หน้าแรก บทความ บาปร้ายอันรื่...

บาปร้ายอันรื่นรมย์ภายใต้กฎหมาย โดย:กล้า สมุทวณิช

11.10.17 | 13:30 น.

หนึ่งในกฎหมายที่เป็นประเด็นข่าวบ่อยที่สุดฉบับหนึ่ง คือกฎหมายที่เกี่ยวกับการควบคุมสุราเมรัย ที่มีชื่อเต็มเป็นทางการว่า “พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551”

ก่อนหน้านี้ แม้ว่าประเทศไทยจะเคยมีกฎหมายว่าด้วยสุรามาตั้งแต่ พ.ศ.2493 คือพระราชบัญญัติสุรา แต่กฎหมายฉบับนั้นก็มุ่งบังคับเอาแค่สุราในแง่มุมของผู้ผลิตและจำหน่ายเป็นสำคัญ พูดง่ายๆ ก็คือว่า กฎหมายดังกล่าวนั้นกำหนดว่าสุราที่ถูกกฎหมายนั้นจะขออนุญาตกับรัฐเพื่อผลิตและจำหน่ายได้อย่างไร เสียภาษีอะไรเท่าไร แต่ไม่มีมิติในการควบคุมหรือกำหนดกฎเกณฑ์ว่าผู้บริโภคจะดื่มสุราเมรัยที่ถูกกฎหมายแล้วนั้นอย่างไร กฎหมายสุราดังกล่าวจึงออกจะห่างไกลจากความรับรู้และชีวิตประจำวันของผู้คน

ในขณะที่กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่นั้น เป็นกฎหมายที่มีมิติว่าด้วยการควบคุมการจำหน่าย การโฆษณา และการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ วางข้อกำหนดออกมาจำกัดในเรื่องดังกล่าว กฎหมายนี้จึงค่อนข้างจะใกล้ตัวประชาชนคนดื่มเหล้าเบียร์มากกว่า ซึ่งส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในการซื้อหาและดื่มเหล้าเบียร์ในสังคมอย่างที่เรียกว่าทำให้พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มประเภทนี้ของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปมากเมื่อกฎหมายนี้มีผลใช้บังคับ

ตั้งแต่ที่กฎหมายนี้มีผลใช้บังคับ ผู้ดื่มเหล้าเบียร์ก็คงรู้สึกตรงกันว่า การซื้อเหล้าเบียร์และการหาที่นั่งดื่มนั้นไม่ได้ง่ายดายหรือสะดวกเช่นดังแต่ก่อน โดยหากนำกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอนุบัญญัติของมันมากางออก และพิจารณาจากมุมของ “ผู้บริโภค” แล้ว จะเห็นว่ากฎหมายนั้นสร้างข้อจำกัดในการหาซื้อเหล้าและดื่มเหล้าเบียร์ไว้ดังนี้

ในเชิงของสถานที่แล้ว เครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นไม่อาจหาซื้อได้ในสถานที่ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 27 ประกอบกับประกาศของสำนักนายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ได้แก่ ในวัดหรือสถานที่สำหรับปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา ในโรงพยาบาลและในร้านขายยา ในสถานที่ราชการและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจตลอดจนหน่วยงานของรัฐ ในหอพักตามกฎหมายว่าด้วยหอพัก ในสถานศึกษาและบริเวณโดยรอบ ในปั๊มน้ำมันและร้านค้าในปั๊มน้ำมัน ในสวนสาธารณะของทางราชการที่จัดไว้เพื่อการพักผ่อนของประชาชนโดยทั่วไป ในโรงงาน บนทางอันได้แก่ท้องถนนและริมทางตามกฎหมายการจราจรทางบก ในท่าเรือสาธารณะและสถานีขนส่ง รวมถึงบนรถไฟด้วย

Advertisement

สำหรับคอฟุตบอลไทยที่ชอบไปชมไปเชียร์กันที่สนาม คงทราบดีว่าในสนามฟุตบอลหลายสนามนั้นไม่มีเหล้าเบียร์จำหน่าย หากว่าสนามนั้นเป็นสนามที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของทางราชการและรัฐวิสาหกิจ แม้ว่าจะเป็นสถานที่เปิดให้ประชาชนเข้าไปพักผ่อนได้ก็ตาม และปัจจุบันนี้การดื่มสุราในรถยนต์ หรือรถไฟนั้นก็เป็นอันต้องห้ามตามกฎหมายไปได้สักพักหนึ่งแล้ว

สำหรับเวลาของการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นก็ถูกจำกัดโดยประกาศนายกรัฐมนตรี คือให้ซื้อได้เฉพาะในช่วงเวลารอบกลางวัน สิบเอ็ดโมงถึงบ่ายสอง และรอบเย็นตั้งแต่ห้าโมงเย็นถึงเที่ยงคืน ยกเว้นการขายในท่าอากาศยานนานาชาติ หรือการขายในสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ นอกจากนี้ก็ยังห้ามขายในวันสำคัญทางพุทธศาสนา ได้แก่ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษาและวันออกพรรษาด้วย ซึ่งกรณีนี้จะต้องรวมถึงการห้ามจำหน่ายในช่วงวันเลือกตั้งหรือวันลงประชามติ ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งหรือการออกเสียงประชามติอีกด้วย

และเมื่อซื้อเหล้าหรือเบียร์มาได้แล้ว การจะดื่มก็ยังถูกจำกัดตามกฎหมายดังกล่าวด้วย ซึ่งสถานที่ห้ามดื่มก็ได้แก่สถานที่เดียวกันกับที่ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั่นเอง เพียงแต่เวลาในการดื่มนั้นไม่ได้ถูกจำกัดตามกฎหมายไปด้วย คือถ้าซื้อมาได้ จะดื่มกันวันไหนหรือกี่โมงก็ไม่ว่ากัน

ส่วนเรื่องที่ว่าดื่มแล้วสามารถโพสต์ภาพเครื่องดื่มของเราลงในโซเชียลมีเดียแล้วจะถือว่าเป็นการ “โฆษณา” ซึ่งถือเป็นการกระทำอันต้องห้ามและมีโทษตามกฎหมายนี้หรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่ต้องขึ้นอยู่กับการตีความ ก่อนหน้านี้ก็มีการ “เลือก” บังคับใช้กฎหมายเอากับดาราและบุคคลมีชื่อเสียง หรือผู้มีอิทธิพลในโลกโซเชียลมีเดียกันไป ซึ่งการตีความกฎหมายนี้เป็นอำนาจของผู้บังคับใช้กฎหมาย คือกรมควบคุมโรค และความที่กฎหมายในส่วนนี้เป็นกฎหมายอาญา หากไม่เห็นด้วยกับการ “ตีความ” ของผู้บังคับใช้กฎหมาย ก็จะต้องไปต่อสู้คดีในศาล ทีนี้ก็หมายความว่าจะต้องตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาเสียก่อน เรียกว่าเท่ากับเป็นการเอาเสรีภาพของตัวเองไปเป็นเดิมพันในการต่อสู้เรื่องการตีความกฎหมายก็ไม่ผิดเท่าไร ดังนั้น หากใครไม่พร้อมเสี่ยงและรู้ตัวว่าอาจจะถูก “เลือก” บังคับใช้กฎหมายเอาได้ ก็อาจจะต้องระมัดระวังในการโพสต์รูปขวดเบียร์แก้วไวน์กันสักหน่อย ส่วนกรณีล่าสุดที่กฎหมายฉบับนี้เป็นข่าวขึ้นมาในความสนใจของสาธารณชน ก็คือข่าวกระแสการตั้งคำถามและต่อต้านร้านสะดวกซื้อเจ้าใหญ่ที่สุดในประเทศ ที่เริ่มทดลองให้มีตู้กดเบียร์สดให้บริการในร้านบางสาขา

อันที่จริงแล้ว ร้านสะดวกซื้อเจ้าใหญ่ดังกล่าวนั้นไม่ใช่ร้านสะดวกซื้อเจ้าแรกที่ให้บริการจำหน่ายเบียร์สดในลักษณะดังกล่าวนี้ และแม้ว่าผู้รับผิดชอบในการบังคับใช้กฎหมายไปตรวจสอบแล้วจะพบว่า การติดตั้งตู้กดเบียร์สดดังกล่าวนั้นจะไม่สามารถเอาผิดได้ตามกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แต่ประการใดเลย หากเอาผ้าคลุมตราเครื่องหมายการค้าของเบียร์นั้น แต่กระแสการต่อต้านนั้นก็ยังคงมีอยู่ ในประเด็นเรื่องของความเหมาะสมของการขาย “เบียร์สด” กันในร้านสะดวกซื้อ

ทำไมจึงเพ่งเล็งตื่นเต้นเอากับการขาย “เบียร์สด” ทั้งๆ ที่ในตู้แช่ของร้านสะดวกซื้อเดียวกันนั้นก็มีเบียร์ทั้งแบบกระป๋องและแบบขวดจำหน่ายกันอยู่ หากพิจารณากันแต่เพียงสาระสำคัญแล้ว เบียร์สดหรือเบียร์ขวดก็คือเมรัยมีฟองซ่ากลิ่นหอมรสขม ดื่มแล้วก็มึนเมาด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์เหมือนกัน

ในรายละเอียดแล้ว เบียร์สด คือเบียร์ที่ได้จากการหมักแล้วนำมาบรรจุในถังเก็บความเย็นเพื่อให้บริการแก่ผู้ดื่มเลย โดยไม่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยความร้อน หรือการพาสเจอไรซ์เสียก่อน เบียร์สดจึงให้กลิ่นและรสที่แตกต่างที่เกิดจากยีสต์และจุลินทรีย์ที่จะถูกทำลายลงไปในกระบวนการฆ่าเชื้อ เพื่อบรรจุลงในขวดหรือกระป๋องเพื่อความสะดวกในการขนส่งและจัดเก็บ การให้บริการเบียร์สดนั้นจึงเป็นการกดเอาจากตู้เก็บความเย็นที่เก็บรักษาเบียร์นั้นไว้ ใส่ลงไปในแก้วเพื่อดื่มทันที

ด้วยธรรมดาของเบียร์สด เมื่อกดออกจากตู้แล้วผู้ซื้อนั้นจะต้องดื่มเบียร์นั้นในทันที ไม่เหมือนการซื้อเบียร์ขวดหรือเบียร์กระป๋องที่เป็นลักษณะการซื้อกลับไปกินที่อื่น และถ้าหากเราพิจารณากันตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดแล้ว ก็น่าสงสัยว่าผู้ซื้อเบียร์สดจากร้านสะดวกซื้อนั้นจะเอาไปดื่มได้ที่ไหนอย่างไร เพราะเดินถือไปดื่มไปบนถนนก็จะเห็นว่าผิดกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ดังได้กล่าวไปแล้ว จะเอาไปดื่มในที่สาธารณะนั้นก็เป็นอันต้องห้ามตามกฎหมายเดียวกันนั้นเกือบทุกที่

หากจะดื่มเบียร์สดจากร้านสะดวกซื้อกันโดยไม่มีความผิดตามกฎหมายแล้ว อาจจะต้องค่อยๆ ประคองแก้วเบียร์เย็นเฉียบฟองปริ่มนั้นกลับไปดื่มที่บ้าน หรือในร้านขายอาหารเครื่องดื่มที่อนุญาตให้นำเครื่องดื่มจากข้างนอกเข้ามาดื่มกินได้ ซึ่งคิดภาพตามแล้วออกจะทุลักทุเลเกินสมควรอยู่ หรือไม่อย่างนั้นก็อาจจะต้องดื่มในร้านสะดวกซื้อที่ซื้อเบียร์นั้นมา แต่ก็น่าจะประดักประเดิดและไม่น่าจะให้บรรยากาศที่ดีเท่าไรนัก
เช่นนี้การซื้อเบียร์สดในร้านสะดวกซื้อนั้น จึงมีนัยที่แตกต่างจากการซื้อเบียร์ขวดหรือเบียร์กระป๋องไปดื่มด้วยรายละเอียดเช่นนี้

สิ่งที่เราต้องยอมรับตรงกันนั้นมีอยู่ว่า สุราเมรัยและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์นั้นเป็นสิ่งที่มีโทษแน่นอน พิษภัยต่อสุขภาพของผู้บริโภคเองนั้นก็ส่วนหนึ่ง แต่พิษภัยต่อสังคมนั้นก็เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับกันว่า เครื่องดื่มที่ลดทอนทำลายสติของผู้ดื่มเสพนั้นเป็นสาเหตุของอาชญากรรม อุบัติเหตุ และปัญหาครอบครัวอย่างมีนัยสำคัญจริง

หากในขณะเดียวกันการดื่มเครื่องดื่มเช่นว่านี้ก็ถือเป็นศิลปะ และความรื่นรมย์อย่างหนึ่งที่ตีคู่มากับวัฒนธรรมของมนุษย์นับตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ ในทางศาสนาและศีลธรรมแล้ว ก็ยังมองความผิดบาปจากการดื่มเครื่องดื่มทำลายสตินี้ต่างระดับกันออกไป และในทางกฎหมายของรัฐฆราวาสส่วนใหญ่นั้นยอมรับและอนุญาตให้พลเมืองสามารถเสพสุขอันรื่นรมย์ของเครื่องดื่มเช่นว่านี้ได้ เท่าที่ไม่ทำให้สังคมโดยรวมและผู้ใดที่ไม่มีส่วนในการดื่มนั้นต้องได้รับความเดือดร้อนเสียหาย

ซึ่งเมื่อเราพิจารณาจากเจตนารมณ์ของกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้กล่าวถึงไปแล้วนั้น ก็จะพบได้ตามหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติว่า “…โดยที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ ครอบครัว อุบัติเหตุและอาชญากรรม ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ สมควรกำหนดมาตรการต่างๆ ในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งการบำบัดรักษาหรือฟื้นฟูสภาพผู้ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อช่วยลดปัญหาและผลกระทบทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจ ช่วยสร้างเสริมสุขภาพของประชาชนโดยให้ตระหนักถึงพิษภัยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตลอดจนช่วยป้องกันเด็กและเยาวชนมิให้เข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้โดยง่าย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้”

โดยเจตนารมณ์แล้ว กฎหมายฉบับนี้จึงไม่ใช่กฎหมายที่ว่าด้วยศีลธรรมที่มุ่งจะกำจัดสุราเมรัยทั้งหลาย หรือการห้ามไม่ให้คนกินเหล้ากินเบียร์ แต่เป็นกฎหมายเพื่อการปกป้องสังคม สร้างความสงบเรียบร้อยและความเป็นอยู่ร่วมกันโดยไม่เบียดเบียนทำร้ายกันของคนดื่มและไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เช่นนี้ในการตีความกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงการเคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย ก็ควรจะเป็นไปเพื่อเจตนารมณ์เดียวกัน คือเพื่อให้ผู้คนมีสิทธิเลือกที่จะมีความสุขและความรื่นรมย์จากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ โดยไม่สร้างความเดือดร้อนเสียหายหรือความสูญเสียให้กับสังคมผู้คนที่ไม่ดื่ม

เพื่อให้เราทุกคนสามารถอยู่ร่วมกับ “ความบาป” อันหอมหวานมึนเมาของมรดกทางวัฒนธรรมเก่าแก่อย่างหนึ่งของมนุษย์ได้ต่อไปภายใต้ขอบเขตที่สมควร