ปิดฉากลงไปแล้ว การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569
เครดิตแรกของงานนี้ ต้องยกให้ข้าราชการกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นกำลังหลักบริหารงานทั้งองคาพยพ ร่วมกับทีมธนาคารแห่งประเทศไทย และมดงานอีกนับหมื่นชีวิตที่เราอาจไม่เคยเห็นหน้า ตัวเลขพูดแทนได้ดีกว่าคำบรรยายใด ๆ มีผู้ลงทะเบียนกว่า 20,000 คน สูงกว่าเป้าราว 27% และเป็นสถิติสูงสุดเท่าที่เคยมีมา ราวหกในสิบเป็นผู้แทนระดับสูงหรือกลุ่มที่ใช้จ่ายสูง และอยู่เมืองไทยกันเฉลี่ยถึงเก้าวัน
คำชมจากเจ้าของงานอย่าง คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการใหญ่ IMF บอกว่าไทยได้เหรียญทองในครั้งนี้ ส่วน อาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก ถึงกับบอกว่าที่นี่ทำให้คนที่เห็นต่างกันลงเรือลำเดียวกันได้ เหมือนได้อยู่บ้านหลังที่สอง
และอีกเครดิตที่ขอชื่นชมต้องยกให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ไม่ได้ใช้เวทีนี้แค่ยืนต้อนรับแขกให้ดูดี แต่ใช้เป็นโอกาสขยับตัวเองจากคนที่นั่งรอให้คนอื่นกำหนด มาเป็นคนตั้งโจทย์บ้าง โจทย์ที่ว่า คุณจะเป็นอาหารบนโต๊ะ หรือจะเป็นคนจัดโต๊ะ การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ ผมมองว่าคือความพยายามของไทยที่จะลุกขึ้นมาเป็นคนจัดโต๊ะบ้าง ไม่ใช่คนที่ถูกนั่งกิน
ผมมองว่าตรงนี้แหละคือจุดที่น่าชมที่สุด ไม่ใช่ความอลังการของงาน แต่คือการที่ไทยกล้าตั้งวาระให้วงสนทนาระดับโลก ตั้งแต่ช่วงต้นของการประชุม นายเอกนิติฯ ขึ้นเวทีว่าด้วยการสร้างความแข็งแกร่งในโลกที่แตกเป็นเสี่ยงร่วมกับผู้นำ IMF และธนาคารโลก ชวนคิดว่าในโลกที่ผันผวนแบบนี้ ความมั่นคงของชาติไม่ได้หมายถึงแค่ทหารหรือชายแดนอีกต่อไปแล้ว แต่หมายถึงภูมิคุ้มกันของประเทศต่อวิกฤตหนี้ วิกฤตพลังงาน และภัยการเงินที่ข้ามพรมแดนมาถึงตัวเราได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว
ลองนึกดูว่าทุกวันนี้น้ำมันขึ้นทีหนึ่ง ดอกเบี้ยโลกขยับทีหนึ่ง หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรมา ใครเดือดร้อนบ้าง คำตอบคือคนธรรมดาอย่างเรา ๆ นี่แหละ ไทยจึงเสนอกรอบที่ฟังง่ายว่า ประคองเศรษฐกิจให้มั่นคงในวันนี้ เร่งเปลี่ยนผ่านตั้งแต่ตอนนี้ และลงทุนเพื่อวันข้างหน้า ที่ทำให้กรอบนี้มีน้ำหนักก็คือ กอร์เกียวาเองยังยืนยันว่าไทยเดินถูกทางเรื่องวินัยการคลัง ดูได้จากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสิบปีของเราที่อยู่ราว 2.3–2.4% ขณะที่ของสหรัฐฯ ทะลุ 5% ไปแล้ว
แต่ช่วงเวลาที่ผมว่าคนไทยหลายคนน่าจะขนลุกไม่ต่างกัน คือตอนปิดการประชุม เมื่อคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการใหญ่ IMF อัญเชิญพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ขึ้นกล่าวต่อหน้าผู้แทนกว่า 190 ประเทศ ใจความว่า ประโยชน์และผลลัพธ์ที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นไดด้วยตัวเอง แต่ต้องค่อยๆ สร้างขึ้น สั่งสม และพัฒนาให้มั่นคงแข็งแรงขึ้นตามกาลเวลา
ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของ IMF ในการยกระดับคุณภาพชีวิต ซึ่งไม่อาจสำเร็จได้ด้วยการดำเนินงานของประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพังต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างกัน เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มาจากนิทรรศการที่ไทยตั้งใจจัดแสดงหลักการทรงงานและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไว้ในงาน ถ้าจะวัดกันเป็นตัวเงิน ผมว่าซื้อโฆษณาเท่าไรก็ได้ภาพแบบนี้มาไม่ได้
คำชม ผมขอจบไว้เพียงเท่านี้ เพราะสิ่งที่อยากชวนคุยจริง ๆ อยู่หลังจากนี้
ชวนขบคิดอย่างนี้ครับว่า พระบรมราโชวาทที่กอร์เกียวานำกลับไปวอชิงตันนั้น ถ้าเราฟังให้ดี มันไม่ได้พูดกับ IMF อย่างเดียว แต่พูดกับเราด้วย ผลที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นเอง มันต้องสั่งสมจากการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยพูดไว้บนเวทีโลกหลายเรื่อง และเมื่อพูดต่อหน้าคนจาก 190 ประเทศแล้ว คำพูดเหล่านั้นก็ไม่ใช่แค่การประชาสัมพันธ์อีกต่อไป แต่กลายเป็นสัญญาที่ทั้งโลกจะคอยจับตาว่าเราทำได้จริงหรือเปล่า
รัฐบาลให้ความหวังว่านี่คือ Second takeoff การทะยานขึ้นครั้งที่สองของประเทศไทย ผมเองก็เคยให้ความเห็นไว้ว่า เมื่อ 35 ปีก่อนโลกเคยมองเราเป็นเสือตัวที่ห้าแห่งเอเชีย แล้วหลังจากนั้นบทบาทของเราในเวทีการทูตก็ค่อย ๆ เลือนหายไป การได้เป็นเจ้าภาพครั้งนี้จึงเหมือนสัญญาณไฟของไทยเริ่มกลับมากะพริบบนจอเรดาร์โลกอีกครั้ง เป็นสตาร์ทที่ดี การบินขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2534 นั้นเราอาจจะบินเร็วเกินไปจนเจอวิกฤตปี 2540 ครั้งนี้จึงต้องทำและทำแล้วต้องให้ดีและต่อเนื่อง
พร้อมกันนั้นรัฐบาลก็วางบทบาทใหม่ให้ไทยเป็นตัวเชื่อมที่ได้รับความไว้วางใจ หรือ Trusted Connector ซึ่งผมว่าน่าสนใจมาก เพราะไทยเป็นประเทศขนาดกลาง หรือ Middle Power เราไม่ได้ใหญ่ขนาดจะไปกำหนดนโยบายให้ใคร แต่ก็ไม่ได้เล็กจนต้องเดินตามทุกคน การวางตัวเป็นสะพานระหว่างมหาอำนาจกับประเทศเล็ก ในโลกที่กำลังแบ่งขั้วกันหนักขึ้นทุกวัน จึงเป็นการทูตแบบใหม่ที่เหมาะกับขนาดตัวของเรา
ฟังแล้วคล้อยตามครับ และอยากเชื่อด้วย แต่ถ้าจะให้เชื่อกันสุดหัวใจ ต้องเอาตัวชี้วัดมาบอกกันหน่อย
คนที่พูดเรื่องนี้ไว้ดีที่สุดก็คือ รองนายกฯ เอกนิติ ในเวทีหนึ่งช่วงท้ายของการประชุม ที่เสนอให้ประเทศอาเซียนตั้งตัวชี้วัดร่วมกันและทำแผนงานแบบหลายปี เหตุผลที่ให้ไว้ตรงใจมาก คือถ้าต่างคนต่างทำตามวาระของตัวเองปีต่อปี สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีแต่การพูดโดยไม่ลงมือทำ ผมเห็นด้วยทุกคำ และคิดว่าหลักเดียวกันนี้ควรย้อนกลับมาใช้กับคำมั่นของไทยเองด้วย
ข่าวดีคือหลายเรื่องรัฐบาลตั้งเป้าเป็นตัวเลขไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการพาเศรษฐกิจกลับไปโตเกินสามเปอร์เซ็นต์ภายในสี่ปี การยกอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันจากที่ 26 ขึ้นไปอยู่ใน 20 อันดับแรกของโลก หรือการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP จาก 22% เป็น 30% ที่ยังขาดอยู่คือเส้นทางว่าแต่ละปีเราควรไปถึงตรงไหน และถ้าหลุดเป้าจะแก้อย่างไร
ส่วนคำว่าตัวเชื่อมที่ได้รับความไว้วางใจ ผมยอมรับว่าเป็นเรื่องที่วัดยากที่สุด แต่ยิ่งวัดยากก็ยิ่งต้องนิยามให้ชัด ไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็นคำสวยๆ ที่ใครจะตีความอย่างไรก็ได้ อย่างน้อยเราน่าจะดูได้ว่า บรรดาการพบหารือทวิภาคีตลอดสัปดาห์นี้ มีกี่เรื่องที่ลงมือทำจริงภายในหนึ่งปี ตัวชี้วัดร่วมของอาเซียนที่เสนอ จะถูกรับเป็นมติได้หรือไม่ในปีหน้าที่สิงคโปร์เป็นประธาน ก่อนที่ไทยจะรับไม้ต่อในปี 2571 intra trade การค้าระหว่างกันในอาเซียนที่ติดหล่มอยู่ราว 22% มานาน ขณะที่ยุโรปไปไกลกว่า 60% แล้ว จะขยับขึ้นได้จริงแค่ไหน
ขณะที่หันกลับมามองเรื่องที่ใกล้ตัวคนไทยที่สุดน่าจะเป็นเรื่องแก๊งมิจฉาชีพ ครั้งนี้ไทยได้คำชมจากประธานเฟดสหรัฐฯ ‘เควิน วอร์ซ’ ในความพยายามครั้งนี้ โดยเราเอาข้อมูลของตำรวจ ก.ล.ต. แบงก์ชาติ และกระทรวงการคลังมาต่อจุดเชื่อมกัน (Connect the Dots) จนกลายเป็นพิมพ์เขียวที่ตั้งชื่อว่า Bangkok Blueprint ให้ประเทศอื่นนำไปใช้ ฟังแล้วก็ภูมิใจ แต่ถ้าถามป้าข้างบ้านที่เพิ่งโดนหลอกโอนเงินไป สิ่งที่แกอยากรู้คงไม่ใช่ว่าใครชมเรา แต่คือความเสียหายลดลงไหม อายัดบัญชีได้เร็วขึ้นหรือยัง และเงินที่โดนหลอกไปได้คืนจริงสักกี่บาท
เช่นเดียวกับ ‘นกกระซิบ’ AI ตัวเล็ก ๆ ที่ช่วยพ่อค้าแม่ค้าดูยอดขาย ดูต้นทุน จนประธานธนาคารโลกขอนำไปเป็นกรณีศึกษา ผมชอบแนวคิดนี้มาก เพราะ AI ไม่จำเป็นต้องคิดใหญ่หรือกินพลังงานมหาศาลเสมอไป AI ตัวเล็กที่ไปช่วยคนได้จริงก็สร้างผลกระทบได้จริงเหมือนกัน รัฐบาลบอกว่าช่วยคนตัวเล็กได้กว่าล้านคน ผมก็อยากรู้ต่อว่าในล้านคนนั้นมีกี่คนที่ใช้อยู่จริงทุกวัน ไม่ใช่แค่โหลดแล้วทิ้งไว้ มีกี่คนที่ได้สินเชื่อในระบบจากข้อมูลการค้าขายของตัวเองแทนที่จะต้องไปพึ่งเงินนอกระบบ และรายได้ของเขาดีขึ้นจริงหรือเปล่า เพราะนั่นคือความหมายที่แท้จริงของคำว่า AI ตัวเล็กแต่สร้างผลกระทบใหญ่
ส่วนโครงการเมืองคาร์บอนต่ำที่จับมือกับธนาคารโลกและธนาคารกรุงไทย หรือสายส่งไฟฟ้าอาเซียนที่จะส่งไฟพลังน้ำจากลาวผ่านไทยไปถึงสิงคโปร์ ผมอยากให้วัดกันที่เงินทุนที่ระดมได้จริงกับก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงได้จริง มากกว่าจะวัดจากจำนวนบันทึกความเข้าใจที่เซ็นกันไว้ เพราะ MOU นั้นเซ็นง่าย แต่ทำยาก เรื่องการลงทุนก็ทำนองเดียวกันเรื่องการลงทุนก็ทำนองเดียวกันงานต่อจากนี้คือการแปลงความสนใจของต่างชาติให้กลายเป็นเม็ดเงินลงทุนจริง และรื้ออุปสรรคทั้งกฎระเบียบ ความเชื่องช้าของระบบราชการ และทักษะแรงงาน วิธีการที่วัดกันตรง ๆ เลยก็คือว่า เงินลงทุนเข้ามาจริงเท่าไร กฎถูกรื้อไปกี่ฉบับ และขออนุญาตทำธุรกิจเร็วขึ้นกี่วัน รวมถึงเปิดให้เห็นด้วยว่าการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้สร้างผลตอบรับและดึงเม็ดเงินมาจริงได้เท่าไร
อีกเรื่องที่ผมว่าไม่ควรมองข้าม คือในสัปดาห์เดียวกันนั้นมีเวทีที่ภาคประชาสังคมได้เข้าไปสะท้อนผลกระทบจากโครงการต่างๆ ถึงผู้บริหารธนาคารโลกโดยตรง ซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจว่า การเป็นตัวเชื่อมที่ได้รับความไว้วางใจนั้น ไม่ได้แปลว่าเชื่อมแค่กับมหาอำนาจหรือคนบนเวทีเท่านั้น แต่ต้องเชื่อมนโยบายข้างบนลงมาถึงคนตัวเล็กข้างล่างด้วย เหมือนเราคบเพื่อนนั่นแหละครับ ‘คนนอกจะไว้ใจเราได้นาน ก็ต่อเมื่อคนในบ้านไว้ใจเราก่อน’
มาถึงตอนนี้ท่านคงพอเห็นแล้วว่า ผมไม่ได้ตั้งใจจะไปจับผิดอะไร แต่อยากเห็นคำชมเหรียญทองครั้งนี้ไม่ถูกเก็บเข้าตู้โชว์แล้วปล่อยให้ฝุ่นจับ เชื่อว่า รัฐบาลเองก็กำลังเตรียมต่อยอดไปเวทีเศรษฐกิจโลกที่ดาวอสต้นปีหน้า ซึ่งผมว่าเป็นจังหวะที่ดีมากที่จะรายงานความคืบหน้าครั้งแรกให้ทั้งโลกและคนไทยได้เห็น จะดีกว่านั้นอีกถ้ามีที่สักแห่งให้ประชาชนเปิดดูได้ว่า ทุกเรื่องที่พูดไว้บนเวทีครั้งนี้มีเป้าอะไร ใครรับผิดชอบ ต้องเสร็จเมื่อไร แล้วรายงานกันทุกหกเดือน ครบปีก็สรุปให้ฟัง เรื่องไหนทำไม่ได้ก็บอกกันตรงๆ ว่าเพราะอะไรและจะปรับอย่างไร
ผมเชื่อว่า คนไทยมีภูมิคุ้มกันขึ้นเยอะ เรารับความจริงได้ แต่จะให้เล่นโปรโมทแล้วหายไปเงียบๆ อันนี้รับไม่ได้จริงๆ



