อัลเบเนียประเทศเล็ก ๆ ที่กำลังเผชิญกับลัทธิอาณานิคมใหม่
อัลเบเนียเป็นประเทศเล็ก ๆ ในคาบสมุทรบอลข่าน ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของยุโรป ริมทะเลเอเดรียติกและทะเลไอโอเนียน ทิศเหนือคือมอนเตเนโกรและเซอร์เบีย ทิศตะวันออกคือมาซิโดเนียเหนือ ทิศใต้คือกรีก และทิศตะวันตกคือทะเล มีพลเมืองประมาณ 2.5 ล้านคน อาศัยอยู่ตามเมืองในที่ราบหรือริมทะเล ขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา ประวัติศาสตร์ของประเทศนี้สะท้อนปัญหาสำคัญของการเมืองยุโรปอย่างชัดเจน ได้แก่ การสร้างรัฐ-ชาติภายใต้อำนาจจักรวรรดิ การดำรงอยู่ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างชาติมหาอำนาจ ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับอัตลักษณ์แห่งชาติ การอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยหลังสงครามเย็น และการเผชิญกับลัทธิอาณานิคมใหม่ (neo-colonialism)
ผมสงสัยว่าควรเรียกชื่อประเทศนี้ว่าอะไร เลยถาม AI ว่าผู้คนประเทศนี้ออกเสียงเรียกชื่อประเทศของเขาว่าอย่างไร ได้คำตอบว่า ชิเปอรี (Shqiperi) (เป็นชื่อภาษาถิ่นซึ่งผูกพันกับนกอินทรีที่เป็นสัญลักษณ์ประดับอยู่บนธงชาติ) แต่ชาวภาคพื้นยุโรปเขียนชื่อประเทศด้วยภาษาลาตินว่า Albania ที่ออกเสียงว่า อัลเบเนีย ส่วนชาวสหรัฐอเมริกามักออกเสียงสระ a ว่า แอ และคนไทยก็คล้อยตามโดยอ้างว่าเป็นการออกเสียงแบบสากล จึงออกเสียงว่า แอลเบเนีย ผมไม่ชอบสำเนียงสหรัฐอเมริกานัก เพราะมักไม่ทำตามชื่อเรียกเดิม จึงขอใช้คำว่า อัลเบเนีย ตามธรรมเนียมยุโรปอันเป็นถิ่นฐานของพวกเขาก็แล้วกัน (ผมก็ไม่ชอบที่มีคนไทยบางคนสะกดคำ Bangkok ว่า แบ็งค็อก หรือ Siam ว่า ไซแอม เพราะเรามีชื่อเรียกของเราอยู่แล้ว)
บทความนี้จะขอแนะนำสังคมการเมืองอัลเบเนีย ทั้งในประวัติศาสตร์และในปัจจุบันโดยสังเขป เพื่อแสดงถึงการรุกรานประเทศเล็กโดยประเทศใหญ่ และปัจจุบันได้เปลี่ยนกลับไปเป็นการรุกรานในรูปแบบของทุนขนาดใหญ่เหมือนกับการตั้งสถานีการค้าเพื่อเป็นฐานการตั้งอาณานิคม
ภาษาอัลเบเนียเป็นภาษาในตระกูลอินโด-ยูโรเปียนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ไม่ใช่ภาษาสลาฟและไม่ใช่ภาษากรีก แม้ประเทศจะตั้งอยู่ท่ามกลางประชากรที่พูดภาษาทั้งสองนี้ อัตลักษณ์ของชาวอัลเบเนียมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ คือ 1) ภาษา : มีผู้พูดภาษาอัลเบเนียเป็นภาษาแม่ประมาณ 83% ภาษาเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยเชื่อมผู้คนในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศเข้าด้วยกัน แม้จะมีภาษาถิ่นอื่น ๆ อีกก็ตาม 2) ครอบครัวขยาย : เครือญาติ และธรรมเนียมท้องถิ่นมีบทบาทสูง โดยเฉพาะในพื้นที่ภูเขา 3) ศาสนาที่หลากหลาย : ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามนิกายซุนนี (ประมาณ 57%) ตามด้วยศาสนาคริสต์นิกายออร์ทอดอกซ์และคาทอลิก แต่ก็เป็นรัฐฆราวาสที่ไม่ประกาศศาสนาใดเป็นศาสนาประจำชาติ 4) ประสบการณ์ร่วมทางประวัติศาสตร์ : การต่อต้านอำนาจภายนอกและการสร้างรัฐชาติ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของความทรงจำร่วม
ชาวอัลเบเนียล้วนภูมิใจในอัตลักษณ์ของตน ภูมิใจที่สามารถยืนหยัดผ่านภัยต่าง ๆ ในอดีต โดยสามารถรักษาความเป็นชาติไว้ได้ ก่อนเกิดรัฐอัลเบเนียสมัยใหม่ พื้นที่นี้เป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนหลายกลุ่ม รวมถึงชาวอิลลีเรียน (Illyrians) ต่อมาพื้นที่ส่วนหนึ่งอยู่ภายใต้จักรวรรดิโรมัน หลังจากที่จักรวรรดิโรมันแบ่งออกเป็นสองส่วนก็อยู่ภายใต้จักรวรรดิไบเซ็นไทน์ และตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 พื้นที่ส่วนใหญ่ของอัลเบเนียตกอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิออตโตมัน ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่อิสตันบูล การปกครองนี้ดำเนินต่อเนื่องหลายศตวรรษ ในช่วงนี้ ศาสนาอิสลามได้แพร่หลายในหมู่ชาวอัลเบเนีย ขณะที่ชุมชนคริสต์นิกายคาทอลิกและออร์ทอดอกซ์ยังคงดำรงอยู่ ผู้ที่นับถือศาสนาต่างกันยังสามารถมีอัตลักษณ์ทางภาษาและชาติร่วมกันได้
ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะแนวคิดชาตินิยมแพร่หลายไปทั่วบอลข่าน ขณะที่จักรวรรดิออตโตมันอ่อนแอลง และรัฐเพื่อนบ้าน เช่น เซอร์เบีย กรีซ และมอนเตเนโกร ต่างขยายอำนาจหรือเรียกร้องดินแดนของตน อย่างไรก็ดี การสร้างรัฐไม่ได้ทำให้ประชากรชาวอัลเบเนียทั้งหมดมารวมอยู่ภายในพรมแดนเดียวกัน ชาวอัลเบเนียจำนวนมากยังอาศัยอยู่ในคอซอวอและพื้นที่อื่น ๆ ของบอลข่าน
บุคคลสำคัญทางการเมืองคนหนึ่งของประเทศคือ อาห์เหม็ด โซกู ซึ่งก้าวขึ้นสู่อำนาจและสถาปนาตนเองเป็นพระเจ้าโซกที่ 1 ในปี ค.ศ. 1928 ระบอบกษัตริย์พยายามปรับปรุงประเทศให้เป็นรัฐสมัยใหม่ แต่การเมืองยังมีลักษณะรวมศูนย์สูง สังคมส่วนใหญ่ยังเป็นชนบท และเศรษฐกิจมีข้อจำกัดอย่างมาก เมื่อวันที่ 7 เมษายน ค.ศ. 1939 อิตาลีภายใต้การนำของเบนิโต มุสโสลินีบุกอัลเบเนีย และผนวกประเทศเข้าอยู่ใต้อำนาจอิตาลี เมื่อมุสโสลินีเสื่อมอำนาจลง เยอรมนีก็เข้ายึดครองอัลเบเนียใน ค.ศ. 1943 ทำให้เกิดขบวนการปลดปล่อยแห่งชาติที่นำโดยพรรคแรงงาน และมี เอนเวอร์ ฮ็อกชา เป็นผู้นำ
พรรคแรงงานขึ้นสู่อำนาจหลังสงคราม และดำเนินนโยบายสำคัญหลายด้าน ได้แก่การรวมศูนย์อำนาจโดยมีพรรคการเมืองพรรคเดียว การปฏิรูปที่ดินและการทำเกษตรแบบรวมหมู่ การขยายการศึกษา โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท ในช่วงแรก รัฐบาลของฮ็อกชามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับยูโกสลาเวีย ก่อนจะแตกหักหลังความขัดแย้งระหว่างโจเซฟ บรอซ ตีโตกับโจเซฟ สตาลินในปี ค.ศ. 1948 ต่อจากนั้น อัลเบเนียได้รับความช่วยเหลือจากสหภาพโซเวียต แต่ความสัมพันธ์เสื่อมลงอย่างหนักจากความขัดแย้งทางอุดมการณ์
อัลเบเนียได้หันไปพึ่งจีนหลังการแตกหักกับสหภาพโซเวียต แต่ความสัมพันธ์นี้ก็ยุติลงในปี ค.ศ. 1978 เมื่อจีนปรับนโยบายต่างประเทศและยุติความช่วยเหลือ เมื่อตัดขาดจากประเทศเพื่อนบ้านและจากพันธมิตรที่ทรงอำนาจ อัลเบเนียจึงโดดเดี่ยวตนเองมาก และมีความหวาดระแวงสูงว่าจะถูกรุกราน รัฐบาลของฮ็อกชาจึงได้สร้างหลุมหลบภัย (บังเกอร์) เพื่อให้ประชาชนใช้เป็นที่หลบซ่อนเพื่อสู้รบกับผู้รุกราน บันทึกทางการระบุว่ามีบังเกอร์จำนวนมหาศาลถึง 173,371 แห่ง ปัจจุบันบังเกอร์เหล่านี้ถูกดัดแปลงมาใช้ประโยชน์ในทางพลเรือน
ฮ็อกชาเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1985 แต่ระบบการเมืองไม่ได้เปลี่ยนแปลงในทันที ยังมีความพยายามรักษาระบอบเดิม ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงของประเทศอื่น ๆ ในยุโรปที่เคยอยู่ใต้อิทธิพลของสหภาพโวเวียต ในปี ค.ศ. 1990 นักศึกษาและประชาชนเรียกร้องการปฏิรูปทางการเมืองสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีพรรคการเมืองหลายพรรค หลังวิกฤตการเงินในปี ค.ศ. 1997 อัลเบเนียค่อย ๆ ฟื้นฟูสถาบันรัฐและพัฒนาระบบการเมืองแบบหลายพรรค ประเทศหันไปสร้างความสัมพันธ์กับยุโรปตะวันตก และองค์กรระหว่างประเทศมากขึ้น โดยในปีค.ศ. 1995 ได้เข้าเป็นสมาชิกสภายุโรป และในปีค.ศ. 2022 ได้เปิดการเจรจาเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการ แต่การเข้าเป็นสมาชิกต้องผ่านการปฏิรูปกฎหมาย สถาบันรัฐ และมีการเจรจาตามเงื่อนไขของสหภาพยุโรป ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่
ปัจจุบัน การเมืองของอัลเบเนียขับเคลื่อนโดยพรรคใหญ่สองพรรคคือ พรรคสังคมนิยมและพรรคประชาธิปไตย ตั้งแต่การเลือกตั้งในปี ค.ศ. 2013 พรรคสังคมนิยมชนะเลือกตั้งมาจนถึงการเลือกตั้งสมัยที่ 4 เมื่อปี ค.ศ. 2025 โดยมี เอดิ รามา เป็นนายกรัฐมนตรี ในการเขียนข้อความข้างต้น ผมอาศัยข้อมูลที่ได้จากการสืบค้นผ่าน AI เป็นสำคัญ ต่อไปจะขอกล่าวถึงปัญหาที่ประชาชนและรัฐบาลอัลเบเนียกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ โดยอาศัยข้อมูลจากบทความชื่อว่า “ภูมิรัฐศาสตร์ผ่านโรงแรมสุดหรู” ที่ลงในหนังสือพิมพ์ Le Monde Diplomatique ฉบับเดือนสิงหาคม 2569
ผมดูข่าวการชุมนุมในประเทศยุโรป โดยเฉพาะจากฝรั่งเศส และสังเกตภาพแผนที่ที่แสดงที่ตั้งของประเทศต่าง ๆ ที่มีการประท้วง ประกอบด้วย ฝรั่งเศส โปรตุเกส เบลเยี่ยม อิตาลี และดูเหมือนจะเกิดที่กรีซด้วย แต่ผมไม่ค่อยรู้จักประเทศเล็ก ๆ ที่มีการประท้วงประเทศหนึ่ง แสดงบนแผนที่ด้านเหนือของกรีซ เลยเข้าไปสืบค้นอินเตอร์เน็ตดูสิว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น ผมได้เรียนรู้ว่าที่นั่นคือประเทศอัลเบเนีย ที่ซึ่งมีการชุมนุมประท้วงมาก่อนใคร ๆ ในยุโรป ดังจะลำดับเหตุการณ์ต่อไป
การชุมนุมประท้วงที่อัลเบเนียมีสมญานามว่า “การปฏิวัติฟลามิงโก” ฟลามิงโกเป็นชื่อนกน้ำตัวสีชมพู ขายาว คอยาว (ไม่ควรสับสนกับคำว่า ฟลาเมนโก ซึ่งเป็นศิลปะการเต้นรำแบบดั้งเดิมของสเปน) การชุมนุมเริ่มต้นจากกลุ่มนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมกลุ่มเล็ก ๆ ก่อนจะขยายวงกว้างจนกลายเป็นการรวมตัวของประชาชนครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ในปี ค.ศ. 1991 จำนวนผู้เข้าชุมนุมเป็นหลักหมื่น ประกอบด้วย นักเรียน นักศึกษา และคนรุ่นใหม่ รวมถึงชาวอัลเบเนียที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ (Diaspora) ที่เดินทางกลับมาร่วมเดินขบวนต่อสู้เพื่อบ้านเกิด จำนวนผู้ประท้วงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การชุมนุมลุกลามไปยังหัวเมืองใหญ่ ๆ การชุมนุมครั้งใหญ่สุดเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 2026 มีผู้เข้าร่วมกว่า 250,000 คน
การประท้วงที่เมืองหลวงตีรานามีขึ้นทุกวัน “ทุก ๆ เย็นติดต่อกันยาวนานกว่า 135 วัน” ตลอดช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ความรุนแรงได้ยกระดับขึ้น จากการชุมนุมอย่างสงบด้วยการถือภาพนกฟลามิงโกสีชมพูในช่วงแรก ล่าสุดเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรง มีการปิดล้อม ขว้างปาอิฐบล็อก และจุดไฟเผาอาคารกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานรัฐ เพื่อตอบโต้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ใช้กำลังและแก๊สน้ำตาเข้าปราบปราม การประท้วง การชุมนุมมีข้อเรียกร้องหลัก ดังนี้
• ให้นายกรัฐมนตรี ลาออกทันที ด้วยข้อกล่าวหาการทุจริตคอร์รัปชัน การเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องและทุนต่างชาติ
• ยกเลิกกฎหมายที่ผ่อนปรนการคุ้มครองพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติ และขอให้ยุติโครงการสร้างรีสอร์ตสุดหรูมูลค่า 1.4 พันล้านยูโรของ จาเร็ด คุชเนอร์ (ลูกเขยโดนัล ทรัมป์) บนเกาะซาซาน ที่เขาและภรรยาสุดปลาบปลื้มเมื่อนั่งเรือยอร์ชมาพบโดยบังเอิญ (แต่เบื้องหลังเป็นการลงทุน 100% ของสองพี่น้อง Al-Khayyat ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีจากประเทศซีเรีย) และยุติโครงการสร้างโรงแรมและวิลลาสุดหรูของสองพี่น้อง ที่ชายฝั่งชเวอร์เน็ค ติดกับพื้นที่ชุ่มน้ำวิโยซา-นาร์ตา ทั้งเกาะซาซานและชายฝั่งชเวอร์เน็คเป็นพื้นที่คุ้มครองสัตว์ป่า รวมทั้งนกฟลามิงโก แต่รัฐบาลเพิ่งแก้กฎหมายเพื่อเปิดทางให้ดำเนินโครงการได้
• ให้มีรัฐบาลเฉพาะกาลฝ่ายเทคนิค ที่เข้ามาบริหารประเทศเป็นเวลา 12 เดือน เพื่อปฏิรูปรัฐธรรมนูญ และจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี
บรรดาประเทศและหมู่เกาะต่าง ๆ ในแถบทะเลเอเดรียติก, ทะเลไอโอเนียน, ทะเลแดง, อ่าวเปอร์เซีย, รวมทั้งมหาสมุทรอินเดียนั้น เป็นพื้นที่ที่ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐ, จีน และอินเดียต่างพยายามวางหมุดหมายทางยุทธศาสตร์ แต่ตัวแสดงใหม่คือประเทศที่รุ่มรวยจากน้ำมันในตะวันออกกลางที่ต้องการกระจายความเสี่ยงของการลงทุน รวมทั้งมหาเศรษฐีจากสหรัฐฯและซีเรีย เป็นต้น ซึ่งสนใจมาแสวงโอกาสทำกำไร และมาสร้างสถานที่ท่องเที่ยวสุดหรูเพื่อขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้เช่นกัน
อินเดียเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในลำดับที่ 4 ของโลก รองลงไปจากเยอรมนี และเป็นมหาอำนาจทางการทหารในลำดับที่ 4 ของโลก รองลงไปจากรัสเซียและจีน อินเดียถือว่าภูมิภาคทางทะเลดังกล่าวเป็น mare nostrum (ทะเลของเรา – สำนวนที่จักรวรรดิโรมันเคยใช้) อินเดียต้องการจำกัดอิทธิพลบังเกิดใหม่ของจีน จึงมีนโยบายที่เรียกว่า “สร้อยประดับเพชร” เพื่อวางรากฐานของตนรายรอบในทะเลนี้ บทความในหนังสือพิมพ์ Le Monde Diplomatique ยกตัวอย่างว่าอินเดียพยายามจะสร้างฐานทัพที่เกาะ Assomption ในมหาสมุทรอินเดีย โดยมีข้อตกลงเบื้องต้นแล้วกับประเทศเซแชลส์
แต่เซแชลส์เปลี่ยนใจ หันไปเปิดประเทศสู่การลงทุนด้านการท่องเที่ยว เช่น ที่เกาะมาเฮ มีการลงทุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพื่อสร้างโรงแรมสุดหรู โดยมีบริษัทสินค้าแบรนด์เนม LVMH จากฝรั่งเศสมาบริหาร อีกโครงการหนึ่งคือการลงทุนจากดูไบ โดยมีเชนโรงแรมระดับโลกจากสเปนมาบริหาร ส่วนที่เกาะ Assomption นั้น จะไม่มีฐานทัพ แต่จะมีโครงการสุดหรูสำหรับนักท่องเที่ยวบนพื้นที่ 51,000 ตารางเมตร ประกอบด้วยวิลลา 37 แห่ง ร้านอาหาร 4 แห่ง พร้อมทั้งการขยายท่าอากาศยานระหว่างประเทศสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก แม้ทางการจะอ้างว่าโครงการนี้เป็นโครงการของประเทศกาตาร์ แต่กูเกิลบอกว่าเจ้าของตัวจริงคือสองพี่น้อง Al-Khayyat ที่กล่าวถึงข้างต้น
อย่างไรก็ดี อินเดียไม่ละความพยายาม และได้สนับสนุนให้ เซแชลส์ สร้างฐานเฝ้าระวังชายฝั่งที่เกาะ Assomption และมีข้อตกลงความร่วมมือกับประเทศมัลดีฟ, โมรีซ, และศรีลังกา เพื่อเฝ้าระวังการเดินเรือในมหาสมุทรอินเดียฝั่งตะวันตก ทั้งนี้ เป็นไปตามนโยบาย “สร้อยประดับเพชร” ของตน ส่วนจีนนั้นมีการริเริ่มที่เรียกว่า “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ในระดับโลก และมีนโยบาย “สร้อยไข่มุก” ในภูมิภาคนี้ จีนได้สนับสนุนด้านการเงินให้ปากีสถานสร้างท่าเรือน้ำลึกที่กวันดาร์ สนับสนุนศรีลังกาสร้างท่าเรือที่ฮัมบันโตตา ส่วนที่จีบูตี นอกจากจะสร้างท่าเรือสินค้าแล้ว จีนยังช่วยสร้างฐานทัพเรือซึ่งเริ่มปฏิบัติการตั้งแต่ปี ค.ศ. 2017 ประกอบด้วยระบบเฝ้าระวังชายฝั่งและระบบโดรน
ราชอาณาจักรในตะวันออกกลาง (กาตาร์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ซาอุดี อาระเบีย) ต่างมีนโยบายขยายการลงทุนผ่านกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (National Sovereign Fund) กาตาร์ร่วมกับสองพี่น้อง Al-Khayyat มีการดำเนินงานเชิงรุกอย่างเข้มแข็ง นอกจากโครงการโรงแรมสุดหรูที่กล่าวแล้ว ยังมีโครงการการท่องเที่ยวสุดหรูที่ อารัม อัล-รูม บนชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนของอียิปต์, ที่ซีแชลส์โดยร่วมมือกับเชนโรงแรม โรสวูด, ที่มัลดีฟโดยร่วมมือกับเชนโรงแรมเกิร์ซเนอร์ เป็นต้น กองทุนของหลายประเทศดังกล่าว นอกจากจะกระจายการลงทุนและทำกำไรแล้ว ยังเลือกทำเลที่พอเหมาะแก่การเฝ้าระวังการเดินเรือ และขยายอิทธิพลมายังภูมิภาคที่ประเทศมหาอำนาจกำลังแข่งขันที่จะเป็นผู้นำอยู่ในขณะนี้ แสดงว่าภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์กำลังร่วมมือ + แข่งขันกัน เพื่ออิทธิพลทางการทหารและการค้า คล้าย ๆ กับสมัยอาณานิคมที่ผ่านพ้น และอาจกลับมาในรูปแบบใหม่
ปัจจุบัน อัลบาเนียกำลังเผชิญกับความท้าทายเรื่องการเมืองและทิศทางการพัฒนาประเทศ ทุนก้อนโตมากสำหรับประเทศเล็ก ๆ ก็คืบคลานเข้ามา สามี-ภรรยาคุชเนอร์ และสองพี่น้อง Al-Khayyat เสนอโครงการสร้างรีสอร์ตมหึมา ที่ชายฝั่งชเวอร์เน็คติดกับพื้นที่ชุ่มน้ำวิโยซา-นาร์ตา และที่เกาะซาซานที่อยู่ตรงกันข้ามกับชายฝั่งนี้ โดยที่บริเวณนี้เคยเป็นพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติและคุ้มครองสัตว์ป่า รวมทั้งนกฟลามิงโก สหภาพยุโรปและนานาประเทศกำลังจับตาดูว่า เสียงของประชาชนผ่านการชุมนุม “ฟลามิงโก” กับเสียงของรัฐบาลที่เห็นชอบกับทุนยักษ์ เสียงใดจะกำหนดทิศทางของประเทศเล็ก ๆ แต่สำคัญประเทศนี้ ที่ได้ฟันฝ่าอิทธิพลของมหาอำนาจรอบด้านในอดีต โดยรักษาความเป็นชาติไว้ได้จนทุกวันนี้
โคทม อารียา

