สมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เขียนจำได้ว่าเคยอ่านบทสุนทรพจน์ของ ‘เธอร์กู๊ด มาร์แชล’ (Thurgood Marshall) ผู้พิพากษาศาลสูงผิวสีคนแรกของสหรัฐอเมริกา ในช่วง ค.ศ.1967-1991 ที่กล่าวไว้ว่า…
“the measure of a country’s greatness is its ability to retain compassion in times of crisis.” …“เครื่องวัดความยิ่งใหญ่ของประเทศ อยู่ที่ความสามารถในการดำรงรักษาความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่นในยามวิกฤต”
ปรากฏการณ์สะเทือนขวัญชาวโลกในปัจจุบันมี 2 กรณี คือ ข่าวการทดลองขีปนาวุธเพื่อขู่สหรัฐของ “ตี๋ใหญ่” เกาหลีเหนือ ที่มีเสียงคำรามว่าไม่แคร์ “เฮียใหญ่ทรัมป์” ซึ่งสุดท้ายก็เป็นลมปาก ยังไม่เห็นมีการตายเกิดขึ้น และอีกกรณีหนึ่ง คือวิกฤตการสู้รบในรัฐยะไข่ ประเทศเมียนมา ซึ่งมีผลทำให้ผู้คนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมากแล้ว และอาจมีผลกระทบต่อความสงบสุขในภูมิภาคอาเซียนอย่างน่าเป็นห่วงที่สุดอีกด้วย
ทั้งนี้ ต้นเหตุมาจากการที่รัฐบาลเมียนมามองว่าชนเผ่าชาวโรฮีนจาเป็นคนจรจัดมาจากประเทศบังกลาเทศ หาใช่เผ่าพันธุ์แท้จริงของชาวพม่ามาก่อน และในขณะเดียวกัน ประเทศบังกลาเทศมองว่าชาวโรฮีนจาเป็นชนกลุ่มน้อยของเมียนมา เหตุนี้เองจึงยังผลทำให้ชาวโรฮีนจากลายเป็นชนเผ่าที่ไม่มีสัญชาติอย่างน่าสงสาร
ที่ผ่านมา มีชาวโรฮีนจาจำนวนไม่น้อยยอมเสี่ยงชีวิตนั่งเรือผ่านทะเลอันดามันของไทยเพื่อไปตายดาบหน้า แต่เจอมรสุมพายุใหญ่ในทะเลเรือพลิกคว่ำตายเป็นเบือ แต่ยังดีที่มีทหารเรือไทยที่ยึด “หลักมนุษยธรรม” ให้การช่วยเหลือจนมีบางคนรอดชีวิตพ้นจากมือมัจจุราชจำนวนไม่น้อยในระหว่างทาง ก่อนถึงเป้าหมายคือประเทศมาเลเซียและออสเตรเลีย
ชะตาชีวิตพวกเขาเป็นชีวิตที่บัดซบสิ้นดี อดอยากข้นแค้น และซ้ำต้องมาประสบปัญหาไร้สัญชาติถูกผลักไสไล่ส่งให้ไปตายดาบหน้าอีกด้วย เนื่องจากรัฐบาลเมียนมาได้อ้างประวัติศาสตร์ยืนยันว่าชาวโรฮีนจาไม่ใช่ชนเผ่าน้อยของพม่าอย่างแน่นอน แต่เป็นชนเผ่าที่มาจากบังกลาเทศ ดังนั้น ชนเผ่าโรฮีนจาที่นับถือศาสนามุสลิมเหล่านี้ จึงกลายเป็นมนุษยชนเผ่าที่ต้องประสบกับความทุกข์โศกและการทรมานอย่างแสนสาหัส เพียงเพราะไม่มีชาติใดรับรองสัญชาติพวกเขา ทำให้ต้องเผชิญชะตาชีวิตอันสุดโหดในสังคมโลกปัจจุบัน
จากเหตุการณ์ชาวมุสลิมโรฮีนจาที่เป็นข่าวทั่วโลกขณะนี้ ทำให้นึกถึงพี่น้องชาวมุสลิมสามจังหวัดภาคใต้ที่มีโอกาสอยู่ในประเทศไทย นอกจากจะได้รับสิทธิสองสัญชาติ คือได้ทั้งสัญชาติไทยและมาเลเซียแล้ว ยังได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ และสิทธิเสรีภาพจากรัฐบาลอย่างเสมอภาคกับผู้นับถือศาสนาอื่นเท่าเทียมกันทั่วหน้าอีกด้วย ดังนี้แล้ว จึงพึงต้องระลึกถึงภาระหน้าที่ในการสนองคุณต่อแผ่นดินเยื่ยงบรรพบุรุษอย่างแน่วแน่ด้วย…ว่าไหม?
สาเหตุการเกิดไฟสงครามสู้รบในรัฐยะไข่ ประเทศเมียนมา ที่แท้แล้วก็มาจากประเด็นความขัดแย้งอย่างรุนแรงในทางศาสนา ระหว่างชาวพุทธหัวรุนแรงกับชาวมุสลิมของประเทศดังกล่าวนั่นเอง สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ ถ้าหากทางการเมียนมาไม่สามารถแก้ปัญหาให้สำเร็จโดยเร็วแล้ว นอกจากเมียนมาจะพบกับความย่อยยับทั้งทางเศรษฐกิจ-การเมืองแล้ว ยังอาจมีผลกระทบต่อภูมิภาคอาเซียนอย่างแน่นอน ทั้งนี้ เพราะจะเป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มกำลังติดอาวุธอิสลามตะวันออกกลางหาจังหวะอ้างเหตุเข้ามาแทรกแซง ก่อความปั่นป่วนในภูมิภาคนี้ง่ายขึ้น ด้วยการสนับสนุนอาวุธให้แก่กองกำลังโรฮีนจาที่อยู่ในเมียนมาได้อย่างสะดวก ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่ามีความเป็นไปได้สูงทีเดียว
ปัญหาคลื่นมนุษย์อพยพของชาวโรฮีนจา กำลังเป็นประเด็นใหญ่ระดับโลกที่สหประชาชาติมีความชอบธรรมที่จักต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเมียนมา แต่ปรากฏว่า รัฐบาลเมียนมาโดยเฉพาะนางออง ซาน ซูจี กลับยืนยันว่า ฝ่ายกองกำลังโรฮีนจาเป็นพวกก่อเหตุร้ายขึ้นเอง ทำให้นักวิเคราะห์การเมืองหลายสำนักมองว่า หากสถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น อาจเป็นเหตุผลของฝ่ายก่อการร้ายสากลอ้างว่าถึงเวลาแล้วที่กองกำลังอาวุธมุสลิมต่างชาติต้องเข้ามาช่วยชาวมุสลิมโรฮีนจาในยะไข่ในที่สุด
แน่นอน กองกำลังอาวุธฝ่ายโรฮีนจาไม่สามารถต่อกรกับกำลังฝ่ายรัฐบาลเมียนมา แต่ทว่า ปัจจุบันมีชาวมุสลิมหัวรุนแรงในอินโดนีเซียไม่พอใจชาวพุทธจำนวนหนึ่งอาสาเข้ามาร่วมขบวนการสู้รบกับรัฐบาลเมียนมาอย่างถวายชีวิต …รัฐยะไข่จึงกลายเป็นสมรภูมิสู้รบเข่นฆ่ากันจนมีคนตายจำนวนมากทุกวันในขณะนี้
อันที่จริงสงครามภายในรัฐยะไข่ได้เกิดขึ้นเต็มรูปแบบมานานแล้ว สูญเสียชีวิตและทรัพย์สินนับไม่ถ้วน ทั้งที่มิใช่การสู้รบแก่งแย่งอำนาจทางการเมือง ทว่าเป็นความขัดแย้งอย่างรุนแรงทางศาสนาอันเต็มไปด้วยเลือดและคราบน้ำตา!
น่าจับตาว่า นางออง ซาน ซูจี ผู้ได้รับรางวัลสาขาสันติภาพ “โนเบล” ไยจึงไม่แสดงบทบาทหรือท่าทีต่อปมปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ ทั้งที่สากลโลกอยากเห็นเธอจัดการแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างรวดเร็ว แต่เธอกลับทำเมินเฉย โดยยืนยันว่าเมียนมาไม่มีคนเชื้อชาติโรฮีนจาแน่นอน พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า ชาวโรฮีนจาหนีข้ามแดนเข้ามาเมียนมาอย่างผิดกฎหมายจากบังกลาเทศเมื่อสมัยก่อน
ไม่นานมานี้ พวกโรฮีนจาที่ไม่สามารถทนความกดดันจากกองกำลังทหารและตำรวจของรัฐบาลเมียนมา ต้องพากันหนีตาย อพยพเข้าชายแดนบังกลาเทศจำนวนถึงแสนกว่าคน ซึ่งส่วนใหญ่มีอาการป่วยและบาดเจ็บ ชีวิตอดอยากหิวโซ สภาพไม่ต่างกับ.. “อมนุษย์” แทบทุกคน
ตามรายงาน สถานการณ์สู้รบในรัฐยะไข่เลวร้ายขึ้นทุกวัน เหตุจากกลุ่มหัวรุนแรงที่เป็นกองกำลังติดอาวุธบุกฆ่าชาวพุทธที่เป็นฝ่ายตรงข้ามอย่างเหี้ยมโหด และยิ่งเพิ่มความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ
น่าเจ็บปวดอย่างยิ่งคือ …เหตุร้ายที่เกิดขึ้นมาจากความขัดแย้งทางศาสนา, เชื้อชาติ, ความเกลียดชัง อันเต็มไปด้วยเลือด ความคลั่งแค้น ความรุนแรง!…สุดท้ายความป่าเถื่อนไร้มนุษยธรรมจะจบลงอย่างไร? วันใด?
กองกำลังอาวุธโรฮีนจาอ้างว่า เขาคือ “กองทหารช่วยชาติแห่งอาหรับโรฮีนจา” มุ่งมั่นที่จะฆ่าทหารตำรวจฝ่ายรัฐบาลเมียนมาและชาวพุทธเป็นเป้าหมาย กระทั่งมีข่าวสะพัดว่า กองกำลังมุสลิมโรฮีนจาได้รับการสนับสนุนอาวุธจากกลุ่มนิยมความรุนแรงจากชาติอาหรับในตะวันออกกลางอีกด้วย
ความไม่สงบในเมียนมาครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่ามีส่วนมาจากนอกประเทศ โดยเฉพาะจากกลุ่มกองกำลังอินโดนีเซียและกลุ่มกองกำลังภาคใต้ของฟิลิปปินส์ ดังนั้น จึงพอสรุปได้ว่า เหตุการณ์ในยะไข่เป็นประเด็นปัญหาระดับสากล หาใช่เพียงปัญหาในส่วนภูมิภาคเท่านั้น
ข่าวล่าสุด ตามรายงานได้เกิดความรุนแรงขึ้นในยะไข่ โดยกลุ่มติดอาวุธชาวโรฮีนจาก่อเหตุโจมตีด่านความมั่นคงหลายแห่ง ส่งผลให้กองทัพทหารตำรวจเมียนมาใช้ปฏิบัติการตอบโต้อย่างหนักหน่วงตายเพิ่มอีกจำนวนไม่น้อย
ในอีกด้านหนึ่ง ผู้บัญชาการกองกำลังรักษาดินแดนบังกลาเทศออกมาแถลงว่า ได้พบศพผู้อพยพชาวโรฮีนจา เป็นเด็ก 11 ศพ และเป็นหญิง 9 ศพ จากเหตุการณ์เรือล่มในแม่น้ำนาฟ ทางฝั่งบังกลาเทศ ในขณะเดียวกันก็มีข่าวออกมาว่า ชาวพุทธกลุ่ม “ชาตินิยม” ทั้งพระสงฆ์และฆราวาสในเมียนมา ประชุมประท้วงในกรุงย่างกุ้ง เรียกร้องให้กองทัพกวาดล้างกลุ่มติดอาวุธโรฮีนจารุนแรงกว่านี้ โดยแนวร่วมต่อต้านมุสลิมในเมียนมาภายใต้การนำของพระวีระธู ซึ่งรู้จักกันดีกับบทบาทปลุกปั่นของเขา ได้กล่าวต่อผู้ร่วมชุมนุมว่ากองทัพเท่านั้นที่สามารถควบคุมสถานการณ์ในรัฐยะไข่ได้ พร้อมกับโจมตีรัฐบาลพลเรือนของนางออง ซาน ซูจี ที่ไม่ตอบสนองอย่างทันท่วงที
น่าจับตา เหตุใดปัญหาโรฮีนจาจึงเรื้อรังมาเป็นเวลานาน และเหตุใดทำให้เมียนมาและสหประชาชาติยังคงนิ่งเฉยต่อความรุนแรง อย่างมีนัยยะ จึงเป็นเหตุทำให้ประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่ที่เป็นมุสลิม เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และตุรกี ต้องออกมากดดันนางออง ซาน ซูจี จากการที่ไม่สามารถหยุดยั้งปฏิบัติการกวาดล้าง และแก้ไขปัญหาเรื้อรังให้สำเร็จลุล่วง
ส่วนทางตรงข้าม กลุ่มประเทศเอเชียอันมี จีน, ญี่ปุ่น, อินเดีย และประเทศอื่นๆ กลับไม่ออกมาเคลื่อนไหวหรือแสดงท่าทีเท่าที่ควร ซึ่งเมื่อเจาะลึกถึงสาเหตุอันแท้จริงแล้ว ทำให้ผู้เขียนถึงบางอ้อ…ที่แท้กลุ่มประเทศดังกล่าวเหล่านี้ ต่างพากันห่วงใยถึงผลกระทบในทางเศรษฐกิจ-การเมืองของตนนั่นเอง ทั้งนี้ เพราะมองว่าหากเข้าแทรกแซงกิจการภายในเมียนมาแล้ว อาจจะบั่นทอนความสัมพันธ์อันดีกับเมียนมา เนื่องจากประเทศ
เมียนมากำลังเป็นหนึ่งในประเทศเนื้อหอมที่หลายประเทศหมายตาเข้ามาลงทุนและทำการค้า หลังจากเศรษฐกิจเมียนมาสามารถขยายตัวถึง 6.4% ในปีที่แล้ว
จีนนับว่าเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของเมียนมา ซึ่งมีมูลค่าการค้าทั้งหมดระหว่างสองประเทศถึง 9.446 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (3.12 แสนล้านบาท) ในช่วงปี 2516-2517 นับว่าเป็นผู้เข้ามาลงทุนในเมียนมามากที่สุด
สื่อจากญี่ปุ่นระบุว่า จีนแสดงท่าทีคัดค้านการให้นานาประเทศเข้าไปแทรกแซงกรณีการแก้ปัญหาวิกฤตในยะไข่ และอีกทั้งการประชุมสำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ระบุว่าเป็นเรื่องภายในที่ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้ในชั่วข้ามคืน โดยที่ญี่ปุ่นมีท่าทีไม่ต่างกับจีนเช่นกันในการไม่ผลักดันให้ประชาคมโลกเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว
ในส่วนตัวผู้เขียนมองว่า ความขัดแย้งทางศาสนาจนเกิดการฆ่าฟันกันในยะไข่เป็นประเด็นปัญหาอันเกี่ยวกับ “หลักมนุษยธรรม” ฉะนั้น ในฐานะที่สหประชาชาติซึ่งเป็นองค์กรใหญ่ระหว่างประเทศ จึงควรมีหน้าที่เข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยกำหนดให้ชนส่วนน้อยมุสลิมโรฮีนจายอมรับฐานะเป็นชนกลุ่มน้อยมีสัญชาติเมียนมา ทุกอย่างก็คงจบลงได้ด้วยดี..
แต่ถ้าประเทศผู้มีอำนาจไม่คำนึงถึง “หลักมนุษยธรรม” ทว่า…กลับไปคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ทางการเมืองเมื่อใด.. “หลักมนุษยธรรม” ก็เอวัง?!
ผู้เขียนจึงขอภาวนาให้ผู้นำประเทศทั้งหลาย จงได้มองเห็นความสำคัญในหลัก “มนุษยธรรม” และหลัก “เมตตาธรรม” เพื่อเข้ามาช่วยเหลือชาวโรฮีนจาผู้น่าสงสารเหล่านี้อย่างจริงจังและเกิดประสิทธิผลด้วยเถิด
..อย่าได้มองผลประโยชน์ทางการเมือง จนทำให้ “หลักมนุษยธรรม” ต้องถึงกาล…ต้องเอวังเลยครับ!

