ปี พ.ศ.2532 ผู้เขียนได้มีโอกาสศึกษาค้นคว้าเรื่องดนตรีชาวสยาม โดยเดินทางไปบันทึกเสียงวงดนตรีของวงชาวบ้านทั่วประเทศ คัดเลือกโดยใช้ความชื่นชอบและความรู้ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง เลือกความสะดวกในการเดินทาง ติดต่อสื่อสารง่ายที่จะเรียกหาเพื่อบันทึกเสียง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นวงดนตรีที่มีชื่อเสียง มีงานเล่นเป็นประจำ มีผลงานโดดเด่น ทั้งนี้ยังมีวงดนตรีพื้นบ้านอีกจำนวนมากที่ไม่มีข้อมูล ไม่สามารถที่จะติดต่อได้ในขณะนั้น จึงไม่สามารถที่จะบันทึกเสียงเอาไว้ได้ ส่วนนักดนตรีที่ได้บันทึกเสียงในสมัยนั้น มาถึงวันนี้ต่างก็ล้มหายตายจากกันไปเกือบหมดแล้ว
ครูขาเดร์ แวเด็ง (พ.ศ.2474-2556) เป็นนักไวโอลินเล่นรองเง็งอยู่ปัตตานี มีวงชื่อเด็นดงอัสลี ซึ่งต่อมาครูขาเดร์ก็ได้เป็นศิลปินแห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ.2536 สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีพื้นบ้าน-รองเง็ง) โดยอาศัยผลงานที่ได้บันทึกเสียงครั้งนั้นนำเสนอ ซึ่งอาจจะเป็นงานบันทึกเสียงชิ้นเดียวที่เก็บรักษาเพลงรองเง็งไว้ ครูขาเดร์นั้นเป็นมุสลิมนับถือศาสนาอิสลาม ผู้เขียนได้ถามครูขาเดร์ว่า “การที่ครูเล่นดนตรี เป็นบาปไหม” ท่านบอกว่า “ผมได้ถวายเสียงดนตรีที่ไพเราะงดงามแด่พระองค์ เพื่อผมจะได้ขึ้นสวรรค์บ้าง”
ครูขาเดร์ แวเด็ง เป็นศิลปินแห่งชาติคนเดียวจากปัตตานี ที่ได้รับการยกย่องว่าได้รักษาเพลงพื้นบ้านรองเง็งเอาไว้ เพราะว่าเพลงรองเง็งเป็นประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมที่สั่งสมวิถีชีวิต เสียงเพลงของปัตตานีและภาคใต้ตอนล่างเอาไว
ทำให้ชาวสามจังหวัดภาคใต้รุ่นหลังได้ศึกษา สืบทอด และเผยแพร่ต่อไป ซึ่งเป็นความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ดนตรีรองเง็งยังเหลืออยู่
หากจะย้อนกลับไปในอดีต สมัยที่เมืองปัตตานียังมีความรุ่งเรืองอยู่ ปัตตานีถือเป็นหัวเมืองสำคัญของรัฐในตอนใต้ที่เป็นรัฐอิสระ ปัตตานีเป็นเมืองหลวง เป็นเมืองศูนย์กลางการค้า เป็นเมืองที่มีศิลปวัฒนธรรมสูง เป็นเมืองที่มีศิลปินอาศัยอยู่จำนวนมาก เป็นอารยธรรมที่ผสมผสานระหว่างอาหรับ อินเดีย โปรตุเกส แขกมลายู และสยาม ทั้งในด้านวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ อาหารการกิน สถาปัตยกรรม ศิลปวัฒนธรรม และดนตรี
ในสมัยรัชกาลที่ 1 ทรงยกทัพไปตีเมืองปัตตานีได้ ในปี พ.ศ.2329 ทั้งกวาดต้อนชาวเมืองปัตตานี พร้อมทรัพย์สมบัติ และนำเอาพญาตานี (ปืนใหญ่ 3 กระบอก) ซึ่งจมน้ำ 2 กระบอก เหลือมาถึงกรุงเทพฯ 1 กระบอก ตั้งอยู่ที่หน้ากระทรวงกลาโหมในปัจจุบัน ส่วนชาวเมืองปัตตานีที่ถูกกวาดต้อนมา ก็ได้ตั้งถิ่นฐานริมคลองบางหลวง มีมัสยิดต้นสนเป็นศูนย์กลางรวมจิตใจ เป็นชุมชนมุสลิมจากปัตตานี
ชาวเมืองปัตตานีที่ถูกกวาดต้อนเข้ามาอยู่ในกรุงสยาม ก็มีคนทุกสาขาอาชีพ ที่หลงเหลืออยู่ก็คือการดำรงวิถีชีวิต อาหารการกิน ศิลปะ และดนตรี ลิเกฮูลู นักดนตรี ช่างฟ้อนรองเง็ง รำมะนา ซอระบับ ก็ถูกรวบกวาดมาด้วย ทำให้ชุมชนริมคลองบางหลวง ซึ่งมีกลุ่มมโหรีปี่พาทย์เดิมอยู่ก่อนแล้ว ก็อาศัยปะปนกันโดยธรรมชาติ ประกอบกับบริเวณนั้นมีชุมชนจีน ชุมชนฝรั่ง (โปรตุเกส) ชุมชนลาว มอญ แขกมลายู แขกอินเดีย และชาวสยามอยู่ใกล้กัน ทำให้ดนตรีไทยดั้งเดิมผสมผสานเป็นดนตรีแนวใหม่
ครูมีแขก (พระประดิษฐไพเราะ) เกิดที่ชุมชนปัตตานี ริมคลองบางหลวง ประมาณว่ามีชีวิตระหว่าง พ.ศ.2330-2415 (85 ปี) เป็นลูกแขก (ชื่อมี ที่เป็นลูกของแขก) ชอบเล่นดนตรี เพราะพ่อเป็นลิเกฮูลูเล่นซอระบับ เมื่ออยู่กับพวกดนตรีไทยข้างๆ วัดกัลยาณมิตร ซึ่งผู้เขียนเคย
ได้เรียนดนตรีกับครู เทวาประสิทธิ์ พาทยโกศล เมื่อครั้งที่ยังเรียนดนตรีอยู่ที่วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (พ.ศ.2514-2515)
ท่านเล่าให้ฟังว่า ย่าของท่านเป็นแขกไม่กินหมู ซึ่งแสดงว่ามีการแต่งงานกันในชุมชน (คนไทย คนแขก คนจีน และฝรั่ง) ในละแวกนั้น เป็นการแต่งงานข้ามเชื้อชาติ ข้ามศาสนา ข้ามวัฒนธรรม ซึ่งมีผลงานเพลงออกมาเป็นเพลงสำเนียงต่างๆ แต่งขึ้นโดยครูมีแขก อาทิ เพลงแขกมอญ แขกมอญบางช้าง แขกบรเทศ (โปรตุเกส) จีนเก็บบุปผา จีนขิมเล็ก จีนขิมใหญ่ จีนแส เชิดจีน ซึ่งถือว่าเป็นเพลงที่ยิ่งใหญ่สำหรับการดนตรีไทย ยังมีบทเพลงที่สำคัญ
อาทิ ขวัญเมือง กราวรำมอญ การเวกเล็ก กำสรวลสุรางค์ ทยอยนอก ทยอยใน ทยอยเดี่ยว อาเฮีย อาทิตย์ชิงดวง เป็นต้น
ครูมีแขก (พระประดิษฐไพเราะ) เป็นพระอาจารย์ที่ถวายการสอนซอ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 2 ทรงซอสามสายที่ชื่อ ซอสายฟ้าฟาด ทรงเล่นเพลงบุหลันลอยเลื่อน (เพลงสรรเสริญพระจันทร์ ทรงพระสุบิน บุหลันเลื่อนลอยฟ้า) ซอสามสายนั้น ต้นตอพัฒนามาจากซอแขก (ระบับ) เพื่อเล่นเพลงไทยและเข้าร่วมกับวงดนตรีเครื่องสายไทย แต่เนื่องจากซอสามสาย “เป็นพญาซอ” ที่เจ้านายทรงเล่น จึงเป็นที่นิยมและนำเข้าร่วมผสมอยู่ในวงดนตรีไทยในฐานะเครื่องดนตรีที่สำคัญ มีการประพันธ์เป็นทางเดี่ยวขึ้นเป็นทางเฉพาะซอสามสาย
ครูมีแขก (พระประดิษฐไพเราะ) เป็นผู้ที่สร้างความประทับใจให้สุนทรภู่ โดยเฉพาะการเป่าปี่ของครูมีแขก ในบทไหว้ครูเสภาบอกว่าเป็นเจ้าแห่งปี่ “ครูมีแขกคนนี้เขาดีครัน เป่าทยอยลอยลั่นบรรเลงลือ” เมื่อครั้งสุนทรภู่หนีราชภัยในสมัยรัชกาลที่ 3 สุนทรภู่ได้หนีไปอยู่กับครูมีแขก ใช้เวลาศึกษาเรื่องราวดนตรี โดยเฉพาะการเป่าปี่ จนได้วรรณคดีเรื่อง “พระอภัยมณี” ซึ่งมีพระเอกเป็นมกุฎราชกุมารที่เรียนวิชาเป่าปี่ ใช้ปี่เป็นอาวุธแทนวิชาศึกสงคราม
ในสมัยรัชกาลที่ 3 นั้น ครูมีแขก (พระประดิษฐไพเราะ) ได้แต่งเพลงจีนไว้จำนวนมาก ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ครูมีแขก (พระประ
ดิษฐไพเราะ) ก็ได้ไปรับใช้เจ้านายวังหน้า ได้แต่งเพลงลาวไว้หลายเพลง ในวาระสุดท้ายในสมัยรัชกาลที่ 5 ครูมีแขก (พระประดิษฐไพเราะ) ได้ไปอาศัยอยู่กับสมเด็จเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ได้แต่งเพลงที่สำคัญคือ อาทิตย์ชิงดวง เอาไว้
ครูมีแขกเป็นคนดีที่โลกลืม เนื่องจากครูมีแขกเป็นลูกของเชลย ความจริงแล้วครูมีแขกเป็นต้นทางของดนตรีไทยในสมัยหลังทั้งหมด ครูมีแขกได้รวบรวมเพลงไทยเป็นชิ้นเป็นอันมากที่สุด นักดนตรีรุ่นหลังได้สืบทอดดนตรีไทยที่มาจากครูมีแขกทั้งสิ้น พ.ศ.2414 ครูมีแขกยังมีบทบาทในการแต่งเพลงสรรเสริญพระบารมีไทยด้วย ก่อนถึงสมัยของครูมีแขก ไม่มีชื่อครูดนตรีไทยคนใดเลยที่สามารถสร้างผลงานได้เป็นชิ้นเป็นอัน
วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้สร้างประติมากรรมครูมีแขก (พระประดิษฐไพเราะ) ไว้ก่อนแล้ว เมื่อปี พ.ศ.2546 ปั้นโดย ช่างแข่ว (โสพิศ พุทธรักษ์) ปั้นไว้เพื่อเป็นที่ระลึกคุณงามความดีของครูดนตรีไทยคนสำคัญ ซึ่งครูมีแขกถือว่าเป็นครูดนตรีไทยคนแรกที่มีตัวตน รวบรวมเพลงไทยไว้เป็นชิ้นเป็นอัน มีหลักฐานทางเพลง มีชื่อเพลง มีคนต่อเพลงสืบต่อเนื่องมา
คนรุ่นหลังเป็นหนี้บุญคุณครูมีแขก เพราะทุกคนสืบทอดองค์ความรู้เพลงไทยมาจากครูมีแขกทั้งสิ้น
วันนี้ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้สร้าง “สวนศิลปิน” ขึ้น บนพื้นที่ 5-6 ไร่ ปลูกต้นไม้สวยงาม และมีประติมากรรมศิลปินชาวบ้านและดนตรีไทย (4 ภาค) โดยนำประติมากรรมครูขาเดร์ แวเด็ง (พ.ศ.2474-2556) ศิลปินแห่งชาติ ตัวแทนนักดนตรีแขกของภาคใต้ ท่านยืนสีไวโอลิน เล่นเพลงรองเง็งอย่างอารมณ์ดี มีความภูมิฐาน เป็นชาวบ้านใจดี สวมหมวกแขกปัตตานี จากใบหน้าท่านมีความสุข
ครูขาเดร์ แวเด็ง ประติมากรรมยืนสีไวโอลินในสวนศิลปินอย่างไพเราะที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ สร้างแรงบันดาลใจ เป็นการจารึกจิตวิญญาณของความเป็นดนตรีชาวสยาม เพื่อให้นักเรียนดนตรีรุ่นใหม่ได้รับรู้ความเป็นมาในอดีต เป็นการเพิ่มพลังความคิดสร้างสรรค์และเพิ่มพลังแห่งจินตนาการ โดยที่ไม่ลืมรากเหง้าของตนเอง
ช่างปั้นหุ่น นายวัชระ ประยูรคำ กับช่างหล่อ นายอาร์มานโด เบนาโต (Armando Benato) ซึ่งถือว่าเป็นนายช่างที่มีตระกูล มีฝีมือสูงสุดคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ทั้ง 2 ท่านได้สร้างผลงานไว้มากมายหลายชิ้นทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ สำหรับในวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดลนั้น ก็มีผลงานของศิลปินทั้งสองท่านอยู่หลายชิ้น
วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีประติมากรรมของศิลปินรวม 13 ชิ้นด้วยกัน ทุกชิ้นมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ดนตรีในสังคม ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่มีประติมากรรมของศิลปินทุกระดับ ที่สำคัญก็คือ ทุกคนมีบทบาทที่สำคัญในการพัฒนาดนตรีในประเทศไทย
สุกรี เจริญสุข

