หน้าแรก บทความ น้ำท่วม: เราห...

น้ำท่วม: เราห้ามฝนไม่ได้ แต่ป้องกันความสูญเสียได้

24.10.26 | 09:07 น.

น้ำท่วม: เราห้ามฝนไม่ได้ แต่ป้องกันความสูญเสียได้

สาขาวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี


ประธานโครงการเครือข่ายเฝ้าระวังภัยพิบัติลุ่มน้ำปัตตานี/ผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการ

ทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ เรามักเห็นภาพประชาชนขนย้ายสิ่งของ รถยนต์จมน้ำ ถนนถูกตัดขาด และหน่วยงานต่างๆ ระดมกำลังเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย คำถามที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ เหตุใดเราจึงยังประสบความสูญเสียจากน้ำท่วม ทั้งที่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีพยากรณ์อากาศ ดาวเทียม เรดาร์ตรวจฝน และแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่ก้าวหน้าไปมาก

คำตอบสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าเรามีข้อมูลมากน้อยเพียงใด แต่อยู่ที่ว่า เราสามารถเปลี่ยนข้อมูลเหล่านั้นให้กลายเป็นการตัดสินใจและการป้องกันความสูญเสียได้ทันเวลาหรือไม่

Advertisement

น้ำท่วมไม่ได้เกิดจากฝนเพียงอย่างเดียว

น้ำท่วมเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากปัจจัยหลายประการทำงานร่วมกัน ทั้งปริมาณและความเข้มของฝน ลักษณะภูมิประเทศ ความสามารถในการซึมน้ำของดิน การใช้ประโยชน์ที่ดิน แม่น้ำลำคลอง ระบบระบายน้ำ สิ่งก่อสร้าง และระดับน้ำทะเล

ฝนตก 200 มิลลิเมตรในพื้นที่ภูเขา ย่อมสร้างผลกระทบต่างจากฝนปริมาณเท่ากันในเขตเมืองที่เต็มไปด้วยถนนและอาคาร ขณะเดียวกัน พื้นที่หนึ่งอาจเกิดน้ำท่วมทั้งที่ฝนไม่ได้ตกหนักในพื้นที่นั้นเลย เพราะได้รับน้ำจากต้นน้ำที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบกิโลเมตร

การทำความเข้าใจน้ำท่วมจึงต้องมองทั้งระบบลุ่มน้ำ ตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะขอบเขตจังหวัดหรืออำเภอ

น้ำไม่มีพรมแดนการปกครอง แต่มนุษย์กลับบริหารจัดการน้ำตามพรมแดนที่กำหนดขึ้นเอง

นี่เป็นข้อจำกัดสำคัญประการหนึ่งของการจัดการภัยพิบัติ โดยเฉพาะเมื่อการระบายน้ำของพื้นที่หนึ่งอาจเพิ่มภาระให้พื้นที่ปลายน้ำอีกแห่งหนึ่ง หากขาดการวางแผนร่วมกัน

อย่ามองเอลนีโญและลานีญาเป็นคำตอบของทุกเหตุการณ์

อีกประเด็นที่ควรทำความเข้าใจคือ ปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญาไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของน้ำท่วมทุกครั้ง แต่เป็นปัจจัยภูมิอากาศพื้นหลังที่มีอิทธิพลต่อแนวโน้มฝนในระดับภูมิภาคและฤดูกาล

หากเปรียบเทียบระบบภูมิอากาศกับการแสดงมโนราห์ เอลนีโญ ลานีญา และปรากฏการณ์มหาสมุทรอินเดียไดโพล หรือ IOD เปรียบเสมือนฉากหลัง ขณะที่ร่องมรสุม หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง พายุ และมรสุม เปรียบเสมือนตัวละครที่กำลังแสดงบทบาทอยู่บนเวที

แม้ฉากหลังจะมีอิทธิพลต่อการแสดง แต่เหตุการณ์ฝนตกหนักเฉพาะช่วงเวลาและพื้นที่ต้องพิจารณาบทบาทของระบบอากาศที่เกิดขึ้นจริงด้วย

ดังนั้น การอธิบายว่าน้ำท่วมเกิดจากเอลนีโญหรือลานีญาเพียงอย่างเดียว อาจทำให้ประชาชนเข้าใจกลไกของภัยพิบัติคลาดเคลื่อน และอาจนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงที่ไม่รอบด้าน

จากการพยากรณ์ฝน สู่การพยากรณ์น้ำท่วม

ปัจจุบันเราสามารถใช้ข้อมูลเรดาร์ ดาวเทียม สถานีตรวจวัดฝน และแบบจำลองอุตุนิยมวิทยา เพื่อติดตามและคาดการณ์ฝนล่วงหน้าได้ แต่การทราบว่าฝนจะตกหนักเท่าใดยังไม่เพียงพอสำหรับการป้องกันภัยพิบัติ

ประชาชนไม่ได้ต้องการทราบเพียงว่าฝนจะตก 100 หรือ 200 มิลลิเมตร หากต้องการทราบว่า บ้านของตนจะท่วมหรือไม่ น้ำจะลึกเท่าใด จะมาถึงเมื่อไร และมีเวลาเตรียมตัวอีกกี่ชั่วโมง

นี่คือเหตุผลที่ประเทศไทยควรเปลี่ยนจากการพยากรณ์สภาพอากาศเพียงอย่างเดียว ไปสู่การพยากรณ์ผลกระทบจากภัยพิบัติ หรือ Impact-Based Forecasting

แนวทางดังกล่าวสามารถใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์คำนวณการไหลของน้ำจากข้อมูลฝน ภูมิประเทศ แม่น้ำ การใช้ที่ดิน และสิ่งก่อสร้าง เพื่อประเมินพื้นที่เสี่ยง ความลึก ความเร็ว และเวลาที่น้ำอาจเดินทางมาถึง

จากประสบการณ์การวิจัยและพัฒนาระบบจำลองน้ำท่วมผ่าน ROD Platform ผมเห็นว่าเป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการสร้างแผนที่แสดงบริเวณน้ำท่วม แต่คือการทำให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สามารถสนับสนุนการตัดสินใจของหน่วยงานและประชาชนได้จริง ทั้งนี้ ผลการคาดการณ์ต้องผ่านการตรวจสอบกับข้อมูลภาคสนามและสื่อสารความไม่แน่นอนอย่างเหมาะสม

การป้องกันต้องเริ่มก่อนวันที่น้ำจะท่วม

การจัดการน้ำท่วมที่มีประสิทธิภาพต้องดำเนินการตั้งแต่ช่วงที่สถานการณ์ยังปกติ ไม่ใช่รอให้เกิดน้ำท่วมแล้วจึงเริ่มระดมเครื่องสูบน้ำ กระสอบทราย และกำลังเจ้าหน้าที่

การวางผังเมืองต้องคำนึงถึงเส้นทางน้ำหลาก การรักษาพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติ การปรับปรุงคลองระบายน้ำ และการออกแบบถนนหรือสิ่งก่อสร้างที่ไม่กีดขวางการไหลของน้ำ

ถนนบางสายอาจทำหน้าที่เป็นคันกั้นน้ำโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้เกิดน้ำท่วมสะสมด้านหนึ่ง ขณะที่อีกด้านหนึ่งมีน้ำไม่มากนัก การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานจึงควรพิจารณาทั้งประโยชน์ด้านการคมนาคมและการระบายน้ำร่วมกัน

ที่สำคัญ การป้องกันภัยพิบัติต้องเชื่อมโยงจากระดับลุ่มน้ำไปสู่จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน และครัวเรือน โดยให้ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าถึงข้อมูลความเสี่ยงที่สอดคล้องกัน

ระบบเตือนภัยที่ดีต้องไม่จบเพียงการแจ้งว่า “ฝนตกหนัก” แต่ควรบอกได้ว่าพื้นที่ใดเสี่ยง น้ำอาจมาถึงเมื่อไร ประชาชนควรทำอะไร และเส้นทางอพยพใดยังปลอดภัย

โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือล่วงหน้าก่อนเส้นทางสัญจรถูกตัดขาด

เปลี่ยนจากการช่วยเหลือหลังน้ำท่วม สู่การลดความสูญเสียก่อนเกิดเหตุ

ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับแนวคิดการจัดการภัยพิบัติจากการตั้งรับเป็นการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ใช้ข้อมูลและวิทยาศาสตร์สนับสนุนการตัดสินใจ จัดการน้ำร่วมกันทั้งลุ่มน้ำ และสร้างระบบเตือนภัยที่เชื่อมโยงไปถึงประชาชน

เทคโนโลยีที่ดีที่สุดไม่จำเป็นต้องเป็นระบบที่ซับซ้อนที่สุด แต่ต้องเป็นระบบที่ทำให้ผู้เกี่ยวข้องมองเห็นความเสี่ยง เข้าใจสถานการณ์ และตัดสินใจได้ทันเวลา

เราคงไม่สามารถหยุดฝนที่กำลังจะตก ห้ามแม่น้ำไม่ให้มีน้ำหลาก หรือกำจัดน้ำท่วมออกจากประเทศไทยได้ทั้งหมด แต่เราสามารถลดความเสี่ยง ลดความเปราะบาง และเตรียมความพร้อมเพื่อลดความสูญเสียได้

ความสำเร็จของการจัดการภัยพิบัติไม่ควรวัดเพียงว่าเราช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้มากเพียงใดหลังน้ำท่วม แต่ควรวัดว่าเราสามารถป้องกันไม่ให้ประชาชนต้องกลายเป็นผู้ประสบภัยได้มากเพียงใดตั้งแต่แรก

เพราะท้ายที่สุดแล้ว การจัดการน้ำท่วมที่ดีไม่ใช่การเอาชนะธรรมชาติ แต่คือการเรียนรู้ เข้าใจ และออกแบบวิธีอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างปลอดภัยและยั่งยืน

ผศ.ดร.สมพร ช่วยอารีย์