ปีนี้น่าจะเป็นปีที่การรำลึก “เหตุการณ์เดือนตุลาฯ” มีความสลับซับซ้อนมากเป็นพิเศษ
ด้วยข้อถกเถียงเรื่องของความหมายและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ครบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่ออกมาจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะในสังคมออนไลน์
กลายเป็นว่ายิ่งรำลึกถึง 6 ตุลาฯ เหตุการณ์ยิ่งซับซ้อน ความเกี่ยวพันและมุมมองในเรื่องของ 6 ตุลาฯจากหลายฝ่าย
และปีนี้อาจจะเรียกได้ว่า เราเห็นได้ชัดเจนขึ้นว่าคนที่เข้าร่วม 6 ตุลาฯมีจากหลายกลุ่มหลายฝ่าย มากกว่าที่เคยทราบมาก่อนจากบันทึกของปีที่ผ่านๆ มา
ในแง่นี้ก็อาจทำให้เราคิดได้เพิ่มขึ้นว่าฝ่ายรัฐเองในช่วงเวลา 6 ตุลาฯก็น่าจะมีหลายฝ่ายเช่นกัน และหลังเหตุการณ์แล้วพวกเขามีพลวัตอย่างไร เขาปรับตัวอย่างไร
ความท้าทายของการรำลึกเหตุการณ์เดือนตุลาฯในปีนี้จึงมีทั้งเรื่องของการรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาฯเอง
มีทั้งข้อถกเถียงถึงเรื่องของ “การชำระประวัติศาสตร์ 6 ตุลาฯ” เพื่อถกเถียงหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในเรื่องของเบื้องหลังเหตุการณ์
มีทั้งการตั้งคำถามถึงความหมายและผลพวงของเหตุการณ์ที่มาจนถึงวันนี้ จนอาจจะเรียกได้ว่า ในช่วงหลังๆ มานี้เหตุการณ์ 6 ตุลาฯเริ่มถูกรำลึกและสืบสานต่อโดยคนรุ่นหลังมากขึ้น เริ่มตั้งแต่ตัวผู้จัดเองจากกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องโดยตรง มาจนถึงกลุ่มที่สืบสานปณิธานของคน 6 ตุลาฯ
และการตีความว่าวันนี้เหตุการณ์ 6 ตุลาฯยังมีอิทธิพลอย่างไรต่อการเมืองไทยในปัจจุบันในส่วนไหนบ้าง
แต่ทั้งนี้ เรื่องที่จะต้องคิดต่อยังมีอีก 2 เรื่อง
เรื่องแรกคือ ตำแหน่งแห่งที่ของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯกับเหตุการณ์อื่นๆ ในเดือนตุลาฯ อาทิ เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 หรือเหตุการณ์ 16 ตุลาฯ 2563 ที่หมายถึงม็อบเยาวชนและการปราบปรามที่แยกปทุมวัน
ขณะที่แต่ก่อนนั้นเหตุการณ์ 16 ตุลาฯ ไม่มี เป็นเรื่องของความสับสนระหว่างเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 16และ 6 ตุลาฯ 19
เกร็ดเล็กๆ ที่อยากแบ่งปันก็คือ เมื่อปีที่ผ่านมาผมออกข้อสอบเรื่องการเมืองไทย แล้วถามเรื่องความเหมือนและต่างของเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 6 ตุลาฯ และ 16 ตุลาฯ แล้วพบว่าเอไอยังไม่เข้าใจเหตุการณ์การชุมนุมและการล้อมปราบ 16 ตุลาฯเมื่อปี’63 ว่ามันหมายถึงอะไรด้วยซ้ำ
มาจนถึงวันนี้ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ 6 ตุลาฯจะเป็นเสมือนศูนย์กลางของการรำลึกเหตุการณ์เดือนตุลาฯมากกว่า ทั้ง 14 ตุลาฯ 16 และ 16 ตุลาฯ 63 ทั้งในแง่สำนึกทางประวัติศาสตร์และในแง่ของเสียงและข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์
ถ้าลองมองย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน ผมจำได้อย่างเลือนรางว่า เคยมีการประกาศสมัยรัฐบาลชวนให้วันที่ 14 ตุลาฯ เป็น “วันประชาธิปไตย” และในท้ายที่สุดเหมือนกับจะตกลงกันว่า คำว่าประชาธิปไตยเฉยๆ จะไม่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย เลยให้กลายเป็น “วัน 14 ตุลาฯประชาธิปไตย” แทน
ไปๆ มาๆ การเชื่อมโยงความหมายของ “14 ตุลาฯประชาธิปไตย” ดูจะไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่ในยุคนี้ การชุมนุมในยุคหลังมีการร้อยเรียงประวัติศาสตร์ 2475 และ 6 ตุลาฯ 2519 เข้ากับสายธารประวัติศาสตร์ เพื่อสร้างสำนึกและการเรียกร้องต่อประชาธิปไตยมากกว่า
ตั้งแต่ก่อนยุคม็อบเยาวชน 63 ก็มีเรื่องของการสถาปณาคณะราษฎรสอง และหมุดคณะราษฎรมาหลายปี และเมื่อเหตุการณ์ในยุคม็อบเยาวชน การเรียกชื่อคณะผู้ก่อการบางกลุ่มว่าคณะราษฎร และการฉายภาพสารคดีเหตุการณ์ล้อมปราบนักศึกษาในธรรมศาสตร์ที่ลานพญานาค ก็ทำให้เห็นว่าเหตุการณ์ 6 ตุลาฯดูจะมีบทบาทต่อสำนึกของแกนนำเยาวชนอยู่ไม่น้อย
หรือถ้าย้อนกลับไปสัก 10 ปีที่แล้ว เมื่อมีการเปลี่ยนมุมมองการรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาฯจากการรำลึกเรื่องอดีตมาเป็นการพูดถึงมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่จุฬาฯ ที่มีการเชิญผู้นำเยาวชนของฮ่องกงมากล่าวปาฐกถา แต่ถูกสกัดที่ท่าอากาศยาน ก็เป็นอีกเกร็ดประวัติศาสตร์หนึ่ง
จากยุคสมัยที่เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ เคยเป็นศูนย์กลางของการรำลึกถึงเหตุการณ์เดือนตุลาฯ และเหตุการณ์ 6 ตุลาฯเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากพูดถึง หรือเป็นเรื่องของความเงียบและจำได้ยาก
มาจนถึงวันนี้ที่เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ดูกลายเป็นความผิดพลาด และถูกมองข้ามไปจนถึงกับงานรำลึกนั้นแทบไม่มีใครให้ความสนใจเท่าไหร่เมื่อเทียบกับงาน 6 ตุลาฯ
และงาน 16 ตุลาฯ ซึ่งน่าจะเชื่อมกับสำนึกของคนรุ่นใหม่กลายเป็นไม่มีคนพูดถึงโดยตัวของเหตุการณ์เอง เมื่อเทียบกับการเชื่อมโยง “ผลพวง” ของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 19 กับสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม การทำความเข้าใจกับเหตุการณ์เดือนตุลาฯทั้ง 3 เหตุการณ์ (และยังมีเหตุการณ์ตุลาฯ “ในทิศทางอื่น” อีก) ก็ต้องการจะชี้ให้เห็นว่าในปีนี้อาจเป็นไปได้ว่าในทางหนึ่งมีข้อถกเถียงอย่างมากมายในตัวของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯเอง
แต่ในอีกทางหนึ่งก็ต้องไม่ลืมว่าเหตุการณ์ตุลาฯวันอื่นๆ มันเชื่อมโยงสัมพันธ์กันมากน้อยอย่างไร และมีนัยสำคัญต่อการเมืองไทยในวันนี้มากน้อยแค่ไหน
ในทางหนึ่งผมเริ่มเหนื่อยแรงกับการมองประวัติศาสตร์ในฐานะสายธารที่ต่อเนื่องกัน หรือเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่หมุนวนไปอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก
ในอีกทางหนึ่งผมรู้สึกมีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้นจากการอ่านข้อมูลและข้อถกเถียงมากมายในปีนี้ แต่ไม่ได้ไปคิดว่าเวอร์ชั่นไหนของประวัติศาสตร์มันถูกต้องกว่ากัน เพียงแต่พยายามทำความเข้าใจว่าประวัติศาสตร์ 6 ตุลาฯมันมีความหมายกับผู้เล่าอย่างไร และมีความหมายกับผมอย่างไร
และทำไมเรื่องตุลาฯในมุมอื่นๆ ถึงไม่ค่อยเป็นที่สนใจ ทั้งที่หลายคนยังได้รับผลกระทบจากม็อบเยาวชนเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านอยู่ ทั้งในส่วนของคนที่ออกไปอยู่นอกประเทศ หรืออยู่ระหว่างดำเนินคดี
รวมทั้งคนที่มีอำนาจในวงการการเมืองในวันนี้ พวกเขาและเครือข่ายของเขาเชื่อมโยงอย่างไรกับเหตุการณ์เดือนตุลาฯทั้ง 3 เหตุการณ์ (และเหตุการณ์เดือนตุลาฯอื่นๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึง)
นอกจากนี้แล้วยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่อาจจะไม่ได้ซ้อนทับกันพอดีกับการรำลึกเหตุการณ์เดือนตุลาฯ และ 6 ตุลาฯ โดยเฉพาะเจาะจง แต่การพยายามนิยามฝ่ายขวา และอนุรักษนิยมในห้วงขณะนี้กลับน่าสนใจอยู่ไม่น้อย
ซึ่งผมเองก็ไม่มีคำตอบว่าทำไม มีแต่ข้อสงสัยว่าความสนใจเรื่องอนุรักษนิยมคืออะไร มันเชื่อมโยงกับเงื่อนไขเหตุการณ์ทางการเมืองอะไรในรอบทศวรรษ
ที่ผ่านมานี้บ้าง
ท้ายที่สุดที่อยากกล่าวถึงเป็น 2 เรื่องสุดท้ายที่ผมยังคิดไม่ตกจากเรื่องราวในเดือนตุลาฯในปีนี้
เรื่องแรกคือ เราจะสามารถจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของความรุนแรงในการเมืองได้มากน้อยแค่ไหน และด้วยเงื่อนไขทางการเมืองอย่างไร
เรื่องที่สองคือ ในการรณรงค์ทางการเมืองและการกระทำทางการเมืองอย่างหนึ่งอย่างใดนั้น เรามีเงื่อนไขอย่างไรในการให้ความชอบธรรมกับการกระทำของเรา เราต้องตั้งเงื่อนไขว่าเราจะสามารถทำอะไรสักอย่างได้ในเงื่อนไขที่เราต้องเป็นผู้ถูกกระทำหรือไม่
และความท้าทายในการพูดถึงความขัดแย้งทางการเมืองจนถึงวันนี้ก็ยังหนีไม่พ้นจินตกรรมเรื่องของ “สงคราม” อยู่ดี

