ในพงศาวดารไทยมีเรื่องเล่าถึงพระยาโหราธิบดี ถวายคำทำนายก่อน สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาแห่งพม่า โดยคำทำนายนั้นเกี่ยวข้องกับความฝันเรื่องจระเข้ และชัยชนะในการศึก
ตามเรื่องราวในพงศาวดาร ก่อนการศึกครั้งสำคัญ สมเด็จพระนเรศวรทรงพระสุบินว่า…
มีน้ำท่วมป่ามาจากทิศตะวันตก
พระองค์ทรงลุยน้ำไปพบจระเข้ขนาดใหญ่
เกิดการต่อสู้กับจระเข้ และพระองค์ทรงประหารจระเข้ตัวนั้นได้
เมื่อทรงให้โหรทำนายพระสุบิน พระยาโหราธิบดีถวายคำพยากรณ์ว่าจะเกิดมหายุทธสงคราม มีการทำยุทธหัตถี และสมเด็จพระนเรศวรจะทรงมีชัยเหนือข้าศึก
เอกสารที่ตรวจสอบเรื่องนี้ได้โดยตรงคือ พงศาวดารเรื่องไทยรบพม่า ครั้งกรุงศรีอยุธยา พระนิพนธ์ สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ.2463
สมเด็จพระนเรศวรน่าจะทรงให้ความสำคัญกับโหรในฐานะผู้คำนวณฤกษ์ยามและผู้ให้คำปรึกษาตามธรรมเนียมราชสำนัก แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าพระองค์ทรงเชื่อคำพยากรณ์อย่างเคร่งครัด หรือทรงใช้คำทำนายเป็นตัวกำหนดการตัดสินพระทัยทางทหาร
“พระโหราธิบดี” มิใช่ชื่อบุคคล แต่เป็นตำแหน่งและบรรดาศักดิ์
พระโหราธิบดีเป็นตำแหน่งอธิบดีแห่งโหร หรือ “โหรหลวง” ประจำราชสำนัก อีกทั้งยังเป็นผู้ควบคุมหรือเป็นหัวหน้าการประกอบพิธีการต่างๆ ที่เกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์อีกด้วย ซึ่งต้องเป็นบุคคลที่เป็นผู้รู้หนังสือรวมถึงรอบรู้สรรพวิทยาต่างๆ
ในระบบราชสำนักอยุธยา ความรู้เรื่องฤกษ์และการคำนวณเวลาเป็นส่วนหนึ่งของการบันทึกเหตุการณ์บ้านเมือง
กรณียุทธหัตถีแสดงให้เห็นว่าเรื่องฤกษ์มีความสำคัญ
ในพงศาวดารฉบับ หลวงประเสริฐอักษรนิติ์ มีข้อความบันทึกว่า สมเด็จพระนเรศวรเสด็จออกทำศึกโดย “มิได้ตามฤกษ์” และ “ฝ่าฤกษ์หน่อยหนึ่ง” ก่อนบันทึกว่าพระองค์ทรงถูกพระแสงปืนที่พระหัตถ์ข้างขวาเล็กน้อย และทรงมีชัยเหนือพระมหาอุปราชา
ถ้าถามว่าโหรมีความสำคัญในสมัยสมเด็จพระนเรศวรหรือไม่ หลักฐานสนับสนุนว่า ความรู้เรื่องฤกษ์และการคำนวณเวลามีบทบาทในราชสำนักอย่างชัดเจน
พระสงฆ์ ก็มีบทบาทเกี่ยวข้องกับความรู้เรื่องดวงดาว ปฏิทิน และการพยากรณ์เช่นกัน แต่บทบาทของพระสงฆ์ไม่เหมือนกับโหรหลวง
หนึ่งในบุคคลสำคัญของประวัติศาสตร์โหราศาสตร์สยาม คือ พระโหราธิบดี ในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง มีหนูตัวหนึ่งตกลงมาตรงหน้าพระที่นั่ง พระองค์จึงทรงใช้ขันทองครอบหนูไว้ แล้วให้ตามโหรเอกมาทายว่าข้างในมีอะไร
โหรทูลว่าเป็นสัตว์สี่เท้า เมื่อถูกถามว่ามีกี่ตัว ก็ทูลว่ามีสี่ตัว
พระเจ้าแผ่นดินทรงเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะทรงครอบหนูไว้เพียงตัวเดียว แต่เมื่อเปิดขันออก กลับพบหนูแม่ลูกสี่ตัวจริงๆ เพราะหนูตัวนั้นออกลูกระหว่างถูกครอบอยู่
เรื่องเล่าระบุว่าพระองค์ทรงชื่นชมความแม่นยำของโหรผู้นี้อย่างมาก
อีกเรื่องหนึ่งที่ปรากฏในเอกสารเกี่ยวกับพระโหราธิบดี เล่าว่าโหรได้ถวายคำพยากรณ์ว่า ภายใน 3 วันจะเกิดเพลิงไหม้พระราชวัง
พระเจ้าปราสาททองทรงเชื่อถือคำทำนาย จึงมีรับสั่งให้ขนสิ่งของออกจากพระราชวังไปพักไว้ที่วัดไชยวัฒนาราม พร้อมจัดคนเตรียมอุปกรณ์สำหรับช่วยดับไฟ และห้ามก่อไฟหุงหาอาหารภายในพระราชวัง
เมื่อครบ 3 วัน เหตุการณ์ยังดูสงบ พระองค์จึงทรงคิดว่าโหรอาจทำนายผิด และเตรียมเสด็จกลับ แต่ตามเรื่องเล่า โหรยังกราบทูลขอให้รอก่อน จนกระทั่งเกิดฟ้าผ่าลงที่พระมหาปราสาทและเกิดไฟไหม้ขึ้นจริง
ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีการรวบรวมบันทึกเก่าและจดหมายเหตุเพื่อเรียบเรียงประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา เอกสารที่รู้จักกันในชื่อ พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับบันทึกของโหรหลวงและการเรียงเหตุการณ์ตามวันเวลา
โหรในราชสำนักยังเป็นผู้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับเวลาและเหตุการณ์สำคัญของกษัตริย์อีกด้วย
โหรหลวงสมัยสมเด็จพระนารายณ์ กับการทำนายจันทรุปราคา
ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สยามเริ่มมีหลักฐานชัดเจนเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนความรู้ทางดาราศาสตร์กับชาวยุโรป
มีบันทึกเกี่ยวกับการสังเกตจันทรุปราคาที่เมืองลพบุรีในวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ.2228 และการสังเกตสุริยุปราคาบางส่วนในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2231 โดยมีคณะบาทหลวงเยซูอิตเข้าร่วมสังเกตการณ์
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า ราชสำนักสยามให้ความสนใจกับปรากฏการณ์บนท้องฟ้าอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงในฐานะลางบอกเหตุ แต่รวมถึงการศึกษาวันเวลาและตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ด้วย
หากถามว่า…โหรสยามสามารถคำนวณสุริยุปราคาหรือจันทรุปราคาได้จริงหรือไม่ คำตอบคือ มีหลักฐานว่าความรู้ทางดาราศาสตร์และการคำนวณปรากฏการณ์เหล่านี้มีอยู่ในสยาม แต่การจะตัดสินว่าโหรคนใดคำนวณได้แม่นยำเพียงใด ต้องพิจารณาบันทึกการคำนวณและผลการสังเกตการณ์ของแต่ละกรณี
กฎหมายอยุธยามีบทลงโทษข้าราชการหลายประเภท แต่จากแหล่งที่ตรวจสอบครั้งนี้ ยังไม่พบข้อกฎหมายที่ระบุชัดว่าโหรหลวงต้องรับโทษเพียงเพราะคำทำนายผิด
ด้านพิธีกรรมสำคัญและฤกษ์ยาม โหรหลวงมีบทบาทชัดเจน
เรื่องผู้กำหนด “ฤกษ์ตั้งกรุงรัตนโกสินทร์และฝังเสาหลักเมือง” เป็นประเด็นที่น่าสนใจ…
ในหลวงรัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯให้ประกอบพระราชพิธียกเสาหลักเมืองในวันที่ 21 เมษายน พ.ศ.2325 เวลา 06.54 น. ภายในเสามีช่องสำหรับบรรจุดวงชะตาพระนคร ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์
ไม่มีบันทึกชื่อโหรผู้คำนวณฤกษ์ยกเสาหลักเมืองครั้งแรก
พ.ศ.2396 สถาปนาเสาหลักเมืองใหม่ ในสมัยในหลวง ร.4 มีหลักฐานระบุชื่อ พระยาโหราธิบดี ในพิธีบรรจุดวงชะตาพระนครเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2396
จดหมายพระราชพิธีบรรจุชาตาพระนครระบุชื่อผู้ร่วมคำนวณฤกษ์ ได้แก่ พระยาโหราธิบดี ขุนโชติพรหมา และขุนเทพากร
พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ สมัย ร.5 บันทึกว่า… ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ.2411 มีโหรหลวงคำนวณพระฤกษ์ถวาย ได้แก่ พระโหราธิบดี หลวงโลกทีป ขุนโชติพรหมมา และขุนเทพพยากรณ์
รัชสมัยในหลวง ร.5 เป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจ เพราะราชสำนักกำลังปรับตัวเข้าสู่โลกสมัยใหม่ ขณะเดียวกันก็ยังรักษาพระราชพิธีและธรรมเนียมเดิมไว้
ในหลวง ร.6 ทรงปรับโครงสร้างและสถานะของหน่วยงานโหรหลวง
โหรคนสำคัญ…ที่ถูกบันทึกในประวัติศาสตร์
พระยาโหราธิบดี (แหยม วัชรโชติ) เป็นโหรหลวงผู้มีบทบาทตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7 เป็นผู้ให้ฤกษ์พระราชทานรัฐธรรมนูญ ฉบับ 10 ธันวาคม 2475
ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ในปลายปีเดียวกันนั้น ได้มีการจัดรัฐพิธีฉลองรัฐธรรมนูญ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2475
“งานเฉลิมฉลองรัฐธรรมนูญ” เป็นมหกรรมสำคัญที่สุดของประเทศชาติที่จัด ณ สถานที่ต่างๆ ในอีกหลายปีถัดมา เช่น วังสราญรมย์ สนามหลวง สวนอัมพร ท่าราชวรดิฐ เขาดินวนา สวนลุมพินี
นายกรัฐมนตรี พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์) กล่าวกับที่ประชุมสภาถึงเหตุที่กำหนดวันนี้ไว้ว่า…
“เมื่อได้นำร่างรัฐธรรมนูญนี้ขึ้นทูลเกล้าฯถวายทอดพระเนตร ทรงมีรับสั่งว่าเป็นที่พอพระราชหฤทัย และได้ทรงแนะนำว่าการประกาศรัฐธรรมนูญนั้น เป็นของสำคัญยิ่งใหญ่ ควรจะมีพิธีรีตอง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้โหรหลวงหาฤกษ์ยาม ได้ 3 ฤกษ์ ฤกษ์ 1 ตกวันที่ 1 ธันวาคม ฤกษ์ 2 ตกวันที่ 10 ธันวาคม ฤกษ์ 3 ไปตกกลางเดือนมกราคม
จึงได้คิดว่าสำหรับฤกษ์หนึ่งนั้นเวลากระชั้นเกินไปคงไม่ทัน จึงได้กำหนดเป็นวันที่ 10 ธันวาคม โดยที่ทรงเห็นว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นของศักดิ์สิทธิ์และเป็นของที่ควรจะให้ขลัง เพราะฉะนั้นต้องการเขียนใส่สมุดไทยซึ่งจะกินเวลาหลายวัน”
พระยาโหราธิบดี (แหยม วัชรโชติ) เกิดเมื่อ 2 พฤษภาคม 2411 ณ บ้านตำบลท่าทราย จ.นนทบุรี เชื้อสายมอญ บิดาชื่อยิ้ม มารดาชื่อต่อม
เมื่ออายุได้ 11 ปี ได้เป็นศิษย์เล่าเรียนหนังสือและเลขไทยจากท่านอาจารย์ปิ่น เจ้าอาวาสวัดตำหนักใต้ จ.นนทบุรี เมื่ออายุ 15 ปี ได้เริ่มศึกษาและสนใจวิชาโหราศาสตร์กับพระอาจารย์ท่านเดียวกันนี้ เมื่ออายุ 18 ปีบรรพชาเป็นสามเณร เมื่อถึงวัย 21 ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุสำนักวัดตำหนักใต้นั้นเอง พร้อมทั้งศึกษาวิชาโหราศาสตร์ตลอดมา
ครั้นอายุ 32 ปี เมื่อ พ.ศ.2441 ได้ลาสิกขาออกรับราชการ เริ่มต้นในกรมโหรหลวง กระทรวงวัง มีตำแหน่งหน้าที่เป็นขุนหมื่นประจำการ รับพระราชทานเงินเบี้ยหวัด สมรสกับคุณหญิงโหราธิบดี (แก้ว วัชรโชติ)ธิดาท่านอินผู้เป็นบิดา ท่านทอผู้เป็นมารดา เมื่อธันวาคม พ.ศ.2442 มีบุตรด้วยกัน 7 คน
ต่อมาได้เปลี่ยนแปลงเป็นข้าราชการประจำการ รับพระราชทานเงินเดือนประจำในหน้าที่กรมโหรหลวงสนองพระเดชพระคุณในสมัยในหลวง ร.5 จนถึงในหลวง ร.7
เจริญก้าวหน้าทางยศถาบรรดาศักดิ์ตามลำดับนับแต่ ขุนโลกพยากรณ์ พ.ศ.2444 หลวงโลกทีป พ.ศ.2451 พระเทวโลก พ.ศ.2456
พ.ศ.2462 เป็น พระยาโหราธิบดี ท่านสุดท้ายของกรุงรัตนโกสินทร์
ยังได้รับเชิญให้ช่วยงานด้านโหราศาสตร์หลังเกษียณ
แถมท้ายครับ… โหรหลวงทำงานเป็นทีม เป็นหน่วยงานราชการ ไม่ใช่โหรคนเดียวที่นั่งคำนวณดวงชะตาถวายพระมหากษัตริย์ทุกเรื่อง
“กรมโหร” ในสมัยอยุธยาระบุว่า มีการแบ่งเป็น กรมโหรหน้าและกรมโหรหลัง มีเจ้ากรม ปลัดกรม และข้าราชการในสังกัด อีกทั้งยังมีผู้ทำหน้าที่เกี่ยวกับปฏิทิน
ในทางปฏิบัติ งานต้องอาศัยความรู้หลายด้าน เช่น การคำนวณปฏิทิน การหาฤกษ์ และการถวายคำพยากรณ์

