หน้าแรก บทความ อาศรม มิวสิก ...

อาศรม มิวสิก ความปลาบปลื้มทางดนตรี ทั้งจากซิมโฟนีมหึมา และเชมเบอร์มิวสิกเล็กๆ เพียง 3 ชิ้นโดย:บวรพงศ์ ศุภโสภณ

6.08.17 | 13:00 น.

ในตอนแรกผมไม่คิดจะเขียนถึงการบรรเลงบทเพลงซิมโฟนีหมายเลข 3 ของกุสตาฟ มาห์เลอร์ (Gustav Mahler) โดยวง ที.พี.โอ. (Thailand Philharmonic Orchestra) ที่ผ่านไปเมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2560 ณ หอแสดงดนตรีมหิดลสิทธาคาร อำนวยเพลงโดย อัลฟอนโซ สการาโน (Alfonso Scarano) ด้วยเหตุผลที่ว่ายังไม่มั่นใจนักว่า เขาจะสามารถกำกับการแสดงซิมโฟนีโรแมนติกอันอภิมหาอลังการบทนี้ได้ดีพอ หลังจากที่เมื่อปลายปี พ.ศ.2559 เขากำกับการบรรเลงซิมโฟนีหมายเลข 1 ของมาห์เลอร์ กับวงที.พี.โอ.อย่างฟอร์มตกจนน่าใจหาย มาในครั้งนี้จึงไม่คาดหวังอะไรมากนักในการแสดงซิมโฟนีหมายเลข 3 ที่ทั้งยาวกว่าและซับซ้อนยุ่งยากมากกว่า แต่อย่างไรก็ดี การแสดงบทเพลงขนาดมหึมาที่ต้องลงทุนมากมายที่จะจัดการแสดงให้เกิดขึ้นได้แบบนี้ มันย่อมเป็นกำไรชีวิตมากกว่าที่จะออกไปหาประสบการณ์ฟังการแสดงสดๆ ให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต ซึ่งเราไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าเราจะมีโอกาสไปชมการแสดงจริงได้อีกครั้งเมื่อใด คิดได้แบบนี้จึงตัดสินใจไปชม โดยมิได้เตรียมตัวไปล่วงหน้าว่าจะเขียนถึง ไม่ได้เตรียมกระดาษ,ปากกาไปจดรายละเอียดใดๆ แบบทุกครั้งที่ผ่านมา และแล้วมันก็เป็นการคาดการผิดอย่างถนัด มันกลับกลายเป็นประสบการณ์ในการฟังดนตรีครั้งสำคัญอีกครั้งในชีวิต เสียงดนตรีดีๆ ที่ฝังอยู่ในความทรงจำที่สามารถนำมารายงานถึงความประทับใจให้กับท่านได้อ่านกันอีกครั้งในวันนี้

และหากแม้ท่านเชื่อในคำกล่าวที่ว่า “สรรพสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกนี้ล้วนไม่มีอะไรบังเอิญ” แล้ว มาตรฐานการบรรเลงของวง ที.พี.โอ.ที่แสดงถึงพัฒนาการความก้าวหน้าในครั้งนี้ ก็ลงล็อกตรงกับช่วงเวลาที่นักดนตรีสายเลือดใหม่ที่คัดเลือกตัวเข้ามาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้ปรับตัวเข้าหากันจนแสดงศักยภาพใหม่ของพวกเขาได้กระจ่างชัดในครั้งนี้ มันเกิดขึ้นอย่างเหมาะเจาะราวกับถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า บทเพลงที่มาห์เลอร์เขียนเอาไว้เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว แต่ลักษณะการเขียนเพลงนี้ได้เปิดโอกาสให้นักดนตรีใหม่ๆ ของวง ที.พี.โอ.ได้อวดความสามารถเฉพาะตัวกันอย่างหลากหลาย และเมื่อกล่าวถึงในประเด็นนี้ก็เห็นจะไม่มีใครเกิน “ไมเคิล โรบินสัน จูเนียร์” (Michael Robinson Jr.) หัวหน้ากลุ่มทรอมโบนคนใหม่ ซึ่งเพิ่งจะเข้ามารับตำแหน่งได้อย่างเปรียบเสมือนเพชรประดับยอดมงกุฎทีเดียว ผมเองเคยเขียนชมกลุ่มทรอมโบนของวง ที.พี.โอ.เอาไว้อย่างไม่ยั้งปากกาว่า นี่คือกลุ่มทรอมโบนที่ดีที่สุดของวงซิมโฟนีออเคสตราทั้งหลายในบ้านเรา (คำชมนี้อาจเสมือนดาบสองคมที่สร้างความเกลียดชังให้กับผู้วิจารณ์ได้อย่างไม่รู้ตัว) ในซิมโฟนีบทนี้ มาห์เลอร์ได้เขียนแนวบรรเลงเดี่ยวให้กับทรอมโบนในท่อนแรกอย่างงดงาม,หลากสีสัน,หลายจริตจรรยา และการบรรเลงของไมเคิลนั้นกล่าวได้อย่างไม่ยั้งปากเลยว่า ทั้งสมบูรณ์และสุดยอดในบทบาทที่มาห์เลอร์เขียนไว้ให้ เชื่อมั่นได้ว่าถ้าจะบอกว่าเขาบรรเลงอยู่ในวงออเคสตราชั้นนำระดับโลกก็จะไม่เป็นที่คลางแคลงใจใดๆ กับน้ำเสียงและเทคนิคที่เรียกได้ว่า “ขั้นเทพ” แบบนั้น นี่คือสุดยอดนักทรอมโบนที่สามารถเปิดหลักสูตรการเรียนทรอมโบนในขั้นสูงแบบที่เรียกว่า “มาสเตอร์คลาส” (Master Class) ได้โดยที่ไม่ต้องไป “นำเข้า” นักทรอมโบนระดับปรมาจารย์จากต่างแดนที่ไหนอีกแล้ว

เขาควรที่จะได้ถ่ายทอดแบ่งปันประสบการณ์ขั้นนี้ให้กับนักเล่นทรอมโบนชาวไทยรุ่นใหม่กันบ้าง นี่น่าจะเป็นคุณูปการในระดับต่อไป

เสียงร้องของนักร้องเสียงเมซโซโซปราโน (Mezzo Soprano) ผิวสีชาวอเมริกันนาม “คริสตี สวอนน์” (Krysty Swann) ในท่อนที่ 3 และท่อนที่ 4 แสดงให้เห็นระดับความคิดในเชิงการตีความที่ตกผลึกแล้วของเธอ โดยเฉพาะในท่อนที่ 4 ที่เธอต้องรับบทนักบุญเซนต์ปีเตอร์ผู้สำนึกผิดและวงขับร้องประสานเสียงเด็กผู้ชาย (จากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย) รับบทเสียงเหล่าเทพยดาที่คอยปลอบประโลมด้วยความเมตตา เสียงร้องที่แสดงอารมณ์ความรู้สึกและสำนึกในเชิงศาสนา เธอแสดงให้ประจักษ์ชัดว่าการขับร้องเดี่ยวตัวบทในเชิงศาสนาและปรัชญาแบบนี้ควรจะต้องแสดงอารมณ์ความรู้สึกผ่านออกมาทางน้ำเสียงอย่างไร

Advertisement

แน่นอนที่สุดมันต้องไม่ใช่อารมณ์ความรู้สึกแบบเพลงร้องเดี่ยว (Aria) ในละครอุปรากรทั่วๆ ไป เพราะมันคือพื้นฐานทางอารมณ์ที่แตกต่างกัน

และถ้าใครเคยติดอกติดใจในความงามผุดผ่องของท่อนช้า (Adagietto) สำหรับวงเครื่องสายล้วน (และพิณฮาร์พ) จากซิมโฟนีหมายเลข 5 ของมาห์เลอร์มาก่อน ขอเรียนเชิญท่านมาสดับกับอารมณ์ความรู้สึกอันดื่มด่ำเช่นนั้น (และขอยืนยันว่ามันอาจจะดื่มด่ำลึกซึ้งยิ่งกว่า) จากช่วงเปิดการบรรเลงท่อนสุดท้ายของซิมโฟนีบทนี้ เสียงที่เปิดขึ้นมาอย่างนุ่มนวลแผ่วเบาโดยกลุ่มเครื่องสาย พ้องกับคำกำกับท่อนที่มาห์เลอร์เขียนไว้ว่า “สิ่งที่ความรักบอกกับฉัน” (What Love Tells Me) ใช่แล้วมันคือความรักหากแต่มันมิใช่ความรักฉันชู้สาวอันร้อนแรงด้วยกิเลสและความปรารถนาแห่งความใคร่ แต่นี่คือความรักของพระผู้เป็นเจ้าอันบริสุทธิ์ที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาและการให้อภัย

นี่ต่างหากคือนัยความหมายของความรักในท่อนนี้ มันยังเหนือกว่าซิมโฟนีหมายเลข 5 ตรงที่ในตอนกลางและท้ายท่อน มีเสียงจากกลุ่มเครื่องเป่าที่สมทบเข้ามาเสริมพลังเสียงแห่งศรัทธาอันศักดิ์สิทธิ์นี้ มันถาโถมเข้ามาอย่างสง่างามและผ่องพิสุทธิ์ เป็นเส้นแบ่งเขตแดนบางๆ ระหว่างเสียงดังกึกก้องอย่างแผดกร้าวคึกคนองด้วยอำนาจ และความดังอย่างผุดผ่อง,ปีติและอิ่มเอิบด้วยตัวโน้ตเดียวกันในสกอร์ดนตรีเดียวกัน กำกับ-บ่งบอกด้วยความดังระดับเดียวกัน เหลือเพียง “นัยระหว่างบรรทัด” เท่านั้นที่วาทยกรและจะมีความสามารถเพียงพอหรือไม่ที่จะสะกดนักดนตรีในวงให้บรรเลงด้วยความดังแบบไหน

นี่เองเป็นสิ่งที่เราได้ยินกันมานานว่า “ดนตรี” ไม่สามารถเขียนออกมาเป็นตัวโน้ตได้ทั้งหมด ตัวมาห์เลอร์เองที่เขียนสกอร์นี้มีความเป็นห่วงและกังวลอย่างมากว่า วาทยกรและวงดนตรีจะบรรเลงให้มันดังกึกก้องออกมาในแบบแรกที่ผิดวัตถุประสงค์และแนวคิดเชิงอภิปรัชญาของซิมโฟนีบทนี้ ซึ่งในครั้งนี้ อัลฟอนโซ สการาโน ใช้ภาษากายอันจำกัดของเขากำกับศิลปินดนตรีชุดใหม่ของวง ที.พี.โอ.บรรเลงมันให้ออกมาอย่างดังสุดขีดในลักษณะและความหมายในประการหลัง

นี่คือความสำเร็จในระดับการตีความอันเปราะบางล่อแหลม มันมิใช่เรื่องพลังและเทคนิคทางสียงเพียงประการเดียว มันคือความเข้าใจถึงนัย-ความหมายแฝงเชิงอภิปรัชญาและศาสนาอันผุดผ่องที่วาทยกรและนักดนตรีทั้งวงจะต้องรู้สึกด้วยกันตรงกันและเปล่งเสียงนั้นออกมาได้เช่นนี้ ผลงานดนตรีที่เรียกร้องวุฒิภาวะทางความคิดจากศิลปินดนตรีอย่างไม่น้อยไปกว่าความซับซ้อนทางตัวโน้ตเลย

ความปลื้มปีติน่าประทับใจทางดนตรีอย่างมากเกิดขึ้นอีกครั้งกับการแสดงเชมเบอร์มิวสิก โดยกลุ่มนักดนตรีชาวไทยเลือดใหม่ไฟแรงหนุ่ม-สาว 3 คน ในวัย 20 ต้นๆ (วง Piano Trio) ที่ต่างล้วนเพิ่งจะจบการศึกษามาจากสถาบันดนตรีชั้นนำในต่างประเทศด้วยกันทั้งหมด

จิรเจต เจษฎาเชษฐ์ นักไวโอลินที่เพิ่งจบการศึกษาจากสถาบันดนตรี Yong Siew Toh อันเป็นสถาบันดนตรีชั้นแนวหน้าของทวีปเอเชียแห่งสิงคโปร์ , ปัญญพัทธ์ วงศ์เวชวิวัฒน์ นักเชลโลที่เพิ่งจบการศึกษาจากสถาบันดนตรีจูลิอาร์ด (Juilliard School ที่มีชื่อเสียงก้องโลกแห่งนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา) เขาน่าจะเป็นคนไทยคนแรกๆ (หรืออาจจะคนแรกสุด?) ที่จบการศึกษาจากสถาบันดนตรีในฝันแห่งนี้ และนักเปียโน ชมฉัตร ศิลารัตน์ ที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอินเดียนา และกำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ณ สถาบันดนตรีคลีฟแลนด์ การแสดงครั้งนี้เกิดขึ้นในค่ำวันอาทิตย์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ.2560 ณ หอแสดงดนตรี อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ประวัติอันสวยหรูของศิลปินทั้งสามมาพร้อมกับภูมิธรรมทางดนตรีที่แสดงออกมาในภาคปฏิบัติในคอนเสิร์ตครั้งนี้ได้อย่างเป็นที่ประจักษ์ชัดคู่ควรแก่วุฒิการศึกษานั้น และเราไม่สามารถข้ามการกล่าวถึงผู้เรียบเรียงเสียงประสานบทเพลงพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 9 ทั้ง 4 เพลงในครึ่งแรกไปได้เลย (บทเพลงแสงเทียน, Oh I Say, แว่ว และแผ่นดินของเรา) เขาคือ ชวิน เต็มสิทธิโชค เด็กหนุ่มที่สูงด้วยประสบการณ์ในการเรียบเรียงดนตรีในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งคู่ควรกับคำว่า “นักดุริยางคศาสตร์” (Orchestrator) อย่างแท้จริง

เขาเข้าถึงระดับของคำว่า “ภาษาดนตรี” กอปรด้วยความเข้าอกเข้าใจในนิสัยประจำตัว,ความถนัดตามธรรมชาติของเครื่องดนตรีแต่ละชนิดเป็นอย่างดี จึงสามารถเรียกความสามารถเฉพาะของเครื่องดนตรีแต่ละชนิดออกมาใช้และแสดงออกได้อย่างเหมาะสม ลื่นไหลและเป็นธรรมชาติ ด้วยสื่ออันจำกัดเพียง 3 ชิ้น แต่กลับสามารถรังสรรค์พลังทางดนตรี,ความหลากหลายทางเสียงและลีลาดนตรีออกมาใช้ได้อย่างน่าทึ่ง เขาเป็นนักเรียบเรียงฯที่มีลูกเล่นและความคิดสร้างสรรค์เต็มพุง ทั้งการประสานสียง (Harmony) การสอดทำนอง (Counterpoint) การเขียนทำนองเสริม (Counter Melody)….ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เขาก้าวพ้นระดับ “วิชาการ” มาสู่ระดับของศิลปะและดนตรีอย่างแท้จริง

เมื่อมาถึงบทเพลงเอกของรายการคือ เปียโนทริโอ ในบันไดเสียง เอไมเนอร์, ผลงานลำดับที่ 50 ของไชคอฟสกี (Pyotr Ilyich Tchaikovsky) ดุริยกวีแมนติก แห่งรัสเซียนั้น นี่คือการแสดงดนตรีเชมเบอร์มิวสิกที่สูงด้วยคุณภาพในรอบหลายปีจริงๆ พวกเขาทั้งสามคนเข้าถึงลักษณะอันตรงกันข้ามกันอย่างสุดขั้วของไชคอฟสกีได้เป็นแม่นมั่น นั่นคือขั้วแห่งความร้อนแรงในพลังอารมณ์ และขั้วแห่งความสุขุมละเมียดละไมในอารมณ์

การเปลี่ยนขั้วอารมณ์ที่แตกต่างอย่างน่าสนใจ พวกเขาทำให้ไชคอฟสกีมิได้เป็นเพียงนักแต่งเพลงบัลเลต์ หรือนักแต่งเพลงซิมโฟนีที่ยิ่งใหญ่ แต่ทำให้เราประจักษ์ถึงพรสวรรค์อันเป็นพิเศษในการเขียนดนตรีเชมเบอร์มิวสิกของปรมาจารย์โรแมนติกรัสเซียท่านนี้อีกด้วย

ความสามารถเฉพาะตัวของศิลปินทั้งสาม เป็นเรื่องที่ยกเว้นหรือข้ามไปไม่ได้ เป็นอีกครั้งหนึ่งที่พวกเขาแสดงให้เห็นว่า คำว่าศิลปะการเล่นดนตรีด้วยกันเป็นวงแบบที่เรียกว่า “Ensemble” นั้น ต้องมาจากพื้นฐานความเป็นเลิศส่วนตัวของแต่ละบุคคลเสียก่อน ถ้าภาพดนตรีสะท้อนความจริงแห่งปรัชญาชีวิตก็คือ ความเป็นเลิศขององค์กรจะต้องมาจากความสามารถอันเป็นเลิศของพนักงานแต่ละคนในองค์กรเสียก่อน ความสามารถทางไวโอลินของจิรเจตนั้นมีความหลากหลาย เขาสามารถไปได้ทั้ง “ทาง” แบบละเมียดละไมนุ่มนวล หรือทางแบบดุดัน,จัดจ้าน เต็มไปด้วยพลังอารมณ์อันร้อนแรง

เขาสามารถรับมือกับดนตรีได้ทุกบทบาทลีลา

สําหรับชมฉัตรนั้นนอกเหนือไปจากแม่ไม้, เทคนิคทั้งหลายอันจำเป็นสำหรับนักเปียโนแล้ว เธอยังเปี่ยมด้วย “ความเป็นนักดนตรี” ชั้นดี มีความเข้าใจในศาสตร์และศิลป์แห่งการบรรเลงดนตรีเชมเบอร์มิวสิกอย่างมาก (ผ่านการแสดงออกทางเสียงดนตรีของเธอ) มีความคล่องแคล่วทางภาษาดนตรี, สำนึกแห่งการปรับตัวเข้าเล่นเป็นวงดนตรีที่นักเรียนเปียโนบางส่วนอาจละเลยไปนั้น (ด้วยความเข้าใจผิดๆ ว่า เปียโนคือเครื่องดนตรีที่มีธรรมชาติแบบเป็นเอกเทศ, เล่นคนเดียวไม่ขึ้นกับใคร) เธอมีอยู่สูงจนน่าเป็นแบบอย่างอันดีของนักเปียโนรุ่นต่อๆ ไปทีเดียว และแน่นอนที่สุดเธอเป็นนักเปียโนที่สร้างสีสัน (Colourful) ให้กับเครื่องดนตรีกึ่งกระทบชนิดนี้ได้อย่างชัดเจน และกล่าวสำหรับนักเชลโล ปัญญพัทธ์แล้ว เป็นเรื่องน่าทึ่งทีเดียวที่ได้รับรู้ว่า เรามีนักดนตรีสายเลือดไทยที่สามารถไปคว้าปริญญาจากสถาบันดนตรีจูลิอาร์ด อันเป็นสถาบันดนตรีในฝันสำหรับผู้ปรารถนาวิถีอาชีพทางดนตรีมากต่อมาก เขามิได้คว้ามาได้เพียงแค่ใบปริญญาซึ่งเป็นเพียงกระดาษใส่กรอบมาติดข้างฝาบ้านธรรมดาๆ เขายังคว้าภูมิธรรมทางดนตรีมาอย่างสมชื่อกับสถาบันดนตรีจอมหินแห่งนี้ เสียงเชลโลของเขาคือภาพลักษณ์อย่างชัดเจนของเครื่องดนตรีชนิดนี้ สุขุมคัมภีรภาพ-มั่นคง มันคือภาพลักษณ์ของบุรุษนักปราชญ์หนุ่มผู้เปี่ยมด้วยสติ และระมัดระวังการแสดงออกได้อย่างเหมาะสมทุกลมลายใจ นี่คือศิษย์เก่าจูลิอาร์ด ที่คู่ควรกับเกียรติภูมิชื่อเสียงของสถาบันดนตรีแห่งนี้อย่างแท้จริง

หลังการแสดงจบลงแอบนึกในใจขึ้นมาแวบหนึ่งว่า ต่อไปนี่น่าจะเป็นวงเปียโนทริโออาชีพถาวร แบบ Beaux Arts Trio ในตำนาน ให้เราได้ชื่นชมกับศิลปะดนตรีเชมเบอร์มิวสิกอันละเมียดงดงามภายใต้สื่อการแสดงออกที่จำกัดด้วยจำนวน (แต่ไม่จำกัดด้วยคุณภาพและจินตนาการทางดนตรี) แต่นั่นก็เพียงแค่แวบเดียวเท่านั้น เพราะเราก็ต้องหันมายอมรับกับความจริงที่ว่า หลังคอนเสิร์ตนี้แล้วพวกเขาก็ต้องแยกย้ายกันไปตามวิถีทางดนตรีเฉพาะตัวอย่างปฏิเสธไม่ได้ อย่าเคลิบเคลิ้มหรือฝากความหวังอะไรไว้มากมายนักกับวงการดนตรีบ้านเรา หันไปดูความทรงจำในอดีตก็เคยมี “ดาวรุ่ง” แบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วไม่น้อย แต่พวกเขาก็ต้องแยกย้ายกันไปตามหนทางของแต่ละคน ความสำเร็จอันน่าปลื้มปีติที่เราได้สัมผัส มันคือผลพวงจากความพยายามส่วนตัวจากครอบครัวเล็กๆ ของแต่ละบ้าน,ความอุตสาหะทุ่มเทจากพ่อ-แม่ผู้ปกครองของแต่ละคน

สังคมดนตรีบ้านเรายังขาด “เปล” (Cradle) ที่จะเลี้ยงดูบ่มเพาะศิลปินดนตรีแบบนี้อย่างยั่งยืน