรรยากาศของเพลงคลาสสิก ก็ยังมีรายการพิเศษอีกหลายรายการ ในปี 2560 นี้ ปลายเดือนกันยายน ก็จะมีการแสดงบทเพลงแห่งความตาย (Requiem) บรรเลงโดยวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย แสดงร่วมกับคณะนักร้อง 450 คน และในต้นเดือนพฤศจิกายน 2560 ก็จะมีโอเปร่าเรื่องแรกซึ่งเป็นประวัติศาสตร์การดนตรีคลาสสิกในประเทศไทย โดยจัดขึ้นเพื่อรำลึก 105 ปี ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้พระราชทานการจัดแสดงโอเปร่าขึ้นครั้งแรก เรื่อง “คาวาล์เลอเรีย รูสติกานา” ซึ่งเป็นผลงานของเปสตันยี ควบคุมการบรรเลงโดย อัลเบอร์โต นาซารี

การซ้อมฟังดนตรีคลาสสิกไปพลางๆ ก่อน ก็เป็นการเพิ่มรสนิยมให้ผู้ฟังทั้งประเทศ เพราะเมื่อวงดนตรีที่มีชื่อเสียงของโลกเดินทางมาแสดงในประเทศไทย อย่างน้อยก็พอจะบอกชาวโลกได้ทราบว่า ประเทศไทยบางส่วนก็เจริญแล้วเหมือนกัน