หน้าแรก บทความ เนทันยาฮูตกกร...

เนทันยาฮูตกกระป๋องแน่ ! เมื่อ Kalshi ทำนายอนาคตการเมืองอิสราเอล

27.10.26 | 11:07 น.

เนทันยาฮูตกกระป๋องแน่ ! เมื่อ Kalshi ทำนายอนาคตการเมืองอิสราเอล

สมัยก่อนหากอยากรู้ว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง เราก็ต้องไปถามหมอดูบ้าง ไปดูผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน (Poll) บ้าง หรือไม่ก็ไปฟังบรรดาผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองวิเคราะห์กันจนหูชา แต่เดี๋ยวนี้มีวิธีใหม่ที่น่าสนใจและน่าเชื่อถือยิ่งกว่า คือให้คนเอาเงินจริงๆ มาวางเดิมพันกับสิ่งที่ตนเชื่อว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยมีบริษัทอเมริกันชื่อ Kalshi (คาลชี) เป็นผู้จัดตลาดคาดการณ์เรื่องต่างๆ ตั้งแต่เศรษฐกิจ การเมือง ไปจนถึงผลการเลือกตั้งของประเทศต่างๆ ทั่วโลก


วิธีการของ Kalshi เข้าใจง่ายมาก สมมุติว่ามีคำถามว่า นาย ก. จะชนะการเลือกตั้งหรือไม่ ถ้าผู้คนในตลาดซื้อสัญญาที่จะได้เงินเมื่อเขาชนะกันในราคา 30 เซ็นต์ต่อสัญญาที่จ่าย 1 ดอลลาร์หากทายถูก ก็พอจะตีความได้ว่าตลาดกำลังให้น้ำหนักโอกาสชนะประมาณ 30% ทั้งนี้ราคาจะเปลี่ยนไปตามการซื้อขายตลอดเวลา คนที่ทายถูกก็ได้เงิน ส่วนคนที่ทายผิดก็เสียเงิน วิธีนี้ต่างจากการนั่งวิจารณ์การเมืองตามร้านกาแฟตรงที่คนพูดต้องกล้าเอาเงินของตนเองไปเสี่ยงด้วย จึงมีเหตุให้ต้องหาข้อมูลอย่างจริงจังมากกว่าการพูดเอามันเพียงอย่างเดียว กระนั้นคนที่เอาเงินไปเดิมพันก็ใช่ว่าจะฉลาดถูกต้องกันทุกคน เพราะตลาดคาดการณ์มิใช่ลูกแก้ววิเศษที่มองเห็นอนาคตได้

คราวนี้ Kalshi กำลังทำให้การเมืองอิสราเอลน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะในวันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2569 ประเทศอิสราเอลได้จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งสำคัญ อันเป็นการตัดสินอนาคตทางการเมืองของ เบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) นายกรัฐมนตรีผู้ครองอำนาจยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์อิสราเอล และเป็นนักการเมืองที่มีความสามารถในการเอาตัวรอดอย่างน่าอัศจรรย์ ชนิดที่หากเป็นแมวคงใช้เก้าชีวิตหมดไปหลายชุดแล้ว

ข้อมูลตลาด Kalshi เมื่อวันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา (วันที่ผู้เขียนเขียนบทความนี้) ให้โอกาสพรรคยาชาร์ (Yashar) ที่นำโดยนายพลกาดี ไอเซนคอต (Gadi Eisenkot) อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดของอิสราเอลมีโอกาสชนะการเลือกตั้งอยู่ที่ 73% ขณะที่พรรคลิคุด (Likud) ที่นำโดยนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู อยู่ที่ 28% และโอกาสที่นายพลกาดี ไอเซนคอต จากพรรคยาชาร์ มีโอกาสขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ที่ 54% ส่วนเบนจามิน เนทันยาฮู จากพรรคลิคุด มีโอกาสขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ที่ 37% สำหรับนายนาฟตาลี เบนเนตต์ (Naftali Bennett) อดีตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเบยาด (B’Yachad) อยู่ที่ 4% เท่านั้นมีโอกาสขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าเนทันยาฮูแพ้ไปแล้ว แต่หมายความว่าคนที่ยอมควักเงินเดิมพันกำลังมองว่าโอกาสที่เขาจะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีมีน้อยกว่าโอกาสของคู่แข่งคนสำคัญอย่างเห็นได้ชัด

Advertisement

เหตุใดคนที่เคยได้รับสมญานามว่าเป็นจอมเอาตัวรอดแห่งการเมืองอิสราเอลจึงกำลังเผชิญสถานการณ์เช่นนี้?

คำตอบสำคัญอยู่ที่วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.2566 เมื่อกลุ่มฮามาสบุกโจมตีอิสราเอล ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,200 คน และจับตัวประกันไปอีกจำนวนมาก เหตุการณ์นี้ถือเป็นความล้มเหลวด้านความมั่นคงครั้งใหญ่ของอิสราเอล ทั้งที่เนทันยาฮูสร้างชื่อเสียงทางการเมืองมาตลอดว่าเป็นผู้นำที่แข็งกร้าวและสามารถปกป้องประชาชนจากศัตรูได้ดีที่สุด แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้ขึ้นภายใต้รัฐบาลของตน จะให้ปัดความรับผิดชอบไปให้คนอื่นทั้งหมดก็คงลำบากอยู่เหมือนกัน เพราะคนเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นรับเงินเดือนเพื่อบริหารประเทศ มิใช่รับเงินเดือนเพื่ออธิบายว่าทำไมตนจึงไม่เกี่ยวข้องกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

หลังจากนั้นสงครามในฉนวนกาซาก็ยืดเยื้อ สร้างความเสียหายแก่ชาวปาเลสไตน์อย่างมหาศาล ขณะที่สังคมอิสราเอลเองต้องแบกรับทั้งชีวิตทหารที่สูญเสีย ความทุกข์ของครอบครัวตัวประกัน ภาระทางเศรษฐกิจ และความแตกแยกภายในประเทศ แม้รัฐบาลเนทันยาฮูจะอ้างความสำเร็จทางทหารหลายประการ แต่ประชาชนจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามว่า การทำสงครามอย่างต่อเนื่องนั้นทำให้ประเทศปลอดภัยขึ้นจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการผลักปัญหาไปข้างหน้าโดยไม่มีวันสิ้นสุด

ผลสำรวจของสถาบันศึกษาความมั่นคงแห่งชาติอิสราเอลเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา พบว่าประชาชนเพียง 34% พอใจกับการจัดการสงครามกาซาของรัฐบาล ในขณะที่ 61% พอใจกับผลงานของกองทัพ ตัวเลขนี้น่าสนใจมาก เพราะแสดงว่าคนอิสราเอลสามารถชื่นชมทหารของตน แต่ไม่จำเป็นต้องชื่นชมนักการเมืองที่สั่งการทหารเหล่านั้นเสมอไป พูดง่ายๆ ก็คือ ความนิยมของกองทัพไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีที่จะหยิบใส่กระเป๋าเอาไปใช้หาเสียงได้ตามใจชอบ

อีกปัญหาหนึ่งคือเรื่องคนหนุ่มอิสราเอลต้องไปรับราชการทหารและถูกเรียกไปรบ ขณะที่ชายในชุมชนยิวเคร่งศาสนาหรือกลุ่มฮาเรดี (Haredi) จำนวนมากได้รับการยกเว้นการเกณฑ์ทหารมาเป็นเวลานาน พรรคการเมืองของชุมชนเหล่านี้กลับเป็นพันธมิตรสำคัญที่ช่วยพยุงรัฐบาลเนทันยาฮูอยู่ เรื่องนี้จึงกลายเป็นคำถามง่ายๆ ที่ตอบยากเหลือเกินว่า เหตุใดลูกของประชาชนกลุ่มหนึ่งต้องไปรบและเสี่ยงชีวิต ในขณะที่ลูกของประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งไม่ต้องไปรบเพราะเป็นฐานเสียงของพรรคร่วมรัฐบาล หากเป็นบ้านเราก็คงมีคนถามว่า ตกลงประเทศนี้ใครเป็นเจ้าของกันแน่ และเหตุใดหน้าที่เสียสละเพื่อชาติจึงแบ่งกันไม่ค่อยเท่าเทียม

ยังมีเรื่องที่เนทันยาฮูเคยผลักดันการเปลี่ยนแปลงระบบตุลาการ ซึ่งทำให้ชาวอิสราเอลจำนวนมากออกมาประท้วง เพราะเกรงว่ารัฐบาลจะมีอำนาจเหนือศาลมากเกินไป เมื่อรวมเข้ากับคดีทุจริตที่เนทันยาฮูยังต้องต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม ภาพลักษณ์ของเขาจึงมิใช่เพียงผู้นำที่ทำสงครามกับศัตรูภายนอกเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำที่ทำสงครามทางการเมืองกับฝ่ายตรงข้ามภายในประเทศของตนเองแทบไม่เว้นวัน

ส่วนทางด้านเศรษฐกิจนั้น แม้อิสราเอลยังมีอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เข้มแข็ง แต่ค่าใช้จ่ายด้านการทหารที่เพิ่มสูงขึ้น ภาระหนี้สินของรัฐบาล และการย้ายถิ่นของบุคลากรที่มีการศึกษาสูง เป็นสิ่งที่สร้างความกังวลอย่างมาก เพราะประเทศที่เก่งเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพียงใดก็ตาม หากคนเก่งทยอยย้ายออกไปอยู่ต่างประเทศ ก็ไม่ต่างจากมหาวิทยาลัยที่มีอาคารเรียนสวยหรูแต่บรรดาอาจารย์พากันลาออกไปหมด เหลือแต่ผู้บริหารนั่งประชุมกันอย่างขยันขันแข็ง

ผู้ท้าชิงสำคัญของเนทันยาฮูคือนายพลกาดี ไอเซนคอต ซึ่งมีประวัติเป็นทหารอาชีพและเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด เขาจึงมิใช่นักการเมืองฝ่ายซ้ายที่เนทันยาฮูจะโจมตีได้ง่ายๆ ว่าอ่อนแอต่อศัตรู ยิ่งกว่านั้นไอเซนคอตยังสูญเสียบุตรชายและหลานชายในสงครามกาซา ทำให้เขามีประสบการณ์ความสูญเสียในฐานะบิดาและญาติของทหารผู้เสียชีวิตอย่างแท้จริง มิใช่เพียงอ่านรายงานการสูญเสียจากกระดาษบนโต๊ะทำงาน

อย่างไรก็ตาม ระบบการเมืองอิสราเอลมิได้เลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง ประชาชนเลือกพรรคการเมืองเข้าไปในสภาเนสเซต (Knesset) ซึ่งมีสมาชิก 120 คน ผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีต้องรวบรวมเสียงสนับสนุนให้จัดตั้งรัฐบาลได้ โดยทั่วไปต้องมีเสียงอย่างน้อย 61 เสียง จึงจะมีเสียงข้างมากมั่นคง นี่เป็นจุดที่เนทันยาฮูยังมีทางรอด เพราะแม้พรรคของเขาไม่ได้อันดับหนึ่ง ก็ยังอาจรวบรวมพรรคพันธมิตรกลับมาเป็นรัฐบาลได้ หรือหากฝ่ายตรงข้ามจับมือกันไม่สำเร็จ ประเทศก็อาจเผชิญภาวะทางตันทางการเมืองอีกครั้ง

ผลสำรวจจากโพลหลายสำนักล่าสุดยังแสดงว่า ทั้งกลุ่มเนทันยาฮูและกลุ่มฝ่ายค้านต่างมีคะแนนรวมไม่ถึง 61 ที่นั่งอย่างชัดเจน จึงต้องระมัดระวังในการใช้คำว่าแพ้แน่นอน เพราะหากพรรคฝ่ายค้านได้รับคะแนนมากกว่าแต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เนทันยาฮูก็อาจหาทางอยู่ต่อได้อีกตามประสานักการเมืองที่รู้จักช่องทางของระบบรัฐสภาทะลุปรุโปร่ง

ในที่สุดวันที่ 27 ตุลาคมจึงเป็นเพียงวันตัดสินจำนวนที่นั่งในรัฐสภา ส่วนใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีจริงๆ ยังต้องดูการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้งอีกด้วย แต่หากเนทันยาฮูต้องตกจากอำนาจจริง ประวัติศาสตร์ก็จะบันทึกบทเรียนสำคัญไว้ว่า การมีอำนาจยาวนาน การทำสงครามเก่ง และการมีมหาอำนาจหนุนหลัง มิได้หมายความว่าประชาชนจะยอมให้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีไปตลอดชีวิต

ส่วน Kalshi นั้นจะทำนายถูกหรือผิดก็ต้องรอดูกันต่อไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่นอนกว่าการคาดการณ์ของตลาดเสียอีก นั่นคือ เก้าอี้นายกรัฐมนตรีไม่ใช่มรดกตกทอด และต่อให้นั่งจนเก้าอี้ขึ้นเงา วันหนึ่งประชาชนก็อาจเชิญให้ลุกออกไปได้เหมือนกัน

โกวิท วงศ์สุรวัฒน์