
การจัดประกวดแซกโซโฟนนานาชาติ ครั้งที่ 5 (Jean-Marie Londeix International Saxophone Competition 2017) ระหว่างวันที่ 9-22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองไทย โดยวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นเจ้าภาพนั้น เป็นงานแข่งขันแซกโซโฟนที่จัดขึ้นทุกๆ 3 ปี ถือเป็นงานประกวดแซกโซโฟนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในระดับนานาชาติ โดยมีนักแซกโซโฟนรุ่นใหญ่ทั้งหลายมาเป็นประธาน มาเป็นคนจัด มาเป็นคณะกรรมการ และมีนักแซกโซโฟนรุ่นหนุ่มสาวสมัครเข้ามาประกวด ปีนี้มีผู้สมัคร 86 คน จาก 17 ประเทศ เดินทางมาแข่งขันจริงๆ 69 คน
ศาสตราจารย์ลอนเด็กซ์ (Jean-Marie Londeix) เป็นอาจารย์สอนแซกโซโฟนที่มีชื่อเสียงของโลก สอนที่สถาบันดนตรีเมืองบอร์โด (Bordeaux) ประเทศฝรั่งเศส ท่านเป็นตำนานของนักแซกโซโฟนคลาสสิก เป็นลูกศิษย์ของมาร์เชล มิว (Marcel Mule) ซึ่งถือเป็นครูสอนแซกโซโฟนคนแรกของโลก มีลูกศิษย์ที่สำคัญของวงการแซกโซโฟนสอนอยู่ในสถาบันดนตรีทั่วโลก ความพยายามของศาสตราจารย์ลอนเด็กซ์ที่จะพัฒนาให้แซกโซโฟนเป็นเครื่องดนตรีที่รู้จักในวงการดนตรีคลาสสิก เพื่อจะได้มีบทเพลงใหม่ๆ เพื่อให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจเป่าแซกโซโฟนกันมากขึ้น
ศาสตราจารย์ลอนเด็กซ์ เกิดเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2475 ศึกษาดนตรีที่บ้านเกิดเมืองบอร์โด เป็นนักแซกโซโฟนที่แสดงร่วมกับวงดนตรีต่างๆ และแสดงเดี่ยว ไม่ต่ำกว่า 600 ครั้ง มีผลงานที่เขียนขึ้นเพื่อให้ท่านแสดง 250 ชิ้น มีลูกศิษย์ที่เดินทางไปเรียนกับท่านโดยตรง 135 คน จาก 15 ประเทศ ศาสตราจารย์ลอนเด็กซ์ จึงได้รับเลือกให้เป็นประธานแซกโซโฟนโลก และเป็นผู้ทรงอิทธิพลด้านการศึกษาและการพัฒนาแซกโซโฟนของโลกเลยทีเดียว
การจัดประกวดแซกโซโฟนนานาชาติ เป็นการจัดงานเพื่อเป็นที่ระลึกให้แก่ศาสตราจารย์ลอนเด็กซ์ ในฐานะคนสำคัญของชาวแซกโซโฟน ซึ่งเคยจัดการประกวดขึ้นครั้งแรกที่เมืองบอร์โด เมื่อปี พ.ศ.2539 แล้วก็เลิกหายไป เนื่องจากหาผู้สนับสนุนไม่ได้
ต่อมา เมื่อประเทศไทย โดยวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับการเสนอชื่อเพื่อเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมแซกโซโฟนโลก (World Saxophone Congress) เมื่อปี พ.ศ.2552 นั้น เป็นเรื่องที่เข้าใจยากและทำงานยากมาก เพราะไม่มีใครรู้จักประเทศไทย ในฐานะพื้นที่ของดนตรีคลาสสิก
ดังนั้น เพื่อเตรียมตัวในการเป็นเจ้าภาพที่ดี หากได้ทดลองทำงานใหญ่เพื่อการซักซ้อมความพร้อมเสียก่อน ก็คงจะดีกับการจัดงานไม่น้อยทีเดียว
จากคำแนะนำของคณะกรรมการจัดงาน ก็เสนอให้จัดการประกวดแซกโซโฟนของศาสตราจารย์ลอนเด็กซ์ทดลองเสียก่อน ก่อนที่จะมีงานมหกรรมแซกโซโฟนนานาชาติ ในที่สุดจึงตัดสินใจจัดการประกวดศาสตราจารย์ลอนเด็กซ์ ในปี พ.ศ.2551 เพื่อให้คนรู้จักประเทศไทยก่อน
ปีนี้ พ.ศ.2560 ประเทศไทยได้จัดการประกวดแซกโซโฟนนานาชาติขึ้นเป็นครั้งที่ 5 แล้ว ทำให้มีคนรู้จักวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล จำนวนมากขึ้น นักแซกโซโฟนที่เดินทางมาประกวดก็ให้ความไว้วางใจในคณะกรรมการตัดสิน ให้ความไว้วางใจคณะกรรมการจัดงาน มีอาหารการกินอร่อย ผู้คนเชื่อถือในความปลอดภัย ซึ่งทำให้ประเทศไทยและวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นที่รู้จักของโลกด้านดนตรี
ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่ส่งนักแซกโซโฟนสมัครเข้าร่วมงานมากที่สุด จำนวน 14 คน รองลงมาคือจีนแผ่นดินใหญ่ 10 คน ไต้หวันมีอยู่ 9 คน ประเทศไทยและสเปนอยู่ในลำดับที่ 4 มีจำนวน 6 คน ส่วนญี่ปุ่น 5 คน เกาหลีใต้สมัครเข้าร่วมงาน 4 คน จากฝรั่งเศสและฮ่องกงจำนวน 3 คน สิงคโปร์ 2 คน ที่เหลือเป็นมาเลเซีย โปแลนด์ อิตาลี แคนาดา รัสเซีย ออสเตรเลีย และอังกฤษ ประเทศละคน รวม 69 คน
ส่วนคณะกรรมการตัดสินนั้น ประธาน ศาสตราจารย์ลอนเด็กซ์ มาจากฝรั่งเศส ศาสตราจารย์ ดร.ซูซาน แฟนเชอร์ (Dr. Susan Fancher) จากสหรัฐอเมริกา ศาสตราจารย์
ฌอง-ไมเคิล กัวรี (Jean-Michel Goury) มาจากฝรั่งเศส ดร.เชนยี (Dr. Chen Yi) ศาสตราจารย์มาซาตากะ ฮิราโน (Masataka Hirano) จากญี่ปุ่น ศาสตราจารย์ ดร.เชียน-ควัน ลิน (Chien-Kwan Lin) จากสิงคโปร์ ซึ่งทำงานอยู่ที่อเมริกา (Eastman School of Music) และมีศาสตราจารย์ ดร.วิลเลี่ยม สตรีท (Dr. William Street) เป็นผู้ช่วยจัดการ
การที่จะทำงานในระดับนานาชาติได้นั้น จะต้องยกของเขามาทั้งหมด ทั้งความรู้ การจัดการ และผู้ที่จะดำเนินการในระดับนานาชาติได้จริง ส่วนฝ่ายไทยนั้น ได้แต่เป็นฝ่ายประสานงานและเป็นเจ้าภาพออกค่าใช้จ่าย เรียนรู้และซึมซับว่าเขาทำงานเป็นอย่างไร
อย่างน้อยอาจารย์ของเรา นักศึกษาของเรา และผู้ชม ก็ได้เห็นผลงานว่าระดับนานาชาติเป็นอย่างไร เห็นการศึกษาดนตรีของโลกที่เป็นแนวหน้าว่าเป็นอย่างไรด้วย
ในปีแรก (พ.ศ.2551) ที่จัดขึ้นในประเทศไทยนั้น นักแซกโซโฟนของเราอยู่ห่างไกลไม่ติดฝุ่นเท่าไรนัก อยู่ในลำดับที่ 22-26 มาถึงปีนี้ เด็กไทยเข้าไปถึงรอบ 20 คนสุดท้าย จำนวน 2 คน และหนึ่งในนั้นไปถึงลำดับที่ 6 ซึ่งก็เป็นความพยายามที่ไปได้ไกลมากแล้ว ทั้งนี้ มีเด็กไทยไปเรียนเป่าแซกโซโฟนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โปแลนด์ เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม ฝรั่งเศส เป็นต้น ในขณะเดียวกัน ก็มีเด็กจากจีน สิงคโปร์ มาเลเซีย ได้มาเรียนที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ทำให้การศึกษาวิชาแซกโซโฟนกว้างขวางขึ้นอย่างมากและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
มีเรื่องที่น่าสนใจก็คือ คณะกรรมการรู้สึกตื่นเต้นมากที่เด็กไทยสามารถเข้าไปจนถึงลำดับที่ 6 ก็ได้มาขอเจรจาเพื่อต่อรองที่จะเปิดโอกาสให้เด็กไทยได้เข้ารอบสุดท้าย ซึ่งได้ประกวดรอบสุดท้ายโดยเล่นกับวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (วันเสาร์ที่ 22 กรกฎาคม 2560 เวลา 16.00 น.) โดยคณะกรรมการอ้างว่าเพื่อส่งเสริมเด็กไทยให้ได้ปรากฏในเวทีโลก
คำตอบก็คือ “เด็กไทยก็ควรปรากฏในเวทีโลกที่สง่างาม ไม่ใช่การใช้เส้น (พวกพ้อง) เข้ารอบสุดท้ายไป ถ้าหากเด็กไทยได้รางวัลชนะเลิศขึ้นมา ก็จะกลายเป็นคำครหาต่อไปอีกนาน”
คณะกรรมการก็พยายามที่จะยกเหตุผลมากมาย ในที่สุดก็ได้ยกตัวอย่างให้เขาฟังว่า มีการจัดการแข่งขันชกมวยระดับโลกในประเทศไทยมามากครั้งแล้ว ชาวบ้านที่ดูการชกมวยชิงแชมเปี้ยนโลกทางจอโทรทัศน์ เมื่อเห็นว่านักมวยไทยสู้ไม่ได้ ก็ได้ตะโกนเชียร์ไปว่า “สู้ไม่ได้ก็กอดเข้าไว้ หมดยกแล้วค่อยโกงเอา”
ซึ่งในที่สุด คณะกรรมการก็ยอม ในรอบสุดท้ายจึงมีผู้เข้ารอบเพียง 5 คน เท่านั้น
เพลงที่ใช้ในการประกวด เป็นเพลงที่ได้ประพันธ์ขึ้นมาใหม่โดยนักประพันธ์เพลงชาวฝรั่งเศส
ผู้เข้าประกวดทั้ง 5 คน ก็ต้องเล่นเพลงเดียวกัน นักดนตรีก็ต้องเล่น 5 เที่ยว ผู้ฟังก็ต้องฟัง 5 ครั้ง แต่ก็จะเห็นชัดว่าใครมีความสามารถมากกว่ากัน ซึ่งผลการตัดสินของคณะกรรมการ รางวัลที่หนึ่งเป็นเด็กจากสเปน ชื่อ คาร์ลอส ออร์โดเนซ (Carlos Ordonez) รางวัลที่สอง เด็กจากรัสเซีย เอียฟกินี โนวิคอฟ (Evgeny Novikov) รางวัลที่สาม เป็นนักเรียนจากจีนที่ไปเรียนอยู่ที่อเมริกา อิวาน ซาง (Aiwen Zhang) รางวัลที่สี่ เป็นนักเรียนจีนที่เรียนในอเมริกา เจียสิ โจว (Jiaqi Zhao) และรางวัลสุดท้าย เป็นนักเรียนจากสหรัฐอเมริกา อลาสเตีย ไรท์ (Alastair Wright)
การพัฒนาการศึกษาดนตรีไปสู่ระดับนานาชาติได้นั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะดนตรีไม่ได้เป็นวิชาที่อยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไม่ได้เป็นวิชาที่สร้างกำไรขาดทุน ไม่ได้เป็นวิชาที่จะช่วยชีวิตคนให้อยู่รอดจากโรคภัยไข้เจ็บได้ รัฐจึงไม่ได้ลงทุนการศึกษาดนตรีอะไรมากนัก แม้ว่าจะมีสถาบันการศึกษาดนตรีในระดับอุดมศึกษา 48 มหาวิทยาลัยก็ตาม แต่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการศึกษาเบื้องต้น ไม่ได้เรียนดนตรีเพื่อการอาชีพหรือการแข่งขันในระดับนานาชาติ งานของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่รู้จักในสายตาของชาวโลก ก็ได้ทำหน้าที่เกินหน้าเกินตัวไปมากแล้ว
แต่ก่อนเราเดินทางไปหาเขาที่เมืองฝรั่ง เราจ่าย เมื่อเขาเดินทางมาหาเราที่ประเทศไทย เราก็ต้องจ่าย เวลาผ่านไป 23 ปีแล้ว วันนี้ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กลายเป็นพื้นที่ของเวทีการแข่งขันดนตรีของโลกไปแล้ว อย่างน้อยๆ ก็มีงาน 4 รายการ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย คือ การประกวดเปียโนระดับนานาชาติ การประกวดแซกโซโฟนนานาชาติ การประกวดการประพันธ์เพลงนานาชาติ และเทศกาลดนตรีแจ๊ซนานาชาติเพื่อการเรียนรู้
วันนี้ ประเทศไทย อยู่ในแผนที่โลกด้านดนตรีแล้ว แม้ว่าคนไทย นักการศึกษาไทย หรือรัฐบาลไทย จะไม่รู้และไม่ใส่ใจก็ตาม แต่คนที่รักดนตรีทั่วโลก ได้ติดตามการประกวดดนตรีที่เกิดขึ้นในประเทศไทยแล้ว อีก 5 ปีข้างหน้า เราจะพบว่า เด็กไทยจะไปอยู่บนเวทีโลกด้านดนตรีที่ต่อเนื่องและยั่งยืน

