เมื่อเรียนดนตรีในต่างประเทศ (พ.ศ.2521) ทำให้เกิดความสงสัยว่า “ทำไมฝรั่งจึงเก่งกว่าเรา ทำไมเราไม่เก่งเหมือนฝรั่ง” เมื่อมีลูกน้อย พ.ศ.2528 เริ่มสงสัยว่า เด็กเล่นดนตรีเก่งขึ้นมาได้อย่างไร ซึ่งเวลานั้นในระบบการศึกษาไทย พยายามที่จะพัฒนาให้เด็กเป็นคนเก่ง มีโรงเรียนวิทยาศาสตร์ มีโรงเรียนนานาชาติเกิดขึ้นจำนวนมาก แล้ววิชาศิลปะ ดนตรี นาฏศิลป์ ก็ถูกตัดเวลาออก ยุบรวมชั่วโมงเรียน ทำให้เข้าใจได้ว่า เด็กไทยที่ได้รับการยกย่องจากรัฐว่าเก่งนั้น ต้องเรียนวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิชาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และวิชากำไรขาดทุน

ส่วนวิชาที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิต วิชาที่เกี่ยวข้องกับความสมบูรณ์ของมนุษย์ รัฐไม่ได้เหลียวแล
ในที่สุด การศึกษาของเราสร้างคนให้เก่ง แต่คนเก่งมักจะโกง การศึกษาสร้างให้คนเป็นคนดี แต่คนดีก็ซื่อบื้อ ทั้งเก่งโกงและดีซื่อบื้อช่วยชาติไม่ได้
ความสงสัยเรื่อง “พรสวรรค์” คุกรุ่นอยู่ในใจ ได้ศึกษาค้นคว้าเท่าที่จะทำได้ ในปี พ.ศ.2538 ได้จัดตั้งโครงการวิจัยพรสวรรค์ศึกษา เพื่อจะค้นคว้าจากภาคสนามว่าพรสวรรค์สร้างได้จากสิ่งแวดล้อมหรือติดตัวมาจากพันธุกรรม โดยเปิดเป็นโครงการสอนดนตรีสำหรับบุคคลทั่วไปขึ้นที่ศูนย์การค้า (เสรีเซ็นเตอร์ ถนนศรีนครินทร์) เพื่อต้องการศึกษาว่า ดนตรีมีความสำคัญต่อชีวิตเด็กไทยอย่างไร ดนตรีเป็นหุ้นส่วนของชีวิต เด็กเป็นลูกของสิ่งแวดล้อมจริงหรือ พ่อแม่ผู้ปกครองมีส่วนในการพัฒนาดนตรีของเด็กอย่างไร
จากปี พ.ศ.2538 ถึงปัจจุบัน พ.ศ.2560 สามารถพิสูจน์ได้ว่า “พรสวรรค์สร้างได้ ไม่ต้องคอยเทวดา” ในการเรียนดนตรีซึ่งเป็นวิชาทักษะ การฝึกฝนที่ถูกต้องเท่านั้นจึงจะเก่งดนตรีได้ เมื่อเด็กเป็นลูกของสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไร เด็กก็จะเป็นอย่างนั้น เด็กเป็นอย่างไรก็เพราะสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างนั้น
การสร้างเด็กให้เป็นคนที่สมบูรณ์ได้นั้น เด็กจะต้องได้รับการพัฒนาทั้งกายและจิต ซึ่งสามารถใช้คำสอนของคนโบราณได้ “สะอาดกายเจริญวัย สะอาดใจเจริญสุข”
วันเวลาผ่านไป การพัฒนาการศึกษาดนตรีที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เริ่มตั้งแต่โครงการศึกษาดนตรีสำหรับบุคคลทั่วไป เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนดนตรี เปิดโอกาสให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้มีส่วนร่วม โดยมีความเชื่อว่า “ดนตรีช่วยพัฒนาคุณภาพคน และคนออกไปพัฒนาคุณภาพชาติ” เมื่อเด็กอยากเรียนดนตรีเป็นอาชีพ ก็สามารถที่จะเรียนดนตรีได้ตั้งแต่ระดับเตรียมอุดมดนตรีไปกระทั่งปริญญาเอก
วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีความพร้อมด้านอาคารสถานที่ มีห้องสำหรับการเรียนดนตรีเฉพาะ มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อม มีหลักสูตรดนตรีที่ได้รับการยอมรับ มีครูดนตรีที่มีความสามารถสูง และมีคุณภาพของการศึกษาดนตรีที่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ มีวงดนตรีอาชีพอย่างวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย มีหอแสดงดนตรีที่มีคุณภาพสูงอย่างอาคารมหิดลสิทธาคาร และสิ่งที่เห็นเป็นประจักษ์ก็คือ เด็กไทยที่มีความสามารถทางดนตรี สามารถประกอบอาชีพดนตรีในระดับนานาชาติได้
วันนี้ (พ.ศ.2560) มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2546 ได้ทำโครงการพัฒนาครูดนตรีเพื่อสอนเด็กให้เรียนดนตรีตั้งแต่อายุ 0-3 ขวบ โดยมีผู้เชี่ยวชาญระบบการศึกษาดนตรีแบบซูซูกิ (Shinichi Suzuki, 1898-1998) ผู้เปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาดนตรีของญี่ปุ่น ทำให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีประชากรที่มีคุณภาพและมีความสามารถสูง ทั้งเรื่องความรับผิดชอบในหน้าที่ การเป็นคนดีที่รับผิดชอบต่อสังคม และการมีศักยภาพทางดนตรีสูง
การสร้างครูสอนดนตรีที่มีความสามารถในการสอนเด็กอายุ 0-3 ขวบ วันนี้ได้พัฒนาและฝึกอบรมไปแล้ว 28 คน แต่ละคนเรียนจบปริญญาทางดนตรีและมีความสามารถในการเล่นดนตรีสูง มีอาชีพที่เป็นนักดนตรี หรือเป็นครูดนตรีอยู่แล้ว หมายถึงครูดนตรีที่สอนเด็นเล่นดนตรี โดยเฉพาะทางด้านเปียโนและเครื่องสายสากล (ไวโอลิน วิโอลา และเชลโล) ทั้งนี้ มูลนิธิได้เชิญครูดนตรีจากไต้หวัน ญี่ปุ่น อเมริกา เยอรมนี แคนาดา ซึ่งเป็นครูที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องดนตรีสำหรับเด็กเล็กโดยเฉพาะมาจัดฝึกอบรม
ในการฝึกอบรมนั้นต้องมีค่าใช้จ่าย เพราะต้องเชิญครูผู้เชี่ยวชาญและมีใบรับรองการประกอบอาชีพครูดนตรีที่จะสอนครูดนตรีได้ เมื่อมีค่าใช้จ่ายสูง ก็ต้องให้มูลนิธิออกให้ครึ่งหนึ่ง ครูผู้เข้าร่วมฝึกอบรมออกเองอีกครึ่งหนึ่ง เพื่อให้ครูมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบและมีความตั้งใจที่จะเข้าฝึกอบรมอย่างจริงจังมาก ในตารางการฝึกอบรมแต่ละครั้งต้องใช้เวลา 6 วัน ตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง 5 โมงเย็น
เป็นการสอนร้องรำทำเพลงเต็มรูปแบบ ในระหว่างการฝึกอบรมก็ต้องมีครอบครัวที่เป็นอาสาสมัครเอาลูกมาเข้าเรียนดนตรีเป็นอุปกรณ์การสอน ซึ่งพ่อหรือแม่จะต้องอยู่กับลูกด้วย เท่ากับว่าเป็นการสอนพ่อแม่ไปในตัวด้วยว่าจะดูแลลูกอย่างไร เป้าหมายของการสอนดนตรีเด็กก็คือ เพื่อให้เด็กรู้จักการแบ่งปัน รู้จักการรอคอย รู้จักอยู่ร่วมกับผู้อื่น รู้จักก่อนหลัง รู้จักการรับผิดชอบหน้าที่ ว่าจะต้องทำอย่างไรเมื่อถึงเวลา ซึ่งก็บอกกับพ่อแม่ว่า พ่อแม่ไม่ใช่ผู้กำกับชีวิตเด็กอีกต่อไป เด็กสามารถที่จะเลือกชีวิตเองได้ สร้างเด็กโดยใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือในการสอน ซึ่งเด็กๆ ก็จะเรียนรู้จังหวะ รู้จักทำนอง รู้จักเพลง และรู้จักเสียงดนตรี
เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2560 เป็นการจัดแสดงดนตรีเด็ก พ่อแม่ผู้ปกครองและครูที่เข้าฝึกอบรมการเป็นครูสอนเด็กเล็ก 0-3 ขวบครั้งแรก ที่หอแสดงดนตรีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีพ่อแม่และลูกน้อย 60 ครอบครัว มีครูเข้าฝึกอบรม 12 คน มีหนูน้อยนักดนตรีอีก 45 คน สิ่งที่ค้นพบใหม่คือ พ่อแม่ผู้ปกครองและครอบครัวมีความสุขที่ได้เห็นลูกหลานตัวน้อยมีปฏิกิริยาต่อเสียงดนตรี เด็กมีอิทธิพลต่อครอบครัวมาก เด็กสามารถสอนผู้ใหญ่ได้ เห็นพัฒนาการของเด็กต่อเสียงดนตรี เด็กๆ จำเสียงดนตรีได้ เด็กมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเสียงดนตรีอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเห็นเด็กแล้วก็จะเห็นอนาคตของชาติได้ด้วย
ครูซูซูกิได้ใช้ดนตรีในการสอนเด็ก สอนบุคลิกภาพของเด็ก ครูซูซูกิเขาพูดไว้ว่า ดนตรีสามารถที่จะรักษาโรคของโลกได้คือ โรคที่เห็นแก่ตัว โรคอิจฉาตาร้อน เปลี่ยนให้เป็นโลกของการแบ่งปัน ให้เด็กรู้จักการให้ ดนตรีช่วยสอนให้เด็กช่วยผู้อื่น ยอมรับผู้อื่น ดนตรีช่วยพัฒนาศักยภาพความเป็นเลิศของมนุษย์ให้เป็นคนเก่ง
เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2560 ผู้เขียนได้มีโอกาสเป็นกรรมการตัดสินการแข่งขันดนตรี ที่เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 18 มีทั้งการเล่นเดี่ยว การเล่นรวมวงเล็ก ทุกชนิดของเครื่องดนตรี คล้ายกับการประกวดเซ็ทเยาวชนดนตรีแห่งประเทศไทย แต่เราจัดมาเป็นครั้งที่ 20 แล้ว พบว่ามีเด็กไทยสมัครเข้าประกวดจำนวนมาก โดยเฉพาะระดับเด็กเล็ก สมัครไป 35 คน ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนดนตรีที่เรียนกับครูที่อยู่นอกระบบและเป็นนักเรียนโรงเรียนนานาชาติ ไม่มีนักเรียนที่เป็นโรงเรียนของรัฐเลยแม้แต่คนเดียว
มีนักเรียนวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยา ลัยมหิดล ไปแข่งขันเดี่ยว 3 คน และเป็นวงเล็ก 4-5 คน จำนวน 4 วง วงเครื่องสาย 1 วง วงแซกโซโฟน 1 วง และวงเครื่องทองเหลือง 2 วง ได้รับรางวัลที่สอง 1 วง และรางวัลชมเชย 2 วง ซึ่งถือว่าได้มาตรฐานที่สูงมากแล้ว เด็กที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เข้าประกวดรายการนี้มา 15 ปีแล้ว จนมีผลงาน และคณะกรรมการจึงเชิญให้ไปร่วมเป็นกรรมการด้วย
วันนี้พัฒนาการของเด็กญี่ปุ่น เด็กจีน เด็กเกาหลี และเด็กไทย นอกจากหน้าตาไม่ต่างกันแล้ว เรื่องความสามารถทางดนตรีก็ไม่ได้ห่างกันอีกต่อไป แม้ว่าในระบบการศึกษาของไทยยังเป็นเด็กจำนวนน้อยที่มีโอกาส แต่เมื่อเด็กไทยได้รับการปลูกฝังที่ดี ได้บ่มเพาะและสร้างขึ้นมา เด็กไทยก็มีความสามารถ มีศักยภาพที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าเด็กชั้นนำของจีน ญี่ปุ่น หรือเกาหลี วันนี้เราก็เอาชนะได้แล้วด้วย
พรสวรรค์สร้างได้ พรสวรรค์ทางดนตรีสร้างและพัฒนาเด็กไทยได้ ไม่จำเป็นว่าเป็นดนตรีชนิดไหน ขึ้นชื่อว่าเป็นดนตรีแล้ว ดนตรีทุกชนิดสามารถที่จะพัฒนาไปสู่ศักยภาพความเป็นเลิศได้หมด ถ้าหากว่าพ่อแม่ผู้ปกครองเข้าใจ สังคมได้สร้างเวทีขึ้นรองรับ ซึ่งจะทำให้ไทยมีความเข้มแข็งทางดนตรี มีความคิดสร้างสรรค์และการแสดงออกอย่างสูงยิ่ง
อีก 3-4 ปีข้างหน้า ประเทศสิงคโปร์กำลังรุกเรื่องการขายสินค้าที่เป็นธุรกิจความบันเทิง เขาได้ซื้อความสำเร็จมาจากทุกมุมโลก เพื่อขายให้คนในภูมิภาคได้ใช้บริการ เขารู้ว่าประเทศเขาแห้งแล้งเรื่องอารมณ์ขัน แห้งแล้งเรื่องศิลปะดนตรี เขาสร้างสรรค์ได้เองยาก แต่เขาสร้างเวทีให้ใครก็ได้ในโลกนี้เช่าพื้นที่เพื่อการแสดง แล้วเก็บค่าพื้นที่ เก็บค่าอาหาร ค่าที่พัก และขายสินค้า อีกไม่นานสิงคโปร์ก็จะเป็นเมืองหลวงของเอเชีย สิ่งที่ตัดสินก็คือ สิงคโปร์สามารถทำธุรกิจได้ครบวงจร การเงิน สินค้า บริการ และศิลปวัฒนธรรม
การพัฒนาความเป็นเลิศทางดนตรีของเด็กไทย แล้วได้ทดลองสร้างจริง ต้องใช้เวลายาวนานถึง 30 ปี แต่ก็ใช่ว่าจะมีใครเชื่อนัก โดยเฉพาะระบบการศึกษาของชาติ เพราะพิสูจน์ได้ว่า การศึกษาที่ดำเนินโดยรัฐทำไม่สำเร็จ อำนาจไม่สามารถสร้างความเป็นเลิศได้ แต่การสร้างคนด้วยความชอบ สร้างด้วยความรักและความผูกพันเท่านั้นที่จะสร้างความสำเร็จได้ เมื่อมีคนเก่งอยู่ในชาติแล้ว จึงสามารถแข่งขันกับเพื่อนบ้านได้
หากไม่มีคนเก่ง ก็อย่าหวังว่าจะเงยหน้าอ้าปากได้

