หน้าแรก บทความ อาศรม มิวสิก ...

อาศรม มิวสิก RBSO กับยักษ์ในตะเกียงและบทบาทของวาทยกร โดย:บวรพงศ์ ศุภโสภณ

3.09.17 | 12:39 น.

ใครกันหนอที่ไปถูตะเกียงปลดปล่อยยักษ์ที่หลับใหล ให้ออกมาสำแดงอิทธิฤทธิ์ภายนอกเป็นผลสำเร็จ ผมกำลังพูดถึงการที่วงรอยัลบางกอกซิมโฟนีออเคสตรา (Royal Bangkok Symphony Orchestra ซึ่งต่อจากนี้ไปขอใช้ชื่อย่อว่า RBSO) ได้ยอมให้ วานิช โปตะวนิช หัวหน้ากลุ่มทรัมเป็ตของวง ซึ่งมีความสามารถทางดนตรีรอบตัว รวมถึงความสามารถในการเป็นวาทยกรอำนวยเพลง ได้มีโอกาสอำนวยเพลงในคืนวันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม 2560 เวลา 19.30 น. ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ในรายการ RBSO Classical Concert No.4 ซึ่งแม้ว่าเทียบดูแล้วยังเป็นรายการเล็กๆ ของวง แต่นี่ก็ยังจัดว่าเป็นการแสดงดนตรีคลาสสิกเต็มรูปแบบ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เขาได้รับมอบหมาย (โอกาส) จากทางวงด้วยเพียงการอำนวยเพลงในรายการยิบย่อยแบบดนตรีในสวน ที่บรรเลงบทเพลงชิ้นเล็กๆ ผสมผเส สารพัดสารพันที่จับเนื้อหาดนตรีอันเข้มข้นเป็นแก่นเป็นสารไม่ได้ หรือไม่ก็เป็นคอนเสิร์ตเพลงสมัยนิยม ซึ่งก็มิได้เป็นการนำเอาศักยภาพในการอำนวยเพลงที่มีอยู่อย่างสูงในตัวเขาให้ออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่

แต่สำหรับตัวผมเองได้ติดตามความสามารถทางดนตรีอันหลากหลายในตัวเขามานานนับสิบปี โดยเฉพาะทางด้านการอำนวยเพลงนั้นผมกล้ายืนยันกับใครต่อใครได้ว่า เขาเป็นวาทยกรชาวไทยที่ดีที่สุดคนหนึ่งทีเดียว คำยืนยันนี้อ้างอิงไปถึงผลงานการอำนวยเพลงของเขากับวงดุริยางค์สากลกรมศิลปากรเมื่อเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งหลายครั้งได้แสดงความเป็นเลิศในบทบาทของวาทยกรซึ่งในบางจุดเราไม่สามารถหาชม (เรียนรู้) ได้จากวาทยกรหรือวงออเคสตราระดับโลก ที่นักดนตรีรายบุคคลมีความเป็นเลิศอยู่แล้ว

พวกเขาสามารถบรรเลงดนตรีได้อย่างสูงด้วยคุณภาพ โดยที่ในเนื้อแท้แล้ววาทยกรที่ไปยืนโบกไม้โบกมือหน้าวงก็แทบจะมิได้มีบทบาทสำคัญใดๆอย่างแท้จริงเลยในทางปฏิบัติ ซึ่งนั่นไม่ใช่สำหรับ “วงราชการไทย” แบบกรมศิลปากรและวาทยกร (ในขณะนั้น) นามวานิช โปตะวนิช

ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน วานิชและเหล่าสหายพี่น้องศิลปินดนตรีในวงดุริยางค์สากลกรมศิลปากร (วงออเคสตราวงแรกของเมืองไทยที่ตั้งชื่อโดยไม่ผิดแนวคิดเลยว่า National Symphony Orchestra) ได้รวมตัวกันจัดคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิกเต็มรูปแบบใช้ชื่อรายการว่า Classical in Touch ที่ประกอบด้วยนักดนตรีที่เป็นข้าราชการประจำ ซึ่งต้องยอมรับกันตรงๆ ว่า “เก่งบ้างไม่เก่งบ้าง” นั่นแหละรวมตัวกันเล่นคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิกเต็มรูปแบบเป็นประจำ ที่โรงละครแห่งชาติเก็บค่าบัตรเข้าชมอย่างแสนจะราคาถูก

Advertisement

นั่นคือการรวมตัวกันด้วยสปิริตดนตรีและกีฬามีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันนั่นก็คือ “สปิริต” สิ่งที่เป็นนามธรรมที่ผู้ชมกีฬาและดนตรีสามารถสัมผัสได้ผ่านการเล่นหรือการแสดงของพวกเขา การทุ่มเทเกินร้อยที่เราสัมผัสได้แบบในการชมกีฬาที่เกิดสำนวนที่ว่า “แพ้เกมแต่ชนะใจคนดู”

นั่นคืออะไรคล้ายๆ กันกับการแสดงดนตรีของวงกรมศิลป์ (ที่เรียกกันติดปากในวงการ) กับวาทยกรวานิช โปตะวนิช ซึ่งการบรรเลงที่นักดนตรีและวาทยกรทุ่มใจกันเกินร้อยนั้นก็กลายเป็นการบรรเลงที่สูงด้วยรสชาติและความประทับใจได้ไม่แพ้การชมวง
ออเคสตราชั้นนำทั้งหลายได้ทีเดียว

โดยเฉพาะคอนเสิร์ตครั้งหนึ่งที่ยังคงฝังแน่นอยู่ในความทรงจำทุกวันนี้นั่นก็คือการบรรเลงซิมโฟนีหมายเลข 9 (From the New World) ของ อันโตนิน ดวอชาค (Antonin Dvorak ซึ่งในท่อนสุดท้ายที่วงกรมศิลป์เกิดอาการเซจนน่าใจหาย (เซจนใกล้จะล้ม) วานิชรีบตั้งสติ ณ ชั่วขณะนั้นอย่างมั่นคงใช้กำลังจิตทางดนตรีอันเข้มข้น“จิก”วงออเคสตราทั้งวงที่ใกล้จะล้ม แล้วทั้งดึงและลากให้กลับมาตั้งตัวใหม่ได้ นั่นคือหน้าที่ของวาทยกรในระดับ “ปาฏิหาริย์” ที่อาจกล่าวได้ว่าชุบชีวิตการบรรเลงที่ใกล้จะตายให้ฟื้นคืนชีพใหม่ มันคือ “ชั่วขณะ” แห่งความทรงจำทางดนตรีที่เป็นบทเรียนอันสำคัญของคำว่าหน้าที่ของวาทยกร หรือวาทยกรทำอะไรบ้าง

ความเข้มข้นทางจิตแห่งดนตรีที่ทรงพลังเช่นนั้นมันคือคำว่า “พรสวรรค์” โดยแท้จริง ซึ่งมิใช่จะมีกันได้ทุกคน “ชั่วขณะนั้น” ของวงกรมศิลป์ถ้าหากมันตกอยู่ในมือของวาทยกรระดับซุปเปอร์สตาร์ชื่อดังทั้งหลายคงล่มไปโดยไม่ต้องสงสัย เพราะวาทยกรระดับนั้นไม่คุ้นเคย (หรือไม่สามารถ) กับการแก้ปัญหาวงออเคสตราที่ยังไม่สมบูรณ์พอด้วยความสามารถเฉพาะตัวของนักดนตรีในวง

การแก้ปัญหาหนักๆ กับวงชั้นรองๆ จึงเป็นปัญหาที่พวกเขาไม่ต้องประสบพบเจอ

ผมพรรณนาความหลังนี้มายืดยาวก็เพื่อต้องการทบทวนกันว่า โดยเนื้อแท้ของหน้าที่การงานทางดนตรีนั้น วาทยกรได้ทำหน้าที่อะไรที่เราจะรียกได้ว่าเป็นงานหนักของวาทยกร, บางครั้ง (และบ่อยครั้ง) ที่วาทยกรซุปเปอร์สตาร์มีงานมีภาระที่สบายกว่าขนาดไหน และทำไมผมจึงกล่าวได้โดยไม่ลังเลว่า วานิช โปตะวนิช คือ วาทยกรชาวไทยที่ดีที่สุดคนหนึ่ง

แม้ว่ารายการบทเพลงในคืนวันนั้นจะเป็นรายการในแนวคิดที่เราอาจเรียกได้ว่า “ซินโฟ
เนียตตา” (Sinfonietta) หรืออาจเข้าใจง่ายๆ ว่า “จิ๋วแต่แจ๋ว”เป็นการคัดเลือกผสมผสานบทเพลงได้ครบทุกรส ตั้งแต่คลาสสิกศตวรรษที่ 18 ไปจนถึงดนตรีในศตวรรษที่ 20 (ผมเดาเอาว่าวานิชคงมีส่วนเป็นอย่างมากในการคัดเลือกผสมผสานบทเพลงในครั้งนี้) และการบรรเลงของ RBSO ก็ดูจะเป็นแบบเครื่องยนต์ดีเซลที่ต้องอุ่นเครื่องกันพักใหญ่กว่าจะเข้าที่

บทเพลงเซเรเนด (Serenade) สำหรับวงเครื่องสายล้วนของเอลการ์ (Sir Edward Elgar) นั้นแม้ว่าวานิชจะไม่ใช่นักดนตรีเครื่องสายโดยกำเนิด แต่ในบทบาทวาทยกรแล้ว เขาสามารถควบคุมบทเพลงสำหรับวงเครื่องสายล้วนๆ ได้อย่างมีรสนิยมและกอปรด้วยความเข้าใจในธรรมชาติของดนตรีเครื่องสาย อาทิ การควบคุมประโยคเพลง (Phrasing) ในท่อนแรกได้อย่างงดงามลื่นไหล ท่อนที่ 2 ในจังหวะช้า ที่เขาวางไม้บาตอง (Baton) ลง และอำนวยเพลงด้วยมือเปล่าด้วยความละเมียดละไมด้วยความเข้าใจในความละเอียดอ่อนของดนตรีเครื่องสายในจังหวะช้า

เขาทำให้เสียงดนตรีในท่อนนี้ฟังดูเป็นจังหวะช้าที่มีชีวิตจิตใจและมีสมาธิอันเข้มข้นในน้ำเสียง นี่คือศิลปะแห่งการสื่อสารทางดนตรีด้วยกระแสจิตอันเข้มข้น

ในครั้งนี้มีการนำเอานักดนตรีระดับหัวหน้ากลุ่มในวง 2 คน ออกมาบรรเลงในฐานะศิลปินเดี่ยวนั่นคือศิริพงษ์ ทิพย์ธัญ หัวหน้าวง (Leader) ออกมาบรรเลงเดี่ยวเพลงโรมานซ์ (Romance) สำหรับไวโอลินและวงออเคสตราของ อันโตนิน ดวอชาค (A.Dvorak) ซึ่งบทเพลงเรียบๆ ง่ายๆ หวานๆ แบบนี้ก็กลายเป็น “ของหวาน” สำหรับศิริพงษ์ ซึ่งบรรเลงผ่านไปได้อย่างหวานๆ แบบกินขนมอย่างสบายอารมณ์

ในครึ่งหลังวง RBSO ต้อนรับสมาชิกนักเชลโลสาวคนใหม่ฝีมือดี เธอชื่อว่า ไอริส เรเกฟ (Iris Regev) ด้วยบทเพลงเชลโลคอนแชร์โตหมายเลข 2 ของไฮเดิน (F.J.Haydn) เธอไม่ใช่ศิลปินเดี่ยว (Soloist) โดยธรรมชาติ แต่เธอก็มีความเข้าใจในดนตรีและมีประสบการณ์ทางดนตรีที่อ้างอิงได้ไม่น้อยทีเดียว แม้จะไม่โดดเด่น-ร้อนแรงหรือดุดันแบบสายพันธุ์ศิลปินเดี่ยวโดยกำเนิด

แต่ธรรมชาติในตัวผลงานของไฮเดินชิ้นนี้ก็มิได้เรียกร้องพลังอันมหาศาลหรือประจุไฟแรงสูงอันใดมากนัก เธอจึงสามารถตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ของผลงานชิ้นนี้ได้อย่างไร้ปัญหาใดๆ

วานิชเลือกบทเพลงชุด (Suite) 2 บท สำหรับวงออเคสตราขนาดย่อม ของสตราวินสกี (Igor Stravinsky) มาปิดท้ายรายการครั้งนี้ มันคือแนวคิดในการเลียนแบบวงออเคสตราขนาดย่อมในศตวรรษที่ 18 แนวคิดดนตรีแบบ “คลาสสิกใหม่” (Neo Classic) แห่งศตวรรษที่ 20 นี่คือดุริยางคนิพนธ์สำหรับวงขนาดย่อมที่เขียนดนตรีได้อย่างสร้างสรรค์, ท้าทายและคมคายเป็นที่สุดเพลงหนึ่ง สตราวินสกีเขียนด้วยสำนวนดนตรีตลกขบขันเชิงเสียดสี, แดกดัน ให้ความรู้สึกในเชิงแลบลิ้นปลิ้นตา (Grotesque) กับผู้ชมดนตรี

โดยเฉพาะบทเพลงในชุดที่สองนั้น เป็นลีลาตลกร้ายอันแสบสันต์ทีเดียว เพลงมาร์ช (March) ที่เขียนให้ฟังดูเสมือนบุคลิกเฉิ่มๆ, ฮอร์นบรรเลงเดี่ยวราวกับล้อเลียนคนเป่าผิดๆ, จังหวะวอลซ์ (Valse) อันสง่างามกลับเขียนให้ฟังดูเก้งก้างคล้ายการเต้นรำของหุ่นกระบอกมากกว่า (แน่นอนฟังแล้วทำให้นึกไปถึงดนตรีประกอบบัลเลต์เรื่อง Petroushka ของเขาขึ้นมาทันใด) และปิดท้ายด้วยบทเพลง Galop (ลีลาควบม้า) อันแสนจะท้าทายด้วยจังหวะดนตรีที่แตกต่างกันทางอารมณ์อย่างสุดขั้วคือ ช้ามากสลับกับจังหวะเร็วหุนหันในทันทีทันใดสลับกันไป-มาหลายครั้งจนน่าหวาดเสียวว่านักดนตรีจะหลุดหรือแลบออกมาจากคิว

แต่วานิชเป็นวาทยกรที่มีเจตจำนงทางดนตรีที่ทั้งสูงและเข้มข้น เขาจึงสามารถสร้างความมั่นใจระดับสะกดจิต ให้กับนักดนตรีจนไม่มีการผิดพลาดใดๆ

ผมเองขอกล่าวอะไรอย่างท้าทาย (แบบที่สตราวินสกีเขียนเพลงนี้อย่างท้าทาย) ว่า ถ้าหากในวันนั้นสตราวินสกีมีอายุยืนยาวพอและได้มีโอกาสมาชมการบรรเลงบทเพลงนี้จากปลายปากกาของเขาเอง ในการบรรเลงครั้งนี้แล้ว สตราวินสกีคงจะต้องเดินเข้าไปจับมือแสดงความยินดีและชมเชยวานิช หลังเวทีอย่างแน่นอน

มันคือการบรรเลงที่ “ตีบทแตก” เข้าใจในแนวคิดดนตรีสำนวนตลกเสียดสีแห่งศตวรรษที่ 20 และที่สำคัญกว่านั้นการ “ดึง” และ “เร่ง” สลับกันอย่างน่าหวาดเสียวซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่เขียนไว้ได้ไม่ชัดในสกอร์
แต่วานิชกลับเสาะหามันเจอ และนำมันออกมาตีแผ่ได้อย่างสร้างสรรค์และประจักษ์ชัด

ประเด็นเล็กๆ จากเรื่องราวในอดีตที่ไม่ค่อยมีใครสนใจ แต่ผมให้ความสนใจเป็นพิเศษก็คือการอำนวยเพลงรายการเล็กๆ แบบดนตรีในสวน (สวนลุมพินี) วานิชสามารถอำนวยเพลงวอลซ์, โปลกา (Polka) และบรรดาเพลงจังหวะเต้นรำสกุล Viennese Light Classic ได้อย่างสร้างสรรค์, ลื่นไหลและเป็นธรรมชาติที่สุด

หากท่านรู้จักเพลงในแนว Light Classic แบบนี้ได้ดีแล้ว เราจะทราบได้ดีว่า ความยากในการอำนวยเพลง (ที่ฟังดูเหมือนง่ายๆ) เหล่านี้คือ “ช่องว่าง” (Space) แห่งการตีความ วาทยกรจะดึง, หน่วง หรือผลัก-เร่งมันได้แค่ไหนอย่างไร? ณ จุดไหนของเพลง สิ่งเหล่านี้นักแต่งเพลงใน “ราชสกุล
ชเตราส์”( Strauss Dynasty) ทั้งโยฮันน์ (Johann) พ่อ-ลูก, โยเซฟ (Josef) และเอดวร์ด (Eduard) ต่างพากัน “ซุก” และ “ซ่อน” มันไว้ในสกอร์

มันเป็นเสน่ห์แห่งดนตรีในสายพันธุ์นี้ ที่จะมาเขียนเป็นโน้ตดนตรีหรือสัญลักษณ์ใดๆ ในสกอร์ดนตรีไม่ได้ แต่วาทยกรที่สูงด้วยประสบการณ์และความเข้าใจในสิ่งเล็กๆ อันละเมียดละไมที่ซุกซ่อนเอาไว้ (ความหมายระหว่างบรรทัด) ในสกอร์ดนตรีจะค้นหามันเจอและดึงมันออกมาแสดงตัวตนให้ประจักษ์ในตอนบรรเลง นี่แหละคือ “ดนตรีเบาสมอง”

วานิชคือหนึ่งในวาทยกรที่ซุกซนว่องไวและจับวิญญาณทางดนตรีที่ขี้เล่นซุกซนเหล่านี้ได้อย่างไม่เล็ดลอดไปจากมือของเขา

ในความเป็นมนุษย์และศิลปินในตัวเขานั้นจะชัดเจนที่สุดหากเราจะเปรียบเทียบเขากับจิตรกรรุ่นใหญ่ชาวไทยคือ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ บุคลิกภายนอกที่ดูเอะอะตึงตัง, เสียงดัง, พูดจาโผงผาง (จนอาจถึงขั้นหยาบคายในบางครั้ง) หากแต่เมื่อใดที่เขาหยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มสี ตวัดปลายลงบนผืนผ้าใบ เขาจะกลายเป็นอีกคนหนึ่งที่เราแทบไม่เชื่อสายตา ปากที่เม้มแน่นสายตาจดจ้องผืนผ้าใบอย่างเขม็งมั่น มือถือพู่กันอย่างนิ่งสนิทราวกับมันเป็นอวัยวะจากธรรมชาติที่งอกออกมาจากมือของเขา มันผสานกับร่างกายและจิตใจผ่านฌานสมาธิ เนรมิตภาพอันวิจิตรบรรจงให้เกิดขึ้นบนผืนผ้าใบนั้นราวกับเป็นความงามที่ถ่ายทอดประทานลงมาจากสรวงสวรรค์ วานิช โปตะวนิช มีอะไรในตัวหลายๆ อย่างที่คล้ายกับอาจารย์เฉลิมชัย บุคลิกแห่งความเป็นมนุษย์ธรรมดาสามัญที่ในยามที่ไม่ได้ทำงานดนตรี (ที่เอะอะ-ตึงตึง, ตลกโปกฮา)

และในยามที่ขึ้นยืนบนแท่นอำนวยเพลงที่เขาจะกลายเป็นอีกคนหนึ่งที่เราแทบจะนึกไม่ถึงว่าเป็นคนเดียวกัน จะเป็นด้วยบุคลิกภาพที่แสนจะธรรมดาๆ ในยามปกติหรือเปล่าหนอ ที่ทำให้หลายคนอาจประเมินพรสวรรค์แห่งความเป็นศิลปินดนตรีในตัวเขาต่ำเกินไป จนนำเขาไปขังไว้ในตะเกียงอยู่หลายปีอย่างน่าเสียดาย

ผมขอปิดท้ายด้วยเรื่องอะไรบางอย่างที่อาจไม่เข้ากันนัก ในค่ำวันเดียวกันกับการบรรเลงของ RBSO(4 ส.ค.2560) ทางวงทีพีโอ (Thailand Philharmonic Orchestra) วงที่มีอายุ 12 ปี ได้บรรเลงบทเพลงโทนโพเอ็ม (Tone Poem) ขนาดใหญ่ “Ein Hedenleben” (A Hero’s Life) ของ
ริชาร์ด ชเตราส์ (Richard Strauss) ที่หอแสดงดนตรีมหิดลสิทธาคาร ศาลายา และนี่ไม่ใช่เป็นการบรรเลงผลงานชิ้นนี้ครั้งแรกเสียด้วย ทั้งนี้ ยังไม่นับผลงานซิมโฟนีของบรูกเนอร์ (Anton Bruckner), มาห์เลอร์ (Gustav Mahler) ที่ทางวงทีพีโอบรรเลงไปจนเกือบจะครบทุกหมายเลขแล้ว ภายในประสบการณ์ก่อตั้งวงเพียง 12 ปี ในขณะที่ RBSO ก่อตั้งวงมาแล้ว 35 ปี ยังไม่เคยแตะต้องหรือลิ้มรสการบรรเลงดุริยางคนิพนธ์อันท้าทายในระดับนี้เลย

หลายวันก่อนได้พบกับผู้รู้ชาวไทยคนหนึ่งพูดเรื่องนี้ให้ฟังอย่างน่าสนใจว่า ลองพิจารณาดูแล้วนักดนตรีหลายคนในวงทีพีโอที่เป็นชาวไทยนั้น หลายคนเคยเป็นมือรองหรือระดับลูกศิษย์ของนักดนตรีในวง RBSO มาก่อน หลายคนที่ติดตามผลงานของ RBSO มามากกว่า 20 ปี มักจะลงความเห็นคล้ายๆ กันว่า หากจะพูดถึง “ยุคทอง” อันรุ่งโรจน์ของวงนี้ มันอาจจะไม่ใช่ยุคปัจจุบันในทุกวันนี้ อะไรคือปัจจัยที่ทำให้เป็นแบบนี้คงไม่มีพื้นที่กระดาษเหลือให้มาวิเคราะห์กันต่อแล้ว

หวังแค่ว่าคงจะไม่โกรธ, ถือสากัน ที่พูดมาก็เพราะผมเองก็คือแฟนเพลงที่เหนียวแน่นคนหนึ่งที่เฝ้าดูและเชียร์วงนี้มาอย่างยาวนาน