
การเมืองแบบเครือญาติของรัฐโบราณในอุษาคเนย์ ทำให้ปรางค์ในไทยมีรากเหง้าเค้าต้นจากปราสาทแบบเขมร
แต่ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยหลีกเลี่ยงไม่บอกความจริง สืบเนื่องจากการศึกษาโบราณคดีในไทยโดยเนื้อแท้แล้วคือประวัติศาสตร์ศิลปะแบบอาณานิคม เน้นจำแนกเชื้อชาติ ซึ่งไม่มีจริงในโลก
จากนั้นสถาบันการศึกษาไทยทุกระดับรับไป แล้วพากันปกปิดความจริงไว้เพื่อการเมืองแบบคลั่งชาตินิยม
ศ. ดร. สันติ เล็กสุขุม เปิดเผยความจริงตามหลักวิชาว่า ปรางค์ หรือพระปรางค์ในไทย ล้วนมีต้นแบบจากปราสาทขอม หรือปราสาทเขมร
“ปรางค์ ซึ่งเชื่อว่าสร้างขึ้นก่อนราชธานีกรุงศรีอยุธยาราว 100 ปี มีอยู่ที่ลพบุรี วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ” ซึ่งมาจาก “ปราสาทแบบเขมรที่เป็นต้นแบบ มีพัฒนาการมาก่อนยาวนานกว่าพันปีในดินแดนประเทศกัมพูชา และรวมทั้งในดินแดนไทยที่มีอยู่เป็นส่วนน้อย”
[จากหนังสือ วัด-เจดีย์ : ในและนอกเกาะกรุงศรีอยุธยา สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก กรกฎาคม 2560]
ทั้งเล่ม อ่านแค่นี้ก็คุ้มแล้ว ส่วนเนื้อหาที่เหลือเป็นกำไร
การเมืองแบบเครือญาติ
ปราสาทแบบเขมรองค์สำคัญมากที่เป็นต้นแบบปรางค์ในไทย ได้แก่ ปราสาทพิมาย (อ. พิมาย จ. นครราชสีมา) กับปราสาทนครวัด (เมืองเสียมเรียบ กัมพูชา) ซึ่งอยู่ร่วมสมัยกัน ราวเรือน พ.ศ. 1650 (ก่อนสถาปนาอยุธยา พ.ศ. 1893 ราว 243 ปี)
ปราสาทพิมายอยู่ลุ่มน้ำมูล บริเวณถิ่นเดิมบรรพชนกษัตริย์กัมพูชาที่สร้างปราสาทนครวัดและปราสาทบายน เมืองนครธม บริเวณโตนเลสาบ เป็นที่รับรู้กว้างขวางในหมู่นักวิชาการสากลทางประวัติศาสตร์โบราณคดี
เป็นหลักฐานสำคัญอย่างยิ่ง แสดงว่าคนที่ราบสูงกับที่ราบลุ่ม เป็นพวกเดียวกัน แล้วไปมาหาสู่ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ จนหลังรับอารยธรรมอินเดีย (แล้วสร้างปราสาทพระวิหารไว้บริเวณช่องเขาพนมดงเร็กที่เป็นเส้นทางคมนาคมติดต่อถึงกัน)
เหล่านี้ แสดงความสัมพันธ์ทางการเมืองในระบบเครือญาติว่ากษัตริย์เมืองพิมาย, เมืองพระนคร (ในกัมพูชา), เมืองละโว้ (ลพบุรี) และกรุงศรีอยุธยา เป็นเครือญาติใกล้ชิดจนแยกไม่ได้ว่าเป็นคนละพวกคนละพันธุ์
กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
เพราะมีภาระต้องแก้ไขปัญหาการรุกล้ำรื้อทำลายพื้นที่วัดร้าง “หน้าที่โดยตรงในการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการ และการเผยแพร่ข้อมูลวิชาการของกรมศิลปากร จึงถูกทอนแบ่งไปอย่างน่าเสียดาย” ศ. ดร. สันติ เล็กสุขุม เขียนบอกในหนังสือ วัด-เจดีย์ฯ (หน้า 4)
ต้นเหตุของการรุกล้ำทำลายโบราณสถาน (ในไทย) มีมากเกินประมวลได้หมดครบถ้วน แต่ผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ เคยศึกษาวิจัยนานหลายสิบปีมาแล้ว พบว่าเหตุสำคัญของการรุกล้ำทำลาย เนื่องเพราะกรมศิลปากรรวบอำนาจไว้ตั้งแต่แรกที่คณะราษฎรสถาปนากรมศิลปากร พ.ศ. 2476
ยิ่งบ้าอำนาจ โบราณสถานยิ่งถูกทำลาย นักวิชาการโบราณคดีกรมศิลปากรก็ยิ่งไม่มีเวลาศึกษาค้นคว้า
ปัญหาเหล่านี้แก้ได้ด้วยการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบสากล (ไม่ครึ่งๆ กลางๆ แบบไทย) แล้วกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง (โดยไม่กั๊ก)
จะพบว่าไม่เคยได้ยินปัญหา (อย่างที่กรมศิลปากรมีในไทย) จากบรรดาประเทศประชาธิปไตยในโลก ที่กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นบริหารจัดการอนุรักษ์และพัฒนามรดกทางวัฒนธรรมโบราณวัตถุสถานในท้องถิ่นนั้นๆ
ปัญหาจะเบาบางหรือหมดไปถ้าไทยกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นอย่างแท้จริง (ไม่หลอกๆ และไม่ดีแต่พูด) นักโบราณคดีจะได้มีเวลาทำงานวิชาการเต็มไม้เต็มมือตามต้องการ (หรือตามที่พูดอวดไว้)
นักโบราณคดีกรมศิลปากร มักอ้างว่าถ้าให้ท้องถิ่นดูแล การบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถานจะผิดพลาด เพราะท้องถิ่นขาดความรู้ความเข้าใจ แต่ที่ราชการทำทุกวันนี้มีผิดพลาด
บ่อยๆ และหลายแห่งท้องถิ่นทำถูกต้องดีกว่า จึงไม่น่าเสียหายถ้าให้ท้องถิ่นดูแลโดยร่วมกันสร้างกฎ กติกา มารยาท ปฏิบัติต่อโบราณสถาน
การเมือง (ของรัฐราชการ) ทำให้งานวิชาการของกรมศิลปากรไม่ก้าวหน้า ถ้าอยากให้วิชาการก้าวหน้าก็ต้องแก้ไขด้วยการเมือง (ตามที่บอกมา)
แต่นักวิชาการโบราณคดีในไทย มักโอ้อวดว่าตนเป็นคนดีและไม่การเมือง ทั้งๆ วิชาที่เรียนและงานที่ทำเป็นการเมืองเนื้อๆ ล้วนๆ แถมไม่กล้าพูดหรือพูดไม่ออก บอกไม่ถูก เพราะปากอมนกหวีดไว้แน่นมากต่างหากล่ะ

