
การประกวดวงดุริยางค์เครื่องเป่านานาชาติ (Thailand International Wind Ensemble Competition, TIWEC) กลับมาอีกแล้ว วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดการประกวดวงดุริยางค์เครื่องเป่านานาชาติเมื่อหลายปีมาแล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 โดยได้ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดแข่งขันเพื่อสนับสนุนกิจกรรมดนตรีในโรงเรียนและสถาบันการศึกษาที่สอนดนตรี เพื่อเปิดโอกาสให้วงดนตรีต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศเข้ามาประกวดในประเทศไทย เพื่อเปิดโอกาสให้วงดนตรีของเมืองไทยมีพื้นที่มีเวทีในการประกวดบ้าง โดยไม่ต้องเดินทางไปประกวดที่ต่างประเทศตลอดเวลา ทั้งนี้ก็เพื่อพัฒนาเวทีการประกวดให้ประเทศไทยเป็นศูนย์การศึกษาดนตรีของอาเซียน นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้นักประพันธ์เพลงใหม่ๆ ได้มีโอกาสสร้างผลงาน อาทิ เขียนเพลงขึ้นใหม่ เรียบเรียงเพลงเก่าเพื่อใช้สำหรับวงดุริยางค์เครื่องเป่า ทั้งวงเล็กและวงใหญ่ และยังสามารถถ่วงดุลการนำเข้าการซื้อโน้ตเพลงจากต่างประเทศ โดยอาจจะมีผลงานของคนไทยและนักประพันธ์เพลงชาวอาเซียนได้สร้างงานด้วย มีค่าตอบแทนเป็นเครื่องจูงใจและมีรางวัลการประกวดที่สูงในการชิงถ้วยพระราชทาน พร้อมเงินรางวัลรวม 4.9 ล้านบาท
เมื่อจัดประกวดกันไปได้ 7 ปี (พ.ศ.2542-2548) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยก็เบี้ยวเลิกจัดไปแบบหักดิบ หยุดเอาดื้อๆ โดยอ้างว่าไม่มีงบประมาณ เมื่อการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยถอนตัวออกจากการเป็นผู้สนับสนุน ทำให้การจัดกิจกรรมประกวดวงดุริยางค์เครื่องเป่าอ่อนแรงลง เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ต้องจัดการประกวดต่อไปตามลำพัง
ความพยายามที่จะจัดการประกวดวงดุริยางค์เครื่องเป่านานาชาติต่อไปโดยลำพัง เป็นเรื่องที่ยาก เพราะขาดเงินในการสนับสนุน ความจริงแล้ว วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ไม่ได้มีหน้าที่ในการจัดประกวดเป็นหลัก เพราะวิทยาลัยดุริยางคศิลป์มีหน้าที่มุ่งพัฒนาการศึกษาดนตรีของนักศึกษาก่อน ส่วนกิจกรรมดนตรีที่จัดเพื่อส่งเสริมการพัฒนาดนตรีสำหรับสังคม ถือเป็นเรื่องที่สำคัญรองลงไป
วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้พยายามหาเงินเพื่อนำมาจัดกิจกรรมการประกวดซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก ต้องทำงานแลกกับเงิน เพื่อจะจัดกิจกรรมการแข่งขันวงดุริยางค์เครื่องเป่าต่อไป ตามอุดมการณ์ที่ได้ตั้งหลักการไว้ ระหว่างปี พ.ศ.2549-2553 วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ก็ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด ทั้งค่าการจัดการ เงินรางวัล ค่าตอบแทนกรรมการ รวมแล้วปีละ 5 ล้านบาท
พอถึงปี พ.ศ.2554 ก็ต้องเว้นการจัดออกไป 1 ปี เพราะไม่มีเงิน ไม่สามารถที่จะหาผู้สนับสนุนได้ ในปี พ.ศ.2555 ได้พยายามกลับมาจัดอีกครั้งหนึ่ง ทำได้แค่ปีเดียวแล้วก็ต้องหยุดไปตั้งแต่ปี พ.ศ.2556 เป็นต้นมา ได้หยุดไปเป็นเวลา 5 ปีแล้ว เพราะว่าไม่สามารถที่จะหาเงินมาจัดการประกวดได้
ในที่สุด วงดุริยางค์เครื่องเป่า วงโยธวาทิตทั้งหลายของไทย ก็ต้องเดินทางไปประกวดที่ต่างประเทศ เพราะทุกวงต่างก็ต้องการเข้าร่วมกิจกรรมดนตรี ในแต่ละปีมีวงดุริยางค์เครื่องเป่าประมาณ 4-5 วง แต่ละวงมีคนที่เกี่ยวข้อง 100-120 คน ใช้งบประมาณวงละ 5-6 ล้านบาท เป็นค่าซื้อเครื่องดนตรีใหม่ ค่าจ้างครูสอนดนตรี จัดการเข้าค่ายฝึกซ้อม ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหาร เป็นภาระของผู้ปกครอง และเป็นภาระของโรงเรียนที่ต้องให้การสนับสนุนเรื่องเงิน
ดังที่เห็นเป็นข่าวเมื่อปี พ.ศ.2558 เมื่อวงโยธวาทิตโรงเรียนสตรีแห่งหนึ่ง ไปเฝ้าขอเงินสนับสนุนจากเศรษฐีรายหนึ่ง เมื่อไม่ได้ ก็ให้เด็กเล่นดนตรีประท้วงแบบทรมานบันเทิง จนกว่าจะได้เงินจากผู้สนับสนุน ทั้งนี้เพื่อเอาเงินไปใช้จ่ายในการเดินทางไปประกวดวงโยธวาทิตในต่างประเทศ เพราะการไปต่างประเทศของวงโยธวาทิตไทยนั้น ทุกฝ่ายไม่ว่าเด็กที่เล่นดนตรี พ่อแม่ผู้ปกครอง อาจารย์สอนดนตรี ผู้อำนวยการโรงเรียน และผู้บริหารของกระทรวง ก็ได้ให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ เป็นหน้าตาของผู้บริหารโรงเรียน เป็นความสำคัญของครูดนตรีและคณะ มองว่าเป็นคนเก่ง ได้รับการยอมรับ เป็นความภูมิใจของนักเรียนที่เล่นดนตรีทุกคน ซึ่งเป็นค่านิยมของวงโยธวาทิตไทย ทุกวงปรารถนาอยากเดินทางไปต่างประเทศ
ความล้มเหลวของกิจกรรมประกวดวงโยธวาทิตไทย เพราะไม่มีเงินจัด ไม่มีผู้ให้การสนับสนุน ผู้มีอำนาจของรัฐไม่เห็นความสำคัญ ซึ่งจะต้องทบทวนและศึกษาว่าจะพัฒนาการประกวดวงดุริยางค์เครื่องเป่าต่อไปอย่างไร ทำอย่างไรในเรื่องคุณภาพ ทำอย่างไรจึงจะได้งบประมาณหรือมีผู้สนับสนุน ทำอย่างไรที่จะเปลี่ยนค่านิยมวงดุริยางค์ของไทยให้หันมาสนใจกิจกรรมภายในประเทศ
ความล้มเหลวในการทำงานในเมืองไทย ได้เรียนรู้รสนิยมของคนไทย เป็นคู่มือสำคัญที่จะสร้างค่านิยมความเป็นไทย เพื่อพัฒนากิจกรรมดนตรีสำหรับคนไทย เรียนรู้การจัดกิจกรรมดนตรีที่ดีในประเทศไทยว่าควรทำอย่างไร หาวิธีการที่จะพัฒนาให้วงโยธวาทิตไทยหันมาสนใจการประกวดในไทยเพิ่มมากขึ้น แน่นอนว่าการจัดขึ้นในประเทศไทยไม่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งนักดนตรีและครูดนตรีจะสนใจน้อยกว่า เพราะว่าไม่ได้ขึ้นเครื่องบิน แม้จะประหยัดค่าใช้จ่าย แต่การขึ้นเครื่องบินไปประกวดในต่างประเทศ เป็นราคาของความน่าเชื่อถือชนิดหนึ่ง
หากมีรางวัลได้เป็นเงินที่แพง อาจจะยั่วยวนให้วงดนตรีอยากจะประกวดในประเทศไทยได้บ้าง เพราะการไปประกวดวงโยธวาทิต ไม่มีเวทีไหน สนามไหนในโลก ที่ให้รางวัลเป็นเงินเลย ไปประกวดแล้วได้เหรียญ ได้ถ้วย ได้ประกาศนียบัตร ดังนั้น เวทีสำหรับการประกวดวงโยธวาทิตในเมืองไทย นอกจากจะเป็นตัวเลือกการประกวดมากขึ้นแล้ว ยังมีเงินรางวัลที่ยวนใจยิ่ง
ปัญหาที่พบโดยพื้นฐานก็คือ วงดุริยางค์เครื่องเป่าของไทยไม่สนใจกิจกรรมภายในประเทศ เพราะถ้าแพ้ ก็แพ้เพราะไม่มีคุณภาพ หลอกใครก็ไม่ได้ หลอกสื่อในเมืองไทยก็ไม่ได้ เมื่อได้รางวัล ก็ได้รางวัลจริงๆ ได้ถ้วยรางวัลและได้เงินก็เป็นของจริง ในเมืองไทยนั้น วงดนตรีที่เข้าประกวดมีน้อย ทั้งที่ในวงการดนตรีต่างก็รู้จักกันหมด วงไหนเก่ง วงไหนหลอก วงไหนมีนักดนตรีรับจ้าง ซึ่งก็รู้กันหมด และที่สำคัญก็คือ ไม่มีรางวัลเหรียญทอง หรือไม่มีรางวัลแชมป์โลกแต่อย่างใด
ปีนี้ พ.ศ.2560 การจัดประกวดวงดุริยางค์เครื่องเป่านานาชาติ กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อบริษัทคิงเพาเวอร์มุ่งมั่นที่จะให้การสนับสนุนการประกวดวงดุริยางค์เครื่องเป่าอย่างจริงจัง ซึ่งถือเป็นการคืนความสุขและคืนกำไรให้แก่สังคม โดยเข้ามาสนับสนุนในส่วนงบประมาณในการจัดประกวด ทั้งด้านการจัดการและรางวัล โดยเฉพาะการเพิ่มเงินรางวัลให้สูงขึ้น ซึ่งมีความเชื่อว่าวงดนตรีทั้งหลายจะอดใจไว้ไม่ไหว นอกจากจะมีเงินรางวัลสูงแล้ว กระบวนการจัดมีประสบการณ์มากขึ้น มีเวทีที่ดี มีคนดูจำนวนมาก มีกรรมการตัดสินที่น่าเชื่อถือ มีความสะดวกสบาย เพราะจัดขึ้นในประเทศ มีเครื่องมือ อุปกรณ์เครื่องดนตรีพร้อม ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้การกลับมาของการประกวดครั้งนี้แข็งแรงมากขึ้น
การฟื้นคืนชีพการประกวดวงดุริยางค์เครื่องเป่านานาชาติครั้งนี้ กลับมาจัดประกวดเป็น 4 ประเภท ประเภทแรก เป็นการประกวดวงเครื่องเป่าขนาดเล็ก (Small Ensemble) มีผู้เล่นตั้งแต่ 4-15 คน สำหรับนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาที่ไม่สามารถจะรวมวงใหญ่ได้ ประเภทที่สอง เป็นการประกวดวงเครื่องเป่าขนาดเล็ก (Small Ensemble) ในระดับอาชีพ ซึ่งไม่จำกัดอายุ เพื่อให้นักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยและผู้ใหญ่ที่ยังเล่นดนตรีอยู่ได้มีเวทีแสดง วงเล็กที่ส่งเข้าประกวดก็จะคัดเลือกไว้ระดับละ 21 วง
ประเภทที่สาม เป็นการประกวดวงดุริยางค์เครื่องเป่า (Wind Ensemble) วงใหญ่ในระดับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ซึ่งสามารถมีสมาชิก 45-80 คน ต้องเป็นนักเรียนในโรงเรียนเดียวกัน และยังศึกษาอยู่ในโรงเรียน เพื่อป้องกันนักดนตรีมารับจ้างเล่น ซึ่งจะคัดเลือกไว้เพื่อไปแข่งในรอบที่สอง จำนวน 12 วง
ประเภทที่สี่ เป็นวงดุริยางค์เครื่องเป่านานาชาติระดับอาชีพ มีสมาชิก 45-80 คน ซึ่งประสงค์ที่จะเชิญวงดนตรีในระดับอุดมศึกษา วงดนตรีอาชีพ วงดนตรีชุมชน วงดนตรีท้องถิ่น โดยไม่จำกัดอายุของนักดนตรี วงดนตรีจะหานักดนตรีจากไหนมาร่วมประกวดเป็นวงเฉพาะกิจ ก็สามารถที่จะทำได้ทั้งสิ้น เพื่อพัฒนาศักยภาพของการเล่นดนตรีประเภทวงเครื่องเป่าในประเทศไทย สำหรับวงอาชีพก็จะคัดเลือกเพื่อไปแข่งขันแสดงบนเวที จำนวน 12 วง
วงดนตรีทั้ง 4 ประเภท ที่ประสงค์จะส่งเข้าประกวด สามารถส่งผลงานบันทึกเสียงการแสดงส่งเข้าประกวดโดยผ่านสื่อออนไลน์ (Online) ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน-31 ธันวาคม 2560 ซึ่งมีเวลา 2 เดือน คณะกรรมการคัดเลือกวงเพื่อไปแข่งขันในรอบที่สอง ที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งจะจัดแข่งขันในวันที่ 20-22 กุมภาพันธ์ 2561 แล้วคัดเลือกสำหรับรอบสุดท้าย ทุกระดับ ระดับละ 5 วง เพื่อไปแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561
สำหรับเงินรางวัลที่ใช้ในการประกวดในครั้งนี้ 4.9 ล้านบาท เป็นเงินรางวัลที่สูงมาก ในการรื้อฟื้นการประกวดวงดุริยางค์เครื่องเป่าครั้งนี้ นอกจากจะมีเงินรางวัลสูงแล้ว การจัดก็มีประสบการณ์มากขึ้น มีความรอบคอบมากขึ้น มีความเชื่อมั่นมากขึ้น หัวใจสำคัญก็คือความพยายามที่จะพัฒนาวงดุริยางค์เครื่องเป่าในประเทศไทยให้มีคุณภาพ ซึ่งมีความนิยมสูงอยู่แล้วในสังคมไทย ทั้งนี้ก็เพื่อพัฒนากิจกรรมดนตรีที่ดีมีคุณภาพสูง มีอนาคตที่ยั่งยืน เป็นกิจกรรมที่มีเกียรติเชื่อถือได้ ในขณะเดียวกัน ประเทศในภูมิภาคอาเซียนก็ยังไม่มีศักยภาพในการทำงานประกวดดนตรีแบบนี้ได้

