การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมที่ผ่านไปเมื่อ 11 ตุลาคม มีผู้ประกันตนมาใช้สิทธิมากถึง 991,415 คน เพิ่มจากการเลือกตั้งครั้งแรกถึง 8.3 แสนคน (ครั้งแรกเมื่อ 24 ธันวาคม 2566 ที่มีผู้ประกันตนมาใช้สิทธิ 156,806 คน) ผู้เขียนเห็นด้วยกับปรมาจารย์หลายท่านว่าปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ผู้ประกันตนออกมาลงคะแนนมากคือธรรมาภิบาลในประกันสังคม กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือจุดขายของทีมที่ชนะการเลือกตั้งคือธรรมาภิบาล ที่ช่วยให้ประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือผู้ประกันตนมีความตื่นตัวกับปัญหาธรรมาภิบาลหรือความไม่โปร่งใสและไม่ชอบมาพากลในระบบประกันสังคมของไทย
ประกันสังคม คือ ระบบสวัสดิการภาครัฐที่สร้างหลักประกันในการดำรงชีวิตให้กับลูกจ้างภาคเอกชนโดยมีลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐบาล ร่วมกันส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคมเพื่อช่วยเหลือเมื่อเกิดความเดือดร้อน บริหารงานโดย สำนักงานประกันสังคม ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการประกันสังคม กระทรวงแรงงาน
ธรรมาภิบาล ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี พ.ศ.2542 ประกอบด้วย 6 หลักการ ได้แก่
1.นิติธรรม: การปกครองและปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ
2.คุณธรรม: การยึดมั่นในความถูกต้อง ซื่อสัตย์สุจริต และจริยธรรมที่ดี
3.ความโปร่งใส: การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่สำคัญอย่างตรงไปตรงมา และทำให้ประชาชนหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบได้
4.การมีส่วนร่วม: การเปิดโอกาสให้ประชาชนหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนรับรู้ ร่วมแสดงความคิดเห็น และร่วมตัดสินใจ
5.ความรับผิดชอบ: ความสำนึกในหน้าที่ ความตั้งใจปฏิบัติงาน และพร้อมที่จะรับผลจากการกระทำ
ของตนเอง
6.ความคุ้มค่า: การบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุดและประหยัดที่สุด
ILO (องค์การแรงงานระหว่างประเทศ) ซึ่งเป็นต้นตำรับของการประกันสังคมก็เป็นห่วงเรื่องธรรมาภิบาลในประกันสังคม โดยรายงานเรื่อง “หลักการธรรมาภิบาลในการประกันสังคม” (2568) ได้พูดถึงมาตรฐานระหว่างประเทศสำหรับธรรมาภิบาลและอ้างคำแนะนำของสมาคมประกันสังคมระหว่างประเทศ (International Social Security Association (ISSA)) ว่าธรรมาภิบาลสำหรับการประกันสังคมควรมี 5 ประการ คือ ต้องมีความรับผิดชอบ (Accountable) โปร่งใส (Transparent) คาดเดาได้ (predictable) ผู้เกี่ยวข้องมีส่วนร่วม (Participative) และมีพลวัตหรือพัฒนาการตลอดเวลา (Dynamic) ซึ่งในภาพรวมก็ไม่ต่างจากความหมายของธรรมาภิบาลที่ประเทศไทยใช้นัก โดย ISSA ได้ขยายความว่าธรรมาภิบาลในการประกันสังคมนั้นสิ่งสำคัญคือการได้รับความไว้วางใจจากผู้มีส่วนได้เสียในการประกันสังคมอันได้แก่การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย การสื่อสารอย่างเปิดเผย การฟังคำแนะนำของผู้มีส่วนได้เสีย การปฐมนิเทศกรรมการบอร์ด และมีกลไกรับฟังข้อเสนอแนะ
ขณะที่เมื่อ 24 มิถุนายน 2569 คณะอนุกรรมาธิการด้านการประกันสังคม ในคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา ได้มีการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องการปรับโครงสร้างองค์กรของสำนักงานประกันสังคมซึ่งนายเคนิชิ ฮิโรเสะ (Kenichi Hirose) ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านการคุ้มครองทางสังคมจาก ILO ได้ให้กล่าวถึงการปฏิรูประบบประกันสังคมของประเทศไทย โดยย้ำถึงหลักธรรมาภิบาลและการมีส่วนร่วมที่เน้นความโปร่งใส (Transparency) และความรับผิดชอบ (Accountability) กลไกไตรภาคี (Tripartite) การบริหารที่ต้องมีส่วนร่วมจากทั้งฝ่ายรัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้าง รวมทั้งการเจรจาทางสังคม (Social Dialogue) ใช้การหารือเพื่อสร้างฉันทมติในการปฏิรูประบบให้มีความสมดุล
แนวคิดของนายฮิโรเสะเกี่ยวกับการบริหารจัดการกองทุนประกันสังคมได้แนะนำ 4 ประเด็นหลัก ดังนี้
1.การใช้มืออาชีพบริหารจัดการ (Professional Management) ซึ่งหัวใจสำคัญคืออย่าทำเอง ต้องให้มืออาชีพทำ รวมทั้งเสนอให้แยกส่วนงานบริหารเงินลงทุน (Investment Unit) ออกนอกระบบการบริหารงาน แบบราชการของประกันสังคม เนื่องจากต้องการผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะเฉพาะด้านมาบริหารจัดการกองทุนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
2.การทำงานเชิงรุก (Proactive Approach) กล่าวคือ อย่ารอให้ถึงจุดฉุกเฉิน เห็นปัญหาแล้วห้ามปล่อยเกียร์ว่าง รวมทั้งเสนอว่าต้องเร่งแก้ไขปัญหาโครงสร้างกองทุนตั้งแต่วันนี้ ไม่ควรนิ่งเฉยหรือรอให้กองทุนประสบปัญหาจนสายเกินแก้ เช่น ปัญหาเงินกองทุนหมดในอนาคตจากสังคมสูงวัย
3.ความยั่งยืนและผลตอบแทน (Sustainability & Returns) ที่สำคัญคือกองทุนต้องมีผลตอบแทนที่เหมาะสม รวมทั้งเสนอการคำนึงถึงความอยู่รอดของกองทุนในระยะยาวโดยมุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้มีเงินเพียงพอจ่ายสิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกันตน
4.ความโปร่งใสคือพื้นฐานสำคัญ (Transparency) ที่ทำให้กองทุนสามารถดำเนินการต่อไปได้ไม่ว่าจะเลือกวิธีการลงทุนหรือการดำเนินการใดๆ ความโปร่งใสและการตรวจสอบได้คือเงื่อนไขสำคัญที่สุดที่จะทำให้กองทุนได้รับความไว้วางใจและดำเนินต่อไปได้
เมื่อหันกลับมาดูธรรมาภิบาลในการประกันสังคมของไทย จากข้อมูลที่ปรากฏในสื่อมวลชนพอจะประมวลได้ว่าในระยะเวลาที่ผ่านมาพบว่ามีปัญหาการใช้เงินและบริหารงานที่ไม่โปร่งใสของกองทุนประกันสังคม (ซึ่งมีเงินกองทุนรวมมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านบาท) โดยมีประเด็นสำคัญที่ถูกตั้งคำถาม เช่น
งบบริหารสำนักงานที่เพิ่มขึ้นสูง: งบบริหารของสำนักงานประกันสังคมเพิ่มขึ้นจากประมาณ 4,000 ล้านบาท (ปี 2563) เป็น 6,614 ล้านบาท (ปี 2566)
การใช้งบประชาสัมพันธ์และจัดซื้อจัดจ้าง: เช่น โครงการจัดทำปฏิทินประกันสังคม (งบประมาณหลักสิบล้านถึงหลายร้อยล้านบาทในรอบหลายปี) การจัดซื้อชุดสูทผ่านองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก มูลค่ากว่า 35 ล้านบาท (7,000 ชุด) และการจัดซื้อโรงอาหารพื้นที่กรุงเทพมหานคร เขต 3 มูลค่า 12 ล้านบาท
ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (SSO Plus): งบประมาณพัฒนาระบบ SSO+ สูงถึง 276-850 ล้านบาท แต่ระบบเคยล่มและมีปัญหาในการใช้งานทั่วประเทศ
ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง: การอนุมัติงบไปดูงานต่างประเทศของบอร์ดหรือเจ้าหน้าที่ซึ่งถูกวิจารณ์ว่ามีการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
ปัญหาการลงทุนและการสูญเสียในสินทรัพย์: (ก) การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์: เช่น กรณีการซื้ออาคาร SKYY9 Centre ในราคาประเมินที่ถูกตั้งคำถามว่าสูงเกินจริงนับพันล้านบาท หรือการลงทุนในโครงการ TU Dome ตั้งแต่ปี 2549 (ลงทุน 800 ล้านบาท ได้คืนเพียง 159 ล้านบาท) และ (ข) การลงทุนในตลาดหุ้น: ความเสียหายจากการลงทุนในหลักทรัพย์บางแห่ง เช่น หุ้น EA (Energy Absolute) และหุ้น STARK ซึ่งราคาปรับลดลงอย่างรุนแรงจนเกิดความเสียหายต่อเงินกองทุน
ข้อกังวลจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่มีมติ “ไม่สามารถแสดงความเห็น” ต่อรายงานการเงินปีงบประมาณ 2568 ของสำนักงานประกันสังคมเนื่องจากไม่สามารถหาหลักฐานการสอบบัญชีที่เหมาะสมอย่างเพียงพอ (ซึ่งสำนักงานประกันสังคมได้ออกมาชี้แจงแล้วว่า เงินกองทุนไม่ได้สูญหายไปไหน แต่เป็นปัญหาความคลาดเคลื่อนและการบันทึกข้อมูลทางบัญชีที่ไม่ตรงกัน)
ในส่วนของปัญหาเชิงโครงสร้างและธรรมาภิบาล มีผู้พูดถึงปัญหาโครงสร้างบอร์ดบริหารว่าขาดการมีส่วนร่วมและอำนาจที่แท้จริงของผู้ประกันตนในการร่วมตัดสินใจและโครงสร้างที่ระบบราชการเป็นใหญ่ ปัญหาการใช้กรอบวิธีคิดแบบราชการในการบริหารเงินลงทุนขนาดใหญ่ระดับประเทศ และปัญหาความเสี่ยงของกองทุนในอนาคต มีการประเมินว่าหากไม่ปฏิรูปและปรับปรุงระบบการลงทุนและการใช้จ่าย กองทุนอาจเสี่ยงประสบภาวะวิกฤตหรือหมดลงในอนาคต รวมทั้ง ปัญหาการขาดการตรวจสอบ ปัญหาสิทธิประโยชน์ล่าช้าที่กระทบการเข้าถึงการรักษาผู้ประกันตน เป็นต้น
ครับ เอาแค่นี้ก่อน พอเป็นแนวทางให้ประกันสังคมของไทยมีธรรมาภิบาลมากขึ้น
และถ้าสังคายนาประกันสังคมแล้วก็อย่าลืมสังคายนาระบบราชการและการเมืองการปกครองเสียด้วย จะได้มีธรรมาภิบาลกันถ้วนหน้า
สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์

