รูปธรรมแห่งการเคลื่อนไหวทางการทหารผ่านสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) มีความชัดเจน
ชัดเจนแห่งร่องรอยของความเห็น “ต่าง”
ขณะนั้นเปาสิ้นซึ่งอยู่ในกองทัพอ้วนเสี้ยวจึงคิดว่า “ซุนเกี๋ยนเป็นกองหน้ายกไปตีด่านเมืองหลวงนั้นถ้าได้ทีก็มีความชอบแต่ตัวซุนเกี๋ยน”
จึงแต่งให้เปาต๋งผู้น้องคุมทหารยกไปทางหนึ่ง ให้เร่งคิดเอาด่านเมืองหลวงให้ได้ก่อน ความชอบจึงจะมีแก่เรา
เปาต๋งก็รีบยกทัพไป
ครั้นถึงด่านแล้วก็ให้ทหารเข้าตีก่อนทัพซุนเกี๋ยน
ร่องรอยนี้ไม่เพียงสะท้อนให้เห็นถึงการพยายามช่วงชิงที่ดำรงอยู่ภายในทัพของอ้วนเสี้ยว
หากที่สำคัญยังอยู่ที่เอกภาพทางความคิด เอกภาพทางการนำ
ยิ่งเมื่อปรากฏผ่านสำนวน วรรณไว พัธโนทัย ยิ่งเป็นที่ประจักษ์ ฝ่ายเปาสิ้น ปลัดเมืองเจปัก ซึ่งยกมากับกองทัพหัวเมืองทั้งหลายนั้น ริษยาว่า “ซึ่งซุนเกี๋ยนได้คุมกองหน้าเช่นนี้เห็นทีซุนเกี๋ยนจะเป็นผู้ประเดิมชัย”
จึงลอบส่งเปาต๋ง น้องชาย คุมทหารม้า 3,000 ลัดไปทางแคบเข้าประชิดด่านก่อนกองทัพซุนเกี๋ยนมาถึง
แล้วเปาต๋งร้องท้ารบ
สอดรับกับสำนวนแปล แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช ฝ่ายทหารพันธมิตรเปาสิ้นเห็นซุนเจียนได้เป็นทัพหน้าเกรงจะทำความชอบได้ก่อน
จึงแอบส่งเป้าจงน้องชายให้นำทหาร 3,000 แอบไปตามทางเล็ก
ไปร้องท้าถึงหน้าด่าน
จึงไม่เพียงทัพกองหน้าของพันธมิตรหัวเมืองจะมีเพียงซุนเกี๋ยน หากแต่ยังมีเปาสิ้น
สถานการณ์จะลงเอยอย่างไร
เริ่มจากสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ฝ่ายฮัวหยงเห็นดังนั้นก็คุมทหาร 500 เปิดประตูด่านออกไปจึงร้องว่า
“เปาต๋งนี้เป็นพวกโจรมารบกูหรือ”
เปาต๋งได้ยินดังนั้นก็แลไปดู เห็นฮัวหยงก็ตกใจกลัว ชักม้าบ่ายหน้ากลับไป
ฮัวหยงขับม้าไล่ตามแล้วเอาง้าวฟันถูกเปาต๋งตกม้าตาย จับได้ทหารเป็นอันมากแล้วให้ตัดเอาศีรษะเปาต๋งใส่ถัง บอกหนังสือส่งขึ้นไปให้ตั๋งโต๊ะ
ตั๋งโต๊ะมีความยินดีจึงแต่งหนังสือลงมาปูนบำเหน็จให้ฮัวหยงเป็นที่ขุนนางผู้ใหญ่
เป็นคำตอบของคำถาม
เช่นเดียวกับสำนวน วรรณไว พัธโนทัย ที่ว่า ฮัวหยงจึงคุมทหารม้า 500 ออกมาพลางร้องตะโกนด้วยเสียงอันดังว่า
“อ้ายโจร มึงจงยอมแพ้เสียโดยดี”
เปาต๋งตกใจถอยหนีตะลีตะลาน ก็ถูกฮัวหยงใช้ง้าวฟันตกม้าตาย
ฮัวหยงจับทหารหัวเมืองเป็นเชลยได้เป็นอันมาก แลให้ม้าใช้นำหัวเปาต๋งมาเสนอความชอบต่อตั๋งโต๊ะในพระนคร ตั๋งโต๊ะจึงตั้งฮัวหยงเป็นแม่ทัพ
ตามด้วยสำนวน แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช
หัวสงนำทหารม้า 500 นายตรงเข้าฟันเป้าจงคอขาดตกม้าตาย จับทหารได้มากมาย หัวสงเอาศีรษะเป้าจงไปรับความชอบ ต่งจั๋วจึงตั้งให้เป็นตูตู (ผู้บัญชาการทหาร) ทุกอย่างเรียบร้อย ณ เบื้องหน้าฮัวหยง (หัวสง)
เบื้องหน้าสถานการณ์อันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) บรรยายความต่อเนื่อง
ฝ่ายซุนเกี๋ยนนั้นมีทหารเอกไปด้วย 4 คน
ชื่อเทียเภา ถือทวน 1 อุยกาย ถือกระบองเหล็กสี่เหลี่ยม 1 ฮันต๋ง ถือง้าว 1 โจ เมา ถือกระบี่สองมือ 1
ซุนเกี๋ยนแต่งตัวใส่เกราะแล้วถือง้าวใหญ่ พาพวกทหารออกมาหน้าด่านแล้วร้องว่า “อ้ายพวกขบถ มีเร่งเปิดประตูออกมาเข้าเกลี้ยกล่อมกูจงเร็ว ถ้าช้าอยู่กูจะหักเข้าไปตัดศีรษะเสียให้สิ้น”
โฮจิ้นได้ยินดังนั้นจึงว่าแก่ฮัวหยงว่า “ข้าพเจ้าจะขอทหารห้าพันจะอาสาออกไปตี”
ฮัวหยงเห็นชอบด้วยก็จัดทหารให้ โฮจิ้นก็ยกทหารเปิดประตูออกไป
ฝ่ายเทียเภาเห็นโฮจิ้นออกมาจึงขับม้ารำเพลงทวนออกไปรบด้วยโฮจิ้นได้ 7 เพลง เทียเภาเอาทวนแทงถูกคอโฮจิ้นตกม้าตาย
ทหารทั้งปวงก็ไล่ฟันทหารโฮจิ้นเข้าไปจนถึงเชิงกำแพงเมือง
ตามด้วยสำนวนแปล วรรณไว พัธโนทัย ฝ่ายซุนเกี๋ยนคุมทหารมาถึงด่านพร้อมด้วยทหารเอก 4 นาย
คือ เทียเภา ผู้มีนามรองว่าเต๋อโหมว เป็นชาวเมืองอิ้งเป่ยผิง ตำบลถู่หยิน ถือหอกสันงูเหล็กเป็นอาวุธ
อุยกาย ผู้มีนามรองว่ากงฟู่ เป็นชาวอำเภอเลงเหลง ถือแส้เป็นอาวุธ
ฮันต๋ง ผู้มีนามรองว่าอี้กง เป็นชาวเมืองเหลียวซี ตำบลลิ้งจือ ถือมีดโต้ใหญ่เป็นอาวุธ
และ โจเมา ผู้มีนามรองว่าต้าหยง เป็นชาวอำเภอฝูชุน เมืองง่อ ถือกระบี่คู่เป็นอาวุธ
ซุนเกี๋ยนสวมหมวกเงินโพกผ้าแดง ถือกระบี่ชุบทองของโบราณ
ขี่ม้าขนคอปุกปุย ชี้มือไปที่ด่านแล้วตะโกนด่าว่า “อ้ายขี้ข้า โจรใจหยาบช้าทำไมมึงยังไม่รีบมายอมแพ้เสียโดยดี”
โฮจิ๋น นายทหารเอกของฮัวหยง จึงคุมทหาร 5,000 เข้ามาประจันหน้า
เทียเภา นายทหารเอกของซุนเกี๋ยน กระตุกม้าชูหอก ปรี่เข้าสู้รบกันได้ไม่กี่เพลง เทียเภาใช้หอกแทงถูกคอหอยโฮจิ๋น
ตกม้าตาย
เมื่อหยิบสำนวน แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช ขึ้นมาอ่านเพื่อเทียบกับสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) และสำนวน วรรณไว พัธโนทัย
ก็ยิ่งประจักษ์
ซุนเจียน (ซุนเกี๋ยน) นำทหาร 4 นายมาถึงหน้าด่าน 1 เฉิงผู่ (เทียนเภา) ชื่อเรียกเต๋อโหมว
อาวุธประจำกายคือ หอกปลายรูปงู
2 หวงไก้ (อุยกาย) ชื่อเรียก กงฟู่ คนเมืองหลิงหลิงอาวุธประจำกายแส้เหล็ก
3 หานตาง (ฮันต๋ง) ชื่อเรียก อี้กง คนเหลียวซีหลิงจือ อาวุธประจำกาย มีดดาบใหญ่
4 จูเม่า (โจเมา) ชื่อเรียก ต้าหรง คนหวูจวิ้น ต้าซุน อาวุธประจำกายกระบี่คู่
ซุนเจียนสวมเกราะเงินเก่า โพกผ้าแดง ขี่ม้า โบกดาบชี้ด่าไปที่ด่านว่า “ไอ้สารเลว รีบยอมแพ้ซะโดยดี”
หูเจิ่นลูกน้องรองหัวสง (ฮัวหยง) นำทหาร 5,000 ออกรบ เฉิงผู่เอาหอกรูปงูแทงเข้าคอหอย
ตกหลังม้าตาย
หากนี่เป็นยกที่ 1 ในการปะทะระหว่างกองกำลังของตั๋งโต๊ะซึ่งยึดกุมอำนาจรัฐ กับกองกำลังของ 18 หัวเมืองซึ่งเป็นฝ่ายต้าน
ถือได้ว่าผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ
อาจมีผลในการวัดกำลังได้ระดับหนึ่ง แต่ยังมิได้ส่งผลให้เกิดการแพ้ชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
จำต้องติดตามแต่ละจังหวะก้าวต่อไป

