การวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์กำลังจะเป็นตัวแปรสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของทุกประเทศในอนาคต
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีการประเมินจาก Accenture ว่าปัญญาประดิษฐ์จะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับสหราชอาณาจักรได้มากถึง 814 พันล้านเหรียญสหรัฐ (26.9 ล้านล้านบาท) ภายในเวลาอีกประมาณ 18 ปี (นั่นคือปี 2035) เมื่อเล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาด้านนี้ รัฐบาลสหราชอาณาจักรจึงมอบหมายให้กลุ่มนักวิจัยที่นำโดยศาสตราจารย์ Wendy Hall ผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยเซาธ์แฮมตัน หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชั้นนำของโลก และ Jérôme Pesenti CEO ของ BenevolentTech แขนงของบริษัท BenevolentAI ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ ประเมินถึงแนวทางที่รัฐบาลควรดำเนินต่อไปในอนาคต
ทีมวิจัยใช้เวลาเก้าเดือนเพื่อศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญปัญญาประดิษฐ์แขนงต่างๆ มากกว่า 100 คน ในตอนนี้พวกเขาได้เปิดเผยผลงานวิจัยดังกล่าวในชื่อรายงาน Growing The Artificial Intelligence Industry in the UK (การพัฒนาอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ในสหราชอาณาจักร) ถึงแม้รายงานดังกล่าวจะมีบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับสหราชอาณาจักรเป็นการเฉพาะ แต่ก็มีหลายส่วนที่สามารถนำมาปรับใช้ได้กับประเทศไทยเช่นกัน
รายงานฉบับนี้มีหลายแง่มุมให้พูดถึง นิตยสาร Wired UK เลือกพูดในหัวข้อ “รายงานเรื่องปัญญาประดิษฐ์จากรัฐบาล ไม่ได้แนะนำให้ควบคุม (regulating) มัน” โดยพูดถึงข้อเสนอให้จัดตั้งสภาปัญญาประดิษฐ์ (AI Council) ที่ทำหน้าที่ดูแลกลยุทธ์โดยรวม และทำตัวเป็นเวทีสำหรับการสนทนาในเรื่องความยุติธรรม ความโปร่งใส ความหลากหลายและความรับผิดชอบของปัญญาประดิษฐ์เท่านั้น แต่ไม่ได้แนะนำให้องค์กรดังกล่าวทำหน้าที่ควบคุมปัญญาประดิษฐ์โดยตรง
Wired ตั้งข้อสังเกตว่านี่เป็นคำแนะนำที่ขัดกับความคิดของ Elon Musk ที่เรียกร้องให้มีการดูแลปัญญาประดิษฐ์จากหน่วยงานรัฐก่อนหน้านี้ เช่นเดียวกับรายงานจากสถาบัน Alan Turing ที่เรียกร้องให้มีการจัดตั้งหน่วยงานเฝ้าระวัง (watchdog) ปัญญาประดิษฐ์ ที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบและพิจารณาอัลกอริธึมว่าโปร่งใสและยุติธรรมหรือไม่
จุดสำคัญของรายงานอีกแห่งคือ การเสนอแนะว่าสหราชอาณาจักรควรพัฒนา “ขอบข่ายการใช้ข้อมูล”(Data Trust Frame-work) ขึ้นมาเพื่อให้บริษัทและหน่วยงานต่างๆ สามารถแบ่งปันข้อมูลกันได้อย่างง่ายดายและที่สำคัญคือปลอดภัยมากขึ้น ยิ่งมีข้อมูลที่อยู่ในสภาพที่คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้ (Machine Readable) มากเท่าไร ปัญญาประดิษฐ์ก็มีแนวโน้มที่จะเรียนรู้ได้มากขึ้นเท่านั้น รายงานยังเสนอแนะให้รัฐบาลลงทุนกับการศึกษาด้านปัญญาประดิษฐ์ทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย อาจรวมไปถึงการมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนหรือผู้เชี่ยวชาญต่างชาติให้เข้ามาในสหราชอาณาจักรมากขึ้น
นอกจากการเพิ่มด้านอุปทานแล้ว รายงานยังแนะนำการเพิ่มอุปสงค์ (Demand) ให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ ด้วย โดยเสนอให้เป็นหน้าที่ของสภาปัญญาประดิษฐ์ที่จะต้องสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับอุตสาหกรรมต่างสาขาว่าจะสามารถนำปัญญาประดิษฐ์ไปปรับใช้ได้อย่างไร และอาจจัดการแข่งขันเพื่อส่งเสริมให้มีการใช้ปัญญาประดิษฐ์มากยิ่งขึ้น
โดยสรุปแล้วรายงานแบ่งคำแนะนำเป็น 18 ข้อหลักๆ ใน 4 แขนง คือคำแนะนำเพื่อให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น (Data Trust, ควรส่งเสริมให้องค์กรทั้งหลายตีพิมพ์งานในแบบที่เครื่องกลอ่านได้, ควรสนับสนุนสิทธิการอ่านข้อมูลเท่าๆ กับการขุด [mine] ข้อมูล), คำแนะนำเพื่อพัฒนาศักยภาพแรงงาน (ส่งเสริมความหลากหลาย, เปิดคอร์สอบรม เริ่มต้นที่ 300 คน, ให้ทุนการศึกษา, ส่งเสริมการเรียนออนไลน์แบบ MOOC), คำแนะนำเพื่อส่งเสริมการวิจัย
(ให้สถาบัน Alan Turing เป็นศูนย์กลางหลักในการวิจัย, ส่งเสริมให้มีการอนุญาตการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา) และสุดท้ายคือ คำแนะนำเพื่อใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์ให้มีคุณค่า (ส่งเสริมให้อุตสาหกรรมเข้าใจ, พัฒนาแนวทางปฏิบัติสำหรับหน่วยงานรัฐเพื่อปรับปรุงการบริการต่อประชาชน
ผู้สนใจสามารถอ่านรายงานฉบับนี้ได้ที่ https://www.gov.uk/government/uploads/system/uploads/attachment_data/file/652097/Growing_the_artificial_intelligence_industry_in_the_UK.pdf
นอกจากสหราชอาณาจักรแล้ว เราก็ยังเห็นความพยายามในการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์จากประเทศอื่นๆ ด้วย อย่างเช่น ประเทศจีนก็ประกาศไว้ว่าจะเป็นผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ของโลกให้ได้ภายในปี 2030 โดยแบ่งเฟสการพัฒนาเป็น 3 เฟส คือขั้นวางรากฐาน (2017-2020) ขั้นสร้างการเปลี่ยนแปลงและนำไปใช้ในเชิงอุตสาหกรรม (2020-2025) และขั้นตอนการเป็นศูนย์วิจัยนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์และผู้นำในเศรษฐกิจระบบใหม่ (2025-2030) ความได้เปรียบที่เป็นลักษณะเฉพาะของจีนคือการสนับสนุนของรัฐบาลในการเปิดเผยข้อมูลของประชาชนให้กับบริษัทต่างๆ เพื่อนำไปพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ ในขณะที่ประเทศตะวันตกที่มีความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวมากกว่าไม่สามารถทำได้ (เช่น บริษัท SenseTime ใช้ข้อมูลจากวิดีโอของตำรวจในกว่างโจวเพื่อพัฒนาให้ปัญญาประดิษฐ์รับรู้สิ่งของและใบหน้าคน)
รัฐบาลสิงคโปร์ก็ตั้งเป้าพัฒนาด้านปัญญาประดิษฐ์เช่นกัน โดยประกาศโครงการ AI.SG ที่จะผลักดันและส่งเสริมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ทั้งในหน่วยงานรัฐ เอกชน รวมไปถึงสตาร์ตอัพ โดยเน้นพัฒนาสามส่วน คือการนำปัญญาประดิษฐ์ไปใช้จริง (เช่น ในวงการสาธารณสุข หรือการจราจร), การพัฒนาบุคลากร และการสนับสนุนธุรกิจ
สำหรับในประเทศไทยเองก็มีความตื่นตัวเรื่องปัญญาประดิษฐ์เช่นกัน มีการก่อตั้งสมาคมปัญญาประดิษฐ์แห่งประเทศไทย (AIAT-Artificial Intelligence Association Thailand) โดยมี ศ.ดร.ธนารักษ์ ธีระมั่นคง จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติ สิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นนายกสมาคม, AIAT คาดหวังว่าในปลายปีหน้าจะมีการจัดนิทรรศการปัญญาประดิษฐ์เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นการเรียนรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ของคนไทย

