เจาะลึกภารกิจ “สถานีเฝ้าระวังภัยทางรังสี” เกราะป้องกันคนไทยจากบทเรียนระดับโลก สู่ยุคพลังงานอนาคต
เมื่อพูดถึงอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ระดับโลกอย่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล (Chernobyl) และฟูกูชิมะไดอิจิ (Fukushima Daiichi) หลายท่านอาจนึกถึงความรุนแรงและผลกระทบที่ตามมา อุบัติเหตุเหล่านี้ได้ให้บทเรียนที่สำคัญแก่ทั่วโลกว่า เมื่อเกิดการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสี หรือผลผลิตฟิชชันออกสู่สิ่งแวดล้อม
สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการรับมือคือ “สถานีเฝ้าระวังภัยทางรังสี” ทั้งนี้ก็เพื่อการตรวจวัดอัตรารังสีและชนิดของธาตุที่กระจายออกมา ซึ่งจะทำให้เราประเมินผลกระทบและรับมือได้อย่างแม่นยำ
ในยามปกติ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะมีการปล่อยสารกัมมันตรังสีในระดับที่ต่ำมากและอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยตลอดอายุการใช้งาน ซึ่งผู้ประกอบการจะมีสถานีตรวจวัดขนาดเล็กในพื้นที่เพื่อคอยเฝ้าระวังอยู่แล้ว แต่หากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจนระบบป้องกันล้มเหลว สารกัมมันตรังสีปริมาณสูงอาจแพร่กระจายสู่สิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชน สังคม และระบบนิเวศ
นอกจากนี้ ความเสี่ยงไม่ได้มีแค่จากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงสถานประกอบการอื่น ๆ เช่น โรงงานผลิตไอโซโทปทางการแพทย์ โรงงานแปรสภาพยูเรเนียม หรือเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยด้วยเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) จึงได้ดำเนินภารกิจเชิงรุกเพื่อสร้างความมั่นใจและความโปร่งใสในการดูแลความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชน โดยได้ทำการติดตั้ง “สถานีเฝ้าระวังภัยทางรังสี” (Radiological Monitoring Station) จำนวนทั้งสิ้น 20 สถานี ซึ่งครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย
เครือข่ายสถานีของ ปส. มีความทันสมัยและมีระบบการทำงานที่เข้มแข็ง ดังนี้ครับ:
• สถานีจะดำเนินการตรวจวัดระดับรังสีในสิ่งแวดล้อมแบบอัตโนมัติตลอด 24 ชั่วโมงแบบเรียลไทม์ (Real-time)
• ส่งข้อมูลการตรวจวัดตรงเข้าสู่ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีของ ปส.
• มีการเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลระดับสากลของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IRMIS)
• มีการเชื่อมโยงกับเครือข่ายการเฝ้าระวังทางรังสีของอาเซียน (ASEAN-RDEP) เพื่อให้เราสามารถติดตามสถานการณ์ข้ามพรมแดนได้อย่างทันท่วงที
3 ภารกิจหลักของสถานีเฝ้าระวังภัยทางรังสี
1. การตรวจวัดระดับรังสีพื้นหลัง (Background Radiation): ทำการตรวจวัดรังสีที่มีอยู่ตามธรรมชาติในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศไทย เพื่อเก็บเป็นข้อมูลพื้นฐาน (Baseline Data)
2. การตรวจจับอัตรารังสีที่ผิดปกติ (Anomaly Detection): หากมีอุบัติเหตุหรือมีการแพร่กระจายรังสีจากทั้งในและนอกประเทศ ระบบจะส่งสัญญาณเตือนภัยทันทีเมื่อปริมาณรังสีสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน
3. การสนับสนุนการตอบสนองภาวะฉุกเฉิน (Emergency Response): ให้ข้อมูลเชิงพื้นที่และทิศทางการแพร่กระจายของรังสี เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถประเมินความเสี่ยงและอพยพประชาชนได้อย่างทันท่วงที
มองไปสู่อนาคตอันใกล้ ประเทศไทยของเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีพลังงานสะอาดสมัยใหม่ ซึ่งอาจมีการนำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactors – SMR) มาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ทาง ปส. จึงได้เตรียมความพร้อมโดยการยกระดับกรอบการกำกับดูแลความปลอดภัย และกำหนดเขตพื้นที่ฉุกเฉินอย่างเข้มงวด
หัวใจสำคัญในก้าวต่อไปคือ การเตรียมจัดตั้งสถานีเฝ้าระวังภัยทางรังสีนอกพื้นที่ (Off-site Monitoring Station) เพิ่มเติมบริเวณรอบสถานที่ตั้ง SMR เพื่อคอยเฝ้าระวังการแพร่กระจายของรังสี วิเคราะห์ชนิดของนิวไคลด์ และประเมินปริมาณรังสีเพื่อความปลอดภัยรอบนอกพื้นที่ควบคุม
ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้หน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยสามารถประกาศเขตอพยพหรือแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างแม่นยำ
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเฝ้าระวังรังสีนี้ จึงเป็นหลักประกันที่สำคัญยิ่งในการปกป้องชีวิตประชาชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวไปสู่ความมั่นคงทางพลังงานได้อย่างยั่งยืนและปลอดภัยครับ

สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) – กำกับดูแลความปลอดภัย เพื่อความมั่นใจของประชาชน และมองความปลอดภัยของประชาชนและประเทศชาติมาเป็นที่หนึ่ง รวมถึงในภารกิจที่ไม่เคยมีใครรู้จัก พวกเราทำงานเสมือนปิดทอง เพื่อปกป้องประเทศความมั่นคงปลอดภัย และเพื่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมมีความปลอดภัยสูงสุด ครับ



