ครอบครัว VS พื้นที่ปลอดภัย : เด็ก หัวใจที่บอบช้ำ ความทรงจำตามหลอกหลอน ทางออกมีเพียงแสงสลัว
ตั้งแต่เริ่มมีมนุษย์บนโลกนี้ มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดมาแล้วยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ต้องได้รับการดูแลจากพ่อแม่หรือมนุษย์คนอื่นๆ ให้มีชีวิตอยู่รอดเพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์ต่อไป การรวมตัวของมนุษย์แบบกลุ่มครอบครัวจึงเกิดขึ้นภายใต้ร่มสังคมใหญ่ที่ประกอบไปด้วยหลายครอบครัว ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีความผูกพันกันผ่านความสัมพันธ์ทางสายเลือด การสมรส การรับเป็นบุตรบุญธรรม หรือการยอมรับกันเป็นครอบครัว โดยมีความสัมพันธ์ด้านการดูแลเกื้อกูล ความรับผิดชอบและการดำเนินชีวิตร่วมกัน ทั้งนี้สมาชิกอาจอาศัยอยู่ร่วมกันหรือแยกกันอยู่ก็ได้ ในมุมมองทางสังคมวิทยาครอบครัวเป็นสถาบันทางสังคมที่มีบทบาทในการเลี้ยงดู ถ่ายทอดค่านิยมและวัฒนธรรม ในสังคมเกษตรกรรมลักษณะครอบครัวส่วนใหญ่เป็นครอบครัวขยายที่ประกอบด้วยสมาชิกหลายรุ่นอยู่ร่วมกัน ปู่ย่าตายายพ่อแม่พี่ป้าน้าอา ลูก หลาน เพราะต้องการแรงงานในการเพาะปลูกและขณะเดียวกันครอบครัวให้สวัสดิการที่จำเป็นแก่การดำรงชีพ เมื่อสังคมมนุษย์กลายเป็นสังคมอุตสาหกรรม สมาชิกในครอบครัวมีทางเลือกมากขึ้นในการแยกออกมาทำงานหารายได้เลี้ยงตัวเองอย่างเป็นอิสระจากครอบครัวขยายและสร้างครอบครัวเดี่ยวที่มีสมาชิกพ่อแม่ลูก ครอบครัวลักษณะนี้จะเอาตัวรอดได้ดีกว่ากับสภาวะเศรษฐกิจที่ค่าครองชีพสูงขึ้น รูปแบบและบทบาทของครอบครัวจึงแตกต่างกันตามบริบททางสังคมวัฒนธรรมในช่วงเวลาต่างๆ
‘พื้นที่ปลอดภัย’ กลายเป็น ‘ต้นทางของความกลัว’
เมื่อเสียงเปิดประตูบ้านทำให้หัวใจสั่น เด็กคนหนึ่งฟังเสียงฝีเท้าเพื่อคาดเดาอารมณ์ของผู้ใหญ่หรือเลือกที่จะเงียบเพื่อไม่ให้เกิดการถูกกระทำความรุนแรงจากผู้ใหญ่ เด็กต้องระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา สำหรับเด็กบางคนบ้านคือสถานที่ที่พวกเขาอยู่อย่างปราศจากความหวาดระแวง แต่สำหรับเด็กอีกจำนวนหนึ่ง บ้านกลับเป็นสถานที่ที่ต้องคอยอ่านสีหน้าของผู้ใหญ่เพื่อประเมินอันตราย งานของ Pollak และ Sinha (2002) “Effects of early experience on children’s recognition of facial displays of emotion” พบว่าเด็กที่ถูกทำร้ายร่างกายสามารถระบุสีหน้าโกรธได้จากข้อมูลทางภาพที่น้อยกว่าเด็กกลุ่มเปรียบเทียบ กล่าวคือ ภาพใบหน้าที่ยังเห็นรายละเอียดได้ไม่ครบ เด็กกลุ่มที่ถูกทำร้ายก็สามารถบอกได้แล้วว่าเป็นสีหน้าโกรธ ขณะที่เด็กกลุ่มเปรียบเทียบต้องรอให้ภาพเผยรายละเอียดมากขึ้นจึงระบุได้ หากความโกรธของผู้ใหญ่เคยเป็นสัญญาณเตือนว่าจะเกิดอันตราย เด็กอาจเรียนรู้ให้ไวต่อสัญญาณนี้เป็นพิเศษ เพื่อเตรียมรับมือ อีกนัยหนึ่งเป็นการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมที่คุกคาม ขณะที่ McCrory และคณะ (2011) “Heightened neural reactivity to threat in child victims of family violence” พบการตอบสนองของสมองต่อใบหน้าโกรธที่เพิ่มขึ้นในเด็กที่เผชิญความรุนแรงในครอบครัว ผลเหล่านี้ชวนให้เข้าใจว่าการคอยระวังตัวอาจเป็นสิ่งที่เด็กเรียนรู้เพื่ออยู่รอดในสภาพแวดล้อมของตน ความแตกต่างระหว่างบ้านสองแบบ บ้านที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยและบ้านที่ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยจึงอยู่ที่ว่า เด็กสามารถใช้ชีวิตโดยเชื่อมั่นว่าจะได้รับการปกป้อง หรือจำเป็นต้องเตรียมรับอันตรายจากคนใกล้ตัว
เด็กกับหัวใจที่บอบช้ำ: ความทรงจำตามหลอกหลอน
ผู้เขียนขอยกตัวอย่างกรณีความรุนแรงที่เกิดขึ้นจริง Turpin Family Case ผู้เขียนขอใช้คำว่า “บ้านแห่งฝันร้าย” ในปี 2018 เด็กสาววัย 17 ปี ปีนออกจากหน้าต่างบ้านของครอบครัวในเมืองเพอร์ริส รัฐแคลิฟอร์เนีย ก่อนใช้โทรศัพท์โทรแจ้งหมายเลขฉุกเฉิน 911 การติดต่อครั้งนั้นนำเจ้าหน้าที่ไปพบพี่น้องตระกูลเทอร์พินรวม 13 คน ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 2 ถึง 29 ปี อาศัยอยู่ภายใต้การควบคุมของพ่อแม่ โดยบางคนถูกล่ามโซ่และหลายคนขาดอาหารอย่างรุนแรง ความรุนแรงภายในบ้านดำเนินต่อเนื่องยาวนานกว่าที่คนภายนอกรับรู้ ในบทสัมภาษณ์กับ ABC News พี่สาวคนโตเล่าว่าพวกเธอถูกจำกัดทั้งอาหาร สุขอนามัย การศึกษา และการรักษาพยาบาล พ่อแม่อ้างว่าจัดการศึกษาให้ลูกที่บ้าน แต่ตามคำบอกเล่าของทั้งคู่ เด็กๆ ไม่ได้รับการศึกษาอย่างเหมาะสมและแทบไม่มีอิสระในการออกไปพบโลกภายนอก การควบคุมจึงครอบคลุมถึงโอกาสเรียนรู้ด้วยว่าชีวิตที่ตนเผชิญแตกต่างจากการดูแลที่เด็กควรได้รับอย่างไร การหลบหนีของจอร์แดนไม่ได้เกิดขึ้นโดยปราศจากความกลัว เธอเล่าว่าเคยหวาดกลัวว่าหากโทรแจ้งตำรวจหรือพยายามหนีแล้วถูกจับได้ ตนเองอาจถูกทำร้ายจนเสียชีวิต แต่ความห่วงใยต่อพี่น้องที่ยังอยู่ในบ้านผลักดันให้เธอขอความช่วยเหลือ เรื่องราวนี้จึงทำให้คำถามว่า “ทำไมไม่หนีออกมา” ดูห่างไกลจากข้อจำกัดที่ผู้เสียหายต้องเผชิญ เพราะสำหรับเด็กที่ถูกควบคุมและตัดขาดจากคนภายนอก การขอความช่วยเหลือเองก็อาจหมายถึงการเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง ในที่สุดพ่อและแม่ได้รับสารภาพคนละ 14 ข้อหา ได้แก่ การทรมาน การกักขังโดยมิชอบ และการทารุณผู้เสียหายทั้งที่เป็นเด็กและผู้ใหญ่ซึ่งต้องพึ่งพาการดูแล ศาลตัดสินจำคุกทั้งคู่คนละ 25 ปีถึงตลอดชีวิต อย่างไรก็ตาม มีสิทธิได้รับการพิจารณาพักโทษหลังจำคุก 25 ปี
นอกจากนี้ ความเป็นจริงของสังคมมักจะสะท้อนผ่านภาพยนตร์ ผู้เขียนขอยกตัวอย่างภาพยนตร์ เรื่อง Precious (2009) ภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้รับรางวันในงานออสการ์ครั้งที่ 82 ทั้งบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม และนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมกำกับโดย Lee Daniels เป็นเรื่องราว Jones เด็กสาววัย 16 ปีที่อาศัยอยู่ในย่าน Harlem นครนิวยอร์ก ชีวิตของเธอเต็มไปด้วยความรุนแรงภายในครอบครัว ทั้งการทำร้ายร่างกายและจิตใจจาก Mary ผู้เป็นแม่ และการล่วงละเมิดทางเพศจากพ่อจนตั้งครรภ์ บ้านจึงเป็นสถานที่ที่เธอต้องเผชิญความกลัวและการถูกลดทอนคุณค่าอยู่เสมอ แม้ยังอ่านเขียนไม่คล่อง Precious ก็ได้รับโอกาสเข้าเรียนในโรงเรียนทางเลือก ที่นั่นเธอได้พบ Ms. Rain ครูที่มองเห็นศักยภาพและสนับสนุนให้เธอเรียนรู้การอ่าน การเขียน และการถ่ายทอดเรื่องราวของตนเอง ความสัมพันธ์กับครูและเพื่อนร่วมชั้นค่อยๆ เปิดโลกให้เธอเห็นว่าชีวิตยังมีความเป็นไปได้มากกว่าสิ่งที่เคยเผชิญ ภาพยนตร์ติดตามความพยายามของ Precious ที่จะปกป้องตนเองและลูก พร้อมสร้างชีวิตที่มีอิสระจากความรุนแรง แม้บาดแผลและอุปสรรคจะยังไม่หายไป เธอก็เริ่มค้นพบเสียงของตนเองและความหวังที่จะกำหนดอนาคต ภาพยนตร์เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ปลอดภัยอาจเริ่มต้นจากคนนอกครอบครัวที่รับฟังและให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง
สำหรับสาเหตุที่ก่อให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว พอจะสรุปได้ดังนี้ การใช้อำนาจและการควบคุม เช่น คิดว่าตนมีสิทธิสั่ง บังคับ ควบคุม ตามกรอบนิเวศวิทยาสังคม (Social-Ecological Model) อธิบายได้ว่า ระดับบุคคล ประสบการณ์ความรุนแรงเดิมและทัศนคติที่ยอมรับการใช้กำลังเป็นความเชื่อที่สนับสนุนความรุนแรง เช่น มองว่าการทำร้ายเป็นการสั่งสอน หรือคนในครอบครัวต้องเชื่อฟังโดยไม่มีสิทธิโต้แย้ง ส่วนทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning Theory) อธิบายสาเหตุความรุนแรงในครอบครัวได้ว่า การเรียนรู้จากสภาพแวดล้อม การเติบโตมากับความรุนแรงอาจทำให้บางคนมองว่าเป็นเรื่องปกติ สาเหตุต่อมาคือการขาดทักษะจัดการอารมณ์และความขัดแย้ง เช่น รับมือกับความโกรธ การข่มขู่และทำร้าย ส่วน ความเครียดและแรงกดดัน เช่น ปัญหาการเงิน งาน หรือภาระดูแล อาจเพิ่มความเสี่ยง การใช้ความรุนแรง แอลกอฮอล์หรือสารเสพติด อาจทำให้ควบคุมตนเองลดลงและเหตุการณ์รุนแรงขึ้น ท้ายที่สุดการปกปิด เช่น คนรอบข้างมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ทำให้ผู้กระทำใช้ความรุนแรงซ้ำได้
เด็กที่ได้รับความรุนแรงในครอบครัว เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่จะมีผลอะไรตามมา สามารถอธิบายด้วยกรอบทฤษฎีทางสังคมวิทยาดังนี้ แนวคิดการขัดเกลาทางสังคม: ครอบครัวเป็นพื้นที่แรกที่สอนเรื่องความสัมพันธ์ ครอบครัวเป็นแหล่งสำคัญที่เด็กเรียนรู้ว่า สมาชิกควรปฏิบัติต่อกันอย่างไร หากเด็กพบว่าการข่มขู่ ด่าทอ หรือทำร้ายเป็นเรื่องปกติ เด็กอาจเรียนรู้ว่า “ผู้มีอำนาจมีสิทธิใช้กำลัง” หรือ “การรักใครต้องยอมทน” และแนวคิดนี้ยังอธิบายได้ว่า แบบอย่างในวัยเด็กอาจกลายเป็นวิธีจัดการปัญหา เด็กอาจเลียนแบบพฤติกรรมที่เห็น โดยเฉพาะเมื่อความรุนแรงทำให้ผู้กระทำได้สิ่งที่ต้องการและไม่ต้องรับผิด ส่วน ทฤษฎีปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์: คำพูดและการปฏิบัติในบ้านมีส่วนสร้างตัวตน เมื่อนำทฤษฎีนี้มาประยุกต์ เด็กที่ถูกบอกซ้ำว่า “ไม่มีค่า” หรือ “เป็นต้นเหตุของปัญหา” อาจนำการตัดสินของคนใกล้ชิดมาสร้างความหมายเกี่ยวกับตนเอง เมื่อโตขึ้น บางคนอาจรู้สึกว่าตนไม่สมควรได้รับความรัก ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น หรือพยายามทำให้คนอื่นพอใจเพื่อให้ได้รับการยอมรับ ขณะเดียวกัน คำว่า “ตีเพราะรัก” อาจทำให้แยกความห่วงใยออกจากการควบคุมได้ยาก นี่เป็นการวิเคราะห์ว่าความหมายที่เกิดขึ้นในปฏิสัมพันธ์ประจำวันส่งผลต่ออัตลักษณ์และความสัมพันธ์ แนวคิดวิถีชีวิต: ผลกระทบอาจสะสมผ่านโอกาสทางการศึกษาและการทำงาน แนวคิดวิถีชีวิตมองว่า ประสบการณ์ในช่วงหนึ่งสามารถเชื่อมโยงกับโอกาสในช่วงต่อมาได้ เช่น ความรุนแรงทำให้บ้านไม่เอื้อต่อการเรียน เด็กขาดเรียนหรือออกจากโรงเรียนเร็ว แล้วมีทางเลือกด้านอาชีพและรายได้จำกัดในวัยผู้ใหญ่ ดังนั้น ผลกระทบจึงอาจไม่ได้อยู่เฉพาะความสัมพันธ์ส่วนตัว แต่รวมถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการพึ่งพาผู้อื่นด้วย
แม้เด็กจะก้าวออกจากบ้านที่เต็มไปด้วยความรุนแรงได้แล้ว ความทรงจำอันเจ็บปวดก็อาจยังส่งผลต่อการรับรู้และการตอบสนองต่อโลกภายนอก สิ่งที่เคยเกิดขึ้นร่วมกับการถูกทำร้าย เช่น เสียงตะโกน เสียงประตูปิดดัง หรือน้ำเสียงแข็งกร้าว อาจกลายเป็นสัญญาณที่เชื่อมโยงกับอันตราย เมื่อพบสิ่งคล้ายกันในภายหลัง เด็กจึงอาจรู้สึกหวาดกลัว ใจสั่น หรืออยากหลบหนี แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะปลอดภัยแล้วก็ตาม เมื่ออธิบายผ่านกรอบบาดแผลทางใจ ความทรงจำดังกล่าวอาจกลับมาเป็นภาพเหตุการณ์ ฝันร้าย หรือความรู้สึกหวาดกลัวที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ การเฝ้าระวังที่เคยช่วยให้เด็กเอาตัวรอดในบ้านเดิมอาจยังดำเนินต่อไป ทำให้การพักผ่อน การไว้วางใจ และการสร้างความสัมพันธ์ใหม่เป็นเรื่องยาก ขณะเดียวกัน ทฤษฎีความผูกพันช่วยอธิบายว่า หากคนที่เด็กควรพึ่งพากลับเป็นผู้ทำร้าย เด็กอาจเรียนรู้ว่าความรักและความใกล้ชิดไม่อาจรับประกันความปลอดภัยได้ ความกลัวจึงอาจติดตามเข้าสู่ความสัมพันธ์ในวัยผู้ใหญ่ด้วย
ทางออกมีเพียงแสงสลัว-ความสว่างเป็นความหวัง
การออกจากครอบครัวที่ใช้ความรุนแรงอาจหมายถึงการต้องสูญเสียทั้งที่อยู่อาศัย คนที่ผูกพัน และสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต โดยเฉพาะสำหรับเด็กที่ยังต้องพึ่งพาผู้ปกครอง การรู้ว่าตนเองกำลังถูกทำร้ายจึงไม่ได้หมายความว่าจะสามารถออกมาได้ทันที ซึ่งเกิดจาก ข้อจำกัดด้านอายุ รายได้ ที่อยู่อาศัย และการพึ่งพาผู้ปกครอง เด็กส่วนใหญ่ยังไม่มีรายได้หรือที่พักเป็นของตนเอง และต้องอาศัยผู้ปกครองดูแลเรื่องอาหาร ค่าเรียน การเดินทาง และการรักษาพยาบาล หากออกจากบ้าน เด็กอาจไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ใครจะดูแล หรือจะเรียนต่อได้อย่างไร ยิ่งถูกจำกัดการติดต่อกับญาติ เพื่อน หรือครู ก็ยิ่งมีคนให้พึ่งพาน้อยลง การอยู่ต่อจึงอาจเป็นผลจากการไม่มีทางเลือกที่ปลอดภัยเพียงพอ แม้เด็กจะต้องการให้ความรุนแรงยุติลงอย่างมากก็ตาม ความรักและความผูกพันกับคนที่ทำร้าย ผู้กระทำอาจเป็นคนเดียวกับที่เด็กเคยได้รับการดูแล ความอบอุ่น หรือช่วงเวลาดีๆ ด้วย เด็กจึงอาจทั้งรัก กลัว โกรธ และเป็นห่วงคนคนเดียวกัน ความรู้สึกเหล่านี้ทำให้การขอความช่วยเหลือยากขึ้น เพราะเด็กอาจกังวลว่าพ่อแม่จะถูกลงโทษ ครอบครัวจะแตกแยก หรือพี่น้องจะได้รับผลกระทบ การยังรักผู้กระทำไม่ได้แปลว่าเด็กยอมรับความรุนแรง แต่สะท้อนความซับซ้อนของความสัมพันธ์ที่เด็กต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใน ความหวังว่าครอบครัวจะเปลี่ยนแปลง เมื่อผู้กระทำขอโทษ สัญญาว่าจะไม่ทำอีก หรือกลับมาดูแลอย่างอ่อนโยน เด็กอาจหวังว่าครอบครัวจะกลับมาเป็นสถานที่ที่ปลอดภัย ความหวังนี้อาจทำให้เด็กเลือกเงียบหรือรออีกครั้ง เพราะสิ่งที่ต้องการอาจเป็นการได้อยู่กับครอบครัวโดยไม่ถูกทำร้ายมากกว่าการต้องจากครอบครัวไป ความกลัวว่าการพูดจะทำให้สถานการณ์แย่ลง การเปิดเผยความรุนแรงอาจเป็นความเสี่ยงสำหรับเด็ก หากผู้กระทำรู้ว่าเด็กเล่าเรื่องให้คนอื่นฟัง เด็กอาจกลัวว่าจะถูกลงโทษหนักขึ้น ถูกห้ามออกจากบ้าน หรือถูกตัดช่องทางติดต่อกับคนที่ช่วยเหลือ ความกังวลสำคัญจึงอยู่ที่ว่า หลังเล่าแล้วจะมีใครปกป้องได้จริงหรือไม่ การถูกตั้งคำถามและไม่ได้รับความเชื่อถือ คำตอบอย่าง “พ่อแม่คงไม่ได้ตั้งใจ” “คิดมากไปหรือเปล่า” หรือ “ทำไมเพิ่งมาบอก” อาจทำให้เด็กรู้สึกว่าความเจ็บปวดของตนไม่มีน้ำหนัก เด็กบางคนอาจเริ่มสงสัยว่าตนเป็นฝ่ายผิด หรือสิ่งที่เกิดขึ้นรุนแรงพอจะขอความช่วยเหลือหรือไม่ หากการเล่าครั้งแรกจบลงด้วยการถูกตำหนิหรือเพิกเฉย การกลับไปขอความช่วยเหลืออีกครั้งก็อาจยากขึ้น แรงกดดันให้ให้อภัยเพื่อรักษาครอบครัว คำว่า “อย่างไรก็เป็นพ่อแม่” หรือ “ให้อภัยกันเพื่อให้ครอบครัวอยู่พร้อมหน้า” อาจผลักให้เด็กต้องรับผิดชอบความสงบของครอบครัว
หากสถานที่ที่เด็กต้องกลับไปทุกวันคือสถานที่ที่ทำให้กลัว เด็กไม่ควรถูกปล่อยให้รับผิดชอบการเอาตัวรอดและเยียวยาตนเองเพียงลำพัง แนวทางการแก้ปัญหาได้แก่ ให้ความปลอดภัยของเด็กเป็นสิ่งแรก เมื่อพบความรุนแรง ควรประสานเจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็กและบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อประเมินอันตรายและดูแลการบาดเจ็บ หากบ้านยังไม่ปลอดภัย ต้องจัดหาที่พักหรือผู้ดูแลที่เหมาะสม และประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบก่อนให้เด็กกลับไป รับฟังอย่างเข้าใจและไม่ซ้ำเติม เปิดโอกาสให้เด็กเล่าตามความพร้อม พร้อมยืนยันว่าการถูกทำร้ายไม่ใช่ความผิดของเด็ก หลีกเลี่ยงการตั้งคำถามเชิงตำหนิ การซักถามซ้ำโดยไม่จำเป็นและการบังคับให้เผชิญหน้ากับผู้กระทำ สร้างช่องทางช่วยเหลือที่เด็กเข้าถึงได้ โรงเรียนและชุมชนควรมีผู้รับผิดชอบรับแจ้งเหตุ ประสานงาน และติดตามความปลอดภัยอย่างชัดเจน เมื่อพบสัญญาณน่ากังวล ผู้ใหญ่ควรขอความช่วยเหลือโดยไม่รอให้เหตุรุนแรงเกิดขึ้น พร้อมคำนึงถึงการป้องกันเด็กจากการถูกตอบโต้หลังเปิดเผยเรื่อง ส่งเสริมการเลี้ยงดูที่เคารพศักดิ์ศรีของเด็ก สนับสนุนให้ผู้ปกครองกำหนดขอบเขตและสอนพฤติกรรมโดยไม่ใช้การตี ข่มขู่ หรือดูหมิ่น ควบคู่กับการช่วยจัดการความเครียดและปัญหาในครอบครัว ทั้งนี้ ผู้กระทำต้องรับผิดชอบและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยมีการติดตามความปลอดภัยของเด็กอย่างต่อเนื่อง ดูแลบาดแผลและฟื้นฟูชีวิตอย่างต่อเนื่อง หลังพ้นจากเหตุรุนแรง เด็กควรได้รับการดูแลด้านจิตใจตามความต้องการ มีที่อยู่อาศัยและกิจวัตรที่มั่นคง ได้เรียนหนังสือ และมีผู้ใหญ่ที่ไว้วางใจได้คอยสนับสนุน การเยียวยาต้องเคารพจังหวะของเด็ก โดยไม่กดดันให้ลืม ให้อภัย หรือคืนดีก่อนที่จะพร้อมและปลอดภัย แก้เงื่อนไขทางสังคมที่เอื้อให้เกิดความรุนแรง ภาครัฐควรช่วยเหลือครอบครัวที่ประสบปัญหาด้านรายได้ ที่อยู่อาศัย และการดูแลเด็ก พร้อมบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองอย่างจริงจัง และสร้างความเข้าใจว่าการทำร้ายเด็กไม่ใช่วิธีสั่งสอนที่ยอมรับได้
ผู้เขียนขอกล่าวปิดท้ายประเด็นความรุนแรงในครอบครัวโดยเปรียบเทียบกับนิทานสโนว์ไวท์และซินเดอเรลล่า ซึ่งตามเนื้อเรื่อง บ้านกลับเป็นสถานที่ที่เด็กต้องเผชิญอันตรายจากผู้ดูแล สโนว์ไวท์ถูกแม่เลี้ยงหมายเอาชีวิตเมื่อความต้องการของผู้ใหญ่อยู่เหนือความปลอดภัยของเด็ก ส่วนซินเดอเรลล่าถูกกดขี่ผ่านคำพูด ภาระงานบ้าน และการกีดกัน ปฏิบัติต่อเธอเหมือนมีค่าแค่รับใช้ผู้อื่น ทั้งสองเรื่องจึงสะท้อนการใช้อำนาจในครอบครัวที่เป็นพื้นที่ไม่ปลอดภัยและลิดรอนศักดิ์ศรีของเด็ก แม้นิทานจะพาตัวละครไปสู่ตอนจบที่ Happy Ending แต่ในโลกแห่งความจริงชีวิตของเด็กที่เผชิญความรุนแรงไม่มีเจ้าชายหรือนางฟ้ามาช่วย บาดแผลทางใจอาจต้องได้รับการดูแลอีกยาวนาน ความปลอดภัยคือสิทธิที่เด็กทุกคนควรได้รับ !!!!
ผศ.ดร.พิม ซามาร่า ญาราภิรมย์ (เดอะ ยง)
คณะวิเทศศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

