
ก่อนการแสดงคอนเสิร์ตของวงเซี่ยงไฮ้ฟิลฮาร์โมนิกออเคสตรา (Shanghai Philharmonic Orchestra ซึ่งใช้ชื่อย่อว่า “SPO”) ในบ่ายวันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน 2560 เวลา 14.30 น. ณ หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในงานมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติครั้งที่ 19 กรุงเทพฯ (Bangkok’s 19th International Festival of Dance&Music) มีการประกาศโฆษณากันว่านี่คือวงออเคสตราหนึ่งในห้าวง (TOP 5) ที่ดีที่สุดของสาธารณรัฐประชาชนจีน
โดยในปัจจุบันมีผู้อำนวยการดนตรีนาม “มู่ไห่ ถัง” (Muhai Tang : วาทยกรที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วในเวทีระดับนานาชาติและเคยได้รับสมญานามว่าเป็น “คารายานแห่งเอเชีย”) รองผู้อำนวยการดนตรีนาม “เหลียง จาง” (Liang Zhang) คือวาทยกรที่ทำการอำนวยเพลงในการแสดงที่กรุงเทพฯในครั้งนี้ ซึ่งหากเราได้อ่าน, ศึกษาเรื่องราวประวัติการก่อตั้งวงที่ยาวนานมากว่า 60 ปี ก็จะพบว่าไม่เคยมีชื่อวาทยกรระดับชั้นแนวหน้า (หรือแนวกลางตลอดไปจนถึงแนวหลังใดๆ) จากโลกตะวันตก ที่ได้เคยไปดำรงตำแหน่งวาทยกรหลักๆ แบบงานประจำระยะยาวให้กับวงออเคสตราวงนี้เลย (วงออเคสตราในแถบเอเชียทั้งหลายในระยะก่อร่างสร้างตัวมักจะต้อง “นำเข้า” วาทยกรจากโลกตะวันตกเข้าไปปรับพื้นฐานถ่ายทอดเทคนิควิธีการและองก์ความรู้สักระยะหนึ่งก่อน)
และเมื่อ มูไห่ ถัง เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการดนตรีในปี 2552 เขาก็ยังประกาศย้ำในการแถลงข่าวในทำนองที่ว่า “SPO เป็นวงที่ไม่ต้องสนใจกับความสำเร็จหรือการยอมรับใดๆ จากโลกตะวันตก” (The Orchestra was not going to focus on overseas)
และต่อด้วย “ผมเชื่อว่าวงดนตรีวงนี้ ควรจะตั้งอยู่บนพื้นฐานคุณค่าทางวัฒนธรรมของประเทศจีน” (The Orchestra should be based on Chinese Cultural Values)
ประมวลดูแล้วช่างเป็นวง “ชาตินิยม” เสียนี่กระไร ชาตินิยมตั้งแต่ก่อตั้งแรกเริ่มมาจวบจนปัจจุบัน ใจคอจะเป็นวงออเคสตราที่ไม่ชายตาแลสิ่งใดๆ จากโลกตะวันตกซึ่งเขาเป็นต้นกำเนิดแห่งวัฒนธรรมซิมโฟนีกันเสียเลยหรือ?
คําตอบผ่านการกระทำหรือการแสดงออกมันประจักษ์ชัดกว่าคำอธิบายที่เป็นเพียงลมปากใดๆ ทั้งสิ้น ก่อนการแสดงผมคาดหมายเสียงของวงดนตรีวงนี้ว่า มันคงจะออกไปในทาง “สำนักเก่า” (Old School) เสียงวงที่จัดจ้าน, แผดกร้าว, การเปล่งเสียงที่ห้วนสั้น, ระเบียบวินัยที่แม่นยำราวกับเครื่องจักร ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงนี้มันคือรูปแบบลีลาของสำนักรัสเซียเดิมในยุคสังคมนิยม (ซึ่งว่ากันว่าเคยเป็น “ลูกพี่เก่า” และเป็นสถาบันที่นักดนตรีคลาสสิกจากจีนในยุคบุกเบิกได้เข้าไปศึกษาเรียนรู้)
ยิ่งเมื่อนักดนตรีทยอยเดินออกมาจากทั้งสองด้านของเวทีก็ยิ่งคิดว่าเดาไว้ไม่ผิด วงดนตรีนี้ไม่มีฝรั่งผมทองตาน้ำข้าวเข้าไปปะปนแม้แต่คนเดียว นักดนตรีทั้งหมดล้วนเป็นคนจีนหนุ่ม-สาววัยกลางคนโดยเฉลี่ย จัดเป็นรุ่นราวคราวเดียวกันทั้งหมด การคาดการณ์ของผมคงไม่ผิดแน่สำหรับเสียงดนตรีที่เราจะได้ยินต่อจากนี้ไปจนจบคอนเสิร์ต
แต่ทว่านับตั้งแต่บทโหมโรง “Overture to Candide” ของ “เลโอนาร์ด เบอร์นสไตน์” (Leonard Bernstein) เปิดการบรรเลงเริ่มต้นขึ้นมา ภาพของนักดนตรีผมดำหน้าตาอาตี๋-อาหมวยทั้งวงกับเสียงดนตรีที่มีความเป็นเลิศตามแบบอุดมคติของวงออเคสตราในวัฒนธรรมตะวันตกมันช่างขัดแย้งกันอย่างตรงกันข้าม
สิ่งที่คาดการณ์ว่าจะได้ยินเสียงวงแบบสำนักเก่า หรือเสียงบางอย่างที่บ่งบอกถึงสัญชาติของวงกลับไม่สัมผัสได้เลย มันเป็นเสียงที่ฟังดูเต็มไปด้วยความนุ่มนวลละเมียดละไมไร้ตะเข็บแบบผู้ดีมีการศึกษา
หากปิดตาของเราให้สนิทและไม่บอกว่าเรากำลังฟังวงอะไรบรรเลงอยู่ เราคงจะต้องนึก, คาดเดาไปว่าเสียงนี้น่าจะเป็นยี่ห้อ (Brand Name) ราวๆ “ซานฟรานซิสโก”, “บัลติมอร์” หรือแม้กระทั่งจะไปให้ไกลถึง “บอสตันซิมโฟนี” ก็คงจะไม่เป็นที่คลางแคลงใจแต่ประการใดเลย แต่นี่เรากำลังฟังวงออเคสตราในระดับภูมิภาคเอเชียด้วยกันหรือ มันคือความประหลาดใจ (ตกใจ) ที่ตรงกันข้ามกับการได้ฟัง “วงระดับโลก” สองวงมาก่อนหน้านี้ ณ เวทีสถานที่แห่งเดียวกันนี้นั่นคืออิสราเอลฟิลฮาร์โมนิก (ครั้งบรรเลงซิมโฟนีหมายเลข 5 ของมาห์เลอร์) ในวันที่ 20 ตุลาคม 2557 และยักษ์ใหญ่อย่าง “เวียนนาฟิลฮาร์โมนิก” ในวันที่ 5 มีนาคม 2547 ที่รู้สึกตกใจในแบบเดียวกัน (แต่ตรงข้ามกัน?
นั่นก็คือถ้าปิดตาแล้วให้ทายว่ากำลังฟังวงอะไรบรรเลงอยู่ก็คงจะต้องทายผิดอย่างตรงกันข้ามแน่นอน (ผมเคยเขียนบทความถึงการแสดงของวงเวียนนาฟิลฮาร์โมนิกในครั้งนั้นว่า “เหนื่อยเกินไปหรือ? เหตุใดจึงมาแต่ชื่อ”)
จากบทโหมโรงขอข้ามไปกล่าวถึงเพลงซิมโฟนีปิดท้ายรายการเสียก่อนเพราะเหตุว่า บทเพลงที่สองของรายการเป็นประเด็นใหญ่และประเด็นหลักมากกว่า การเลือกบทเพลงซิมโฟนีหมายเลข 9 (From the New World) ของ อันโตนิน ดวอชาค (Antonin Dvorak) มาปิดท้ายรายการนับเป็นตัวเลือกอันชาญฉลาดที่สามารถเผยถึงศักยภาพขั้นสูงของวงในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในด้านศิลปะการบรรเลงแบบรวมวง (Ensemble), ศิลปะแห่งการบรรเลงดนตรีเชมเบอร์มิวสิกขนาดย่อมที่ซ่อนตัว, สอดแทรกอยู่ในบทเพลงซิมโฟนี และเหนือสิ่งอื่นใดก็คือการเผยให้ประจักษ์ถึงความสามารถเฉพาะตัวของนักดนตรีรายบุคคลที่กล่าวได้ว่าแทบจะไม่ห่างไกลจากระดับ “ศิลปินเดี่ยว” (Soloist) เลย
เพียงแค่เปิดการบรรเลงขึ้นมาไม่กี่วินาทีเสียงแตรฮอร์น (Horn) ที่บรรเลงขึ้นมาเพียง 2 พยางค์ (สั้น-ยาว) ก็บ่งบอกได้แล้วว่า เขามีความสามารถสูงแค่ไหน และการบรรเลงในตอนเพลงใกล้จบ (ในท่อนสุดท้าย) ที่ดวอชาคเขียนให้บรรเลงเสียงสูงลิบนั้นเขาก็บรรเลงได้ นิ่งสนิทราวกับเปิดแผ่นซีดี (ขออภัยเป็นอย่างสูงที่ต้องใช้การเปรียบความเช่นนี้ เพราะมันทำให้เห็นภาพความสมบูรณ์ของเขาได้ชัดเจนที่สุด) แนวทำนองที่สอง (เปิดขึ้นมาโดยฟลุตและบรรเลงซ้ำโดยกลุ่มไวโอลิน) พวกเขาบรรเลงได้ราวกับเป็นเสียงที่ “ล่องลอยมาจากที่อื่น” ในส่วนพัฒนาการ (Development) นั้นดวอชาคเขียนแนวการบรรเลงได้กระจายอย่างทั่วถึง เราจึงเห็นได้ชัดว่านักดนตรีกลุ่มเครื่องเป่าของวงนี้มีความเป็นเลิศในทุกๆ ตำแหน่ง (และเสียงของกลุ่มเครื่องสายที่นุ่มราวกับแพรไหม) ในส่วนหาง (Coda) ที่ร้อนแรงราวกับไฟลุกแต่กลับสามารถควบคุมความละเมียดละไมให้เกิดควบคู่กันไปอย่างไม่หายหกตกหล่น
ในท่อนที่สอง (Largo) มันคือท่อนช้าระดับชั้นครูที่สอนศิลปะการบรรเลงดนตรีท่อนช้าให้ประจักษ์ว่าจะบรรเลงอย่างไรให้เข้มข้นด้วยสมาธิ และมีเสน่ห์ชวนฟังโดยตลอด ในส่วนท้ายของท่อนนี้มันคือเชมเบอร์มิวสิกโดยกลุ่มเครื่องสายเพียงไม่กี่ชิ้น ของนักดนตรีในระดับแถวหน้า พวกเขาบรรเลงราวกับเป็นการปฏิบัติสมาธิอันเข้มข้น สายตาของทุกคนที่จ้องเขม็งกับการอำนวยเพลงของ เหลียง จาง ณ ตอนนี้พวกเขาใช้ลมหายใจเดียวกันแล้ว (ใครว่าเล่นเครื่องสายไม่ต้องฝึกลมหายใจ!) เป็นการบรรเลงดนตรีจังหวะช้าและน้ำเสียงที่เบามาก อย่างเรียกร้องความตั้งใจและสมาธิอย่างสูงจากผู้ฟังที่ต้องเกร็งหน้าท้องอย่างไม่รู้ตัว ท่อนที่ 3 (Scherzo) ด้วยจังหวะที่เร็วมาก แต่กลับบรรเลงได้อย่างไม่ห้วนไม่หยาบ ไม่แข็งทื่อ พวกเขาสามารถสำแดงความแตกต่างในการแสดงออกทางดนตรีให้เกิดขึ้นและดำเนินควบคู่กันไปได้อย่างมีศิลปะ ในท่อนสุดท้ายกลุ่มเครื่องลมทองเหลือง (Brass) พวกเขาให้เราได้ทั้งความดังเต็มที่และสง่างาม แต่ไม่มีคำว่า “แสบแก้วหู” ใดๆ ทั้งหมดนี้คือการสาธิตศิลปะการบรรเลงแบบวงซิมโฟนีออเคสตราอย่างแท้จริง มันต้องมาจากความเป็นเลิศของความสามารถเฉพาะตัวเสียก่อน และตามมาด้วยความเข้าใจเป็นอย่างดีในปรัชญาการทำงานเป็นทีม เหนือสิ่งอื่นใดก็คือสิ่งที่เรียกร้องกันตลอดกาลของศิลปะการบรรเลงดนตรีคลาสสิกนั่นคือการฟังซึ่งกันและกัน พัฒนาการของศิลปะการใช้โสตประสาทอันละเอียดอ่อนในระดับหูทิพย์ ซึ่งเราเรียกแนวคิดนี้ว่า “อองซอมเบลอ” (Ensemble) ซึ่งในขั้นนี้แล้ว (เมื่อเปรียบเทียบเฉพาะด้าน “Ensemble”) SPO กำลังไล่หลัง Royal Concertgebouw (วงอันดับหนึ่งของโลก) อย่างไม่อาจใช้คำว่า “ไม่เห็นฝุ่น” กับพวกเขาได้
นี่อาจเป็นบทสรุปที่น่ากลัวสำหรับวงออเคสตราในโลกปัจจุบันที่คงจะยากแก่การจัดลำดับชั้นเข้าไปทุกที และก็คงจะเป็นบทสรุปที่น่ากลัวและท้าทายสำหรับตัวผู้วิจารณ์เองด้วยที่บังอาจออกตัวแรงโดยกล่าวอะไรที่ออกจะล่อแหลมจนน่าหมั่นไส้เกินไปเช่นนี้ (วิจารณ์แบบ “เรียกแขก” ซะแล้ว!)
บทเพลงไวโอลินคอนแชร์โต “คู่รักผีเสื้อ” (Butterfly Lovers) ผลงานการประพันธ์โดยคู่หูดุริยกวีชาวจีนคือ “เหอ จังห่าว” (He Chang Hao) และ “เฉิง กัง” (Cheng Gang) คือบทเพลงที่มีประเด็นที่น่าอภิปรายมากที่สุด แรกสุดเราต้องไม่ลืมว่าบทเพลงนี้เป็นผลงานแบบ “คอนแชร์โต โพเอ็ม” (Concerto Poem) ซึ่งแทบจะไม่พบเห็นในวงการดุริยวรรณกรรมคลาสสิกตะวันตกเลย นำเนื้อหามาจาก “งิ้วท้องถิ่น” ของจีน (เรื่องม่านประเพณี) ซึ่งมีการนำสำนวนดนตรีแบบเพลงร้องในงิ้วจีนแท้ๆ มาประยุกต์ใช้แบบไม่ยั้งมือ แนวเดี่ยวไวโอลินที่แสดงออกในถ้อยทีลีลาแบบซอเอ้อหูพื้นถิ่นของจีน นี่จึงอาจสร้างปัญหาการยอมรับหรือความนิยมในโลกตะวันตก เพราะแนวคิดและรสนิยมอย่างหนึ่ง (และค่อนข้างสำคัญ) ในดนตรีคลาสสิกตะวันตกก็คือ ไม่นิยมลักษณะสำนวนดนตรีแบบฟูมฟาย, คร่ำครวญ,ยืดยาวหรือเยิ่นเย้อ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือ “ลักษณะเด่น” ของไวโอลินคอนแชร์โตบทนี้อย่างปฏิเสธไม่ได้ ในเชิงวิชาการประพันธ์ดนตรีมันคือฉันทลักษณ์โซนาตามาตรฐาน (Sonata Form) ขนาดใหญ่ที่ห่อหุ้มฉันทลักษณ์ย่อยๆเอาไว้ภายในแต่ละส่วนอย่างสูงด้วยชั้นเชิงแห่งวิชาการประพันธ์ดนตรีตะวันตก
แนวคิดไวโอลินคอนแชร์โตที่เล่าเรื่องตำนานนิทานพื้นบ้านจีนได้อย่างประจักษ์ชัดแจ้ง เข้าใจได้ง่ายกว่าการเล่าเรื่อง “ทิล” (Till Eulenspiegel) หรือ “ดอนฮวน” (Don Juan) ในบทเพลงโทนโพเอ็ม (Tone Poem) ของริชาร์ด ชเตราส์ (Richard Strauss) ด้วยซ้ำไป
ซิฉิง ลู่ (Lu Siqing) ศิลปินเดี่ยวไวโอลินหนุ่มใหญ่วัย 48 ปี เขาคือหนึ่งในทูตวัฒนธรรมที่ออกตระเวนแสดงเดี่ยวไวโอลินตอนแชร์โตบทนี้ อย่างต่อเนื่องนับสิบปีอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและไม่รู้จักกับคำว่า “เบื่อ” สำหรับศิลปินผู้อุทิศตัวให้กับศิลปะอย่างไม่มีเงื่อนไขเช่นนี้ เขาจะเกิดมุมมองและแนวคิดใหม่ๆ ในการตีความบทเพลงเดิมๆ อย่างไม่หยุดนิ่ง ทำให้การบรรเลงในแต่ละครั้งเกิดความสด-แปลกใหม่ราวกับเป็นเพลงใหม่ในรอบปฐมทัศน์ ในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ซิฉิง ลู่ ตีความบทเพลงนี้ในแบบที่เราคาดไม่ถึง แม้จะเคยฟังจากแผ่นซีดีและการแสดงสดมาหลายรอบแล้วก็ตาม ซิฉิง ลู่ ปรับแนวคิดและยกมาตรฐานบทเพลงนี้จากวรรณกรรมพื้นบ้านระดับภูมิภาคให้เข้าสู่การแสดงออกในเชิงความคิดแบบปรัชญาสากล แน่นอนที่สุดวง SPO และวาทยกรอย่าง เหลียง จาง เป็นทีมงานนักแสดงคู่คิดที่ปรับแนวทางความคิดในการตีความได้อย่างทัดเทียมและดำเนินไปในแนวทางเดียวกันด้วย
ทั้ง ซิฉิง ลู่, วง SPO และเหลียง จาง พร้อมใจกันลดลักษณะดีกรีของความฟูมฟายในบทเพลงนี้ลงไปได้มากมายอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งที่น่าทึ่งก็คือความฟูมฟายที่ลดลงไปนี้ (ที่เราคุ้นชินมานับสิบปี) กลับมิได้ทำให้สีสันทางเสียง (Tone Colour) หรือความหมายที่สอง (การพรรณนาบอกเล่าเรื่องราว) ลดหายไปด้วย มันกลับกลายเป็นสีสันใหม่ที่ฟังดูสุขุมคัมภีรภาพและล้ำลึกในอารมณ์มากขึ้น การ “เอื้อนเสียง” (Portamento) ที่เดิมทีใช้อย่างมากมายจนสร้างความรู้สึก “เลี่ยน” สำหรับคอดนตรีตะวันตก ถูกปรับเปลี่ยนการแสดงออกให้อยู่ในความพอเหมาะพอดีได้อย่างแตกต่าง ลักษณะการยืด-หดของจังหวะดนตรีที่เรียกว่า “Rubato” ลดดีกรีลงไป ซึ่งทำให้บทเพลงฟังดูไม่ยืดยาดเยิ่นเย้อแบบที่เราคุ้นเคยในเพลงนี้มานาน ทั้งหมดนี้คือการทำลายความคิดยึดติดดั้งเดิมกับแนวคิดโศกนาฏกรรมพื้นบ้านแบบร้องไห้น้ำตานองหน้า ให้กลายเป็นวรรณกรรมอมตะระดับสากลที่สุขุมด้วยความคิดและการแสดงออกในเชิงอารมณ์ความรู้สึกได้อย่างพอเหมาะพองามเปี่ยมด้วยรสนิยม
มันคือความสำเร็จในการตีความใหม่ทางดนตรีที่เหนือคำบรรยายอย่างแท้จริง
ทั้งหมดนี้เอง “มู่ไห่ ถัง” ผู้อำนวยการดนตรีคนปัจจุบันจึงได้เคยกล่าววาจาเชิงอหังการกวีต่อสื่อมวลชนเมื่อ 8 ปีที่แล้วว่า SPO ไม่ต้องสนใจกับความสำเร็จหรือการยอมรับใดๆ จากบรรดาประเทศในโลกตะวันตก การแสดงของวง SPO ในครั้งนี้ตอบคำถามและตอกย้ำประเด็นนี้ต่อพวกเราได้ชัดเจนและล้ำลึกกว่าถ้อยแถลงใดๆ อดคิดไม่ได้ว่าสักวันหนึ่งบรรดาฝรั่งที่ใจกว้าง-ใจเปิดไร้อคติ, การยึดถือตัวตนและความสำเร็จของบรรพชนในอดีต อาจจะต้องหันกลับมาเรียนรู้สิ่งดีๆ จากรากเหง้าวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนในโลกตะวันออก เฉกเช่นเดียวกับเด็กไทยรุ่นต่อไปที่อาจจะต้องไปเรียนวิชามวยไทย, การทำอาหารไทย (หรือแม้แต่วรรณคดีไทย) ในต่างแดนก็เป็นได้ โปรดอย่าลืมว่าสาขาวิชา “ไทยศึกษา” (Thai Study) นั้นเปิดสอนกันในมหาวิทยาลัยหลายแห่งในต่างประเทศแล้ว
เอ..เขียนเรื่องดนตรีอยู่ดีๆ ไถลไกลมาถึงนี่ได้ยังไง?

