กระบวนการยุติธรรมทางอาญาในชั้นการสอบสวนฟ้องร้องดำเนินคดีและการพิจารณาพิพากษาเป็นกระบวนการยุติธรรมทางด้านกฎหมายวิธีบัญญัติ มีความแตกต่างจากกฎหมายสารบัญญัติทางอาญาอย่างสำคัญ กล่าวคือกฎหมายสารบัญญัติทางอาญาเป็นเรื่องของการตรากฎหมายเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์ให้การกระทำใดเป็นความผิดและมีโทษในทางอาญา (Criminalization) กฎหมายสารบัญญัติจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความสอดคล้องกับขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของแต่ละท้องถิ่นที่มีการตราและบังคับใช้กฎหมายนั้น
ส่วนระบบการสอบสวนฟ้องร้องดำเนินคดีเป็นกฎหมายว่าด้วยวิธีสบัญญัติ เป็นเรื่องวิธีปฏิบัติในการบังคับใช้กฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ ความเป็นอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของประชาชน กฎหมายวิธีสบัญญัติจึงต้องการปฏิบัติที่มีมาตรฐานในระดับที่สอดคล้องกับหลักการสากลที่ได้รับการยอมรับจากนานาอารยประเทศ ซึ่งในอดีตความด้อยมาตรฐานทางกฎหมายของประเทศไทยเคยนำมาซึ่งปัญหาการเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต โดยที่รัฐไทยต้องให้สิทธิพิเศษทางกฎหมาย (extraterritorial right) ให้แก่รัฐต่างประเทศสามารถบังคับใช้กฎหมายของรัฐต่างประเทศต่อบุคคลของตนในดินแดนของประเทศไทยได้
กล่าวได้ว่าระบบการสอบสวนฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาเป็นระบบที่จำเป็นต้องมีการควบคุมมาตรฐานให้เทียบเท่าสากลไม่อาจกล่าวอ้างว่าระบบกฎหมายแบบไทยๆ เหมาะกับสังคมแบบไทยๆ หากปล่อยให้มีระบบการสอบสวนดำเนินคดีที่ไร้มาตรฐานจะทำให้เกิดกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจและกำลังละเมิดสิทธิมนุษยชนประชาชนตามอำเภอใจ การเรียกรับผลประโยชน์ในทางคดี ปล่อยปละละเลยให้คดีขาดอายุความ การสร้างพยานหลักฐานเท็จเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงหรือเพื่อการเอาเปรียบในทางคดี ก่อให้เกิดความไม่เชื่อถือกระบวนการยุติธรรมและสร้างความเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรมไทยในที่สุด
กระบวนการยุติธรรมที่มีระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่ดีในหลากหลายมิติและวิธีการจะทำให้เกิดความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ โปร่งใส ตรวจสอบได้ ผู้บังคับบัญชาแทรกแซงไม่ได้ จึงมีความจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องปรับปรุงปฏิรูประบบการสอบสวนฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาให้มีระดับมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากลจึงจะสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นต่ออารยประเทศ
ปัจจุบันกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยมีความบกพร่องล้าหลังอย่างยิ่ง เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ของรัฐฉวยโอกาสแสวงหาผลประโยชน์และกระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง ดังนี้
1.การใช้กำลังจับกุมเอาตัวประชาชนไปทำร้ายบังคับขู่เข็ญให้รับสารภาพ หากจับผิดตัวก็ปกปิดความผิดที่จะมาถึงตนโดยการยัดเยียดข้อหาและของกลาง เช่น ยาเสพติด แก่ผู้ถูกจับถูกทำร้าย
2.เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาเกินกว่าความผิดที่อัยการจะฟ้องดำเนินคดีแก่ประชาชนผู้ถูกกล่าวหา ทำให้ประชาชนผู้ถูกกล่าวหาต้องถูกจำคุกหนักเกินกว่าข้อหาที่กระทำความผิดจริง
3.แจ้งข้อหาที่ไม่มีมูลเหตุ พฤติการณ์และพยานหลักฐานเพียงพอที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีและภายหลังอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องติดคุกเสียอิสรภาพ เสียชื่อเสียงอย่างไม่เป็นธรรม
4.ส่งสำนวนเร่งด่วนวันสุดท้ายของระยะเวลาฝากขังในคดีสำคัญๆ เช่น คดียาเสพติด โดยเจตนาทำให้อัยการพิจารณาคดีไม่ทัน เป็นเหตุให้อัยการต้องรีบฟ้องคดีไปก่อนเท่าที่พยานหลักฐานตามแนวทางที่พนักงานสอบสวนประสงค์จะให้เป็น เพื่อให้อัยการไม่มีเวลาที่พิจารณาและสั่งสอบสวนเพิ่มเติมรวบรวมพยานหลักฐานจนสิ้นสงสัย (Beyond Reasonable Doubts) และส่งผลเสียหายแก่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องถูกรัฐดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม แม้ต่อมาศาลมีคำพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบกระบวนการยุติธรรมอย่างร้ายแรง กล่าวคือ
-หากจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์จริง เท่ากับได้ใช้อำนาจและบุคลากรของรัฐรังแกละเมิดสิทธิมนุษยชนคนบริสุทธิ์ และกรณีจะยิ่งเลวร้ายกว่าหากคนบริสุทธิ์นั้นต้องติดคุก สูญเสียชื่อเสียง สิทธิเสรีภาพในชีวิตความเป็นอยู่ระหว่างการสอบสวนและพิจารณาคดี
-หากจำเลยคือผู้กระทำผิดตัวจริง การยกฟ้องย่อมหมายถึงการปล่อยอาชญากรลอยนวลไปก่อกรรมกับประชาชนต่อไปและใช้กระบวนการสอบสวนฟ้องร้องที่ไม่รอบคอบนี้ฟอกตัวอาชญากรเพราะไม่อาจจะดำเนินคดีในความผิดเดิมได้อีกเพราะขัดต่อหลักการสากลว่าบุคคลย่อมไม่ถูกดำเนินคดีในการกระทำใดถึงสองครั้ง (Ne bis in idem)
5.ส่งสำนวนการสอบสวนล่าช้าจนเสียหายต่อความยุติธรรมและคดีขาดอายุความ เช่น
1) คดีลักลอบนำไม้พะยูงออกนอกประเทศที่ จ.สมุทรปราการ เกิดเหตุ 16 พฤศจิกายน 2550 ส่งสำนวนกุมภาพันธ์ 2560 ภายหลังเกิดเหตุถึง 10 ปี อัยการไม่สามารถสอบสวนเพิ่มเติมได้เพราะพยานหลักฐานหายหมดและบางข้อหาขาดอายุความ
2) คดีนำเข้างาช้างที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เกิดเหตุ 24 กุมภาพันธ์ 2553 ส่งสำนวนมกราคม 2560 ภายหลังเกิดเหตุถึง 7 ปี อัยการไม่สามารถสอบสวนเพิ่มเติมได้เพราะพยานหลักฐานหายหมดและบางข้อหาขาดอายุความ
3) คดีที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เกิดเหตุลอบยิงผู้เสียชีวิตจากบริเวณนอกรั้วบ้าน ไม่ทราบตัวผู้ยิง ไม่มีการตรวจสอบกล้องวงจรปิด ไม่มีตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ผู้ต้องสงสัย และส่งสำนวนเมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี อัยการไม่สามารถสอบสวนเพิ่มเติมได้เพราะพยานหลักฐานสูญหายหมดแล้ว
6.ขาดการตรวจสอบถ่วงดุลและขาดทางเลือกในการริเริ่มคดี โดยคดีอาญาส่วนใหญ่จะต้องผ่านช่องทางพนักงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเท่านั้น ทำให้ขาดการดุลและคานอำนาจสอบสวนในระหว่างหน่วยงานสอบสวนขั้นต้น ทำให้นักการเมืองหรือผู้มีอิทธิพลสามารถวิ่งเต้นหรือควบคุมแนวทางการดำเนินคดีฝ่ายตำรวจเพียงหน่วยงานเดียวได้โดยง่าย รวมถึงความผิดตามพระราชบัญญัติต่างๆ เช่น ป่าไม้ ศุลกากร อุตสาหกรรม ควบคุมอาคาร เป็นต้น
ทั้งๆ ที่เจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจหน้าที่รักษาการตามพระราชบัญญัติต่างๆ นั้นมีความชำนาญในกฎหมายต่างๆ ของตนยิ่งกว่าพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจมากแต่ไม่สามารถดำเนินการสอบสวนได้
แนวทางปฏิรูประบบสอบสวนฟ้องร้องตามแนวทางสากล
กระบวนการยุติธรรมทางอาญาโดยปกติจะเริ่มต้นใน 2 รูปแบบคือ การจับกุมเพราะเหตุกระทำความผิดซึ่งหน้า และการดำเนินคดีจากการร้องทุกข์กล่าวโทษ การปฏิรูปจึงต้องกระทำทั้งระบบตั้งแต่เริ่มต้นคดี ตั้งแต่การใช้อำนาจจับกุม การแจ้งข้อกล่าวหาซึ่งเป็นระบบสากลที่ใช้อยู่ในประเทศทั้งระบบกล่าวหาแบบ Common law เช่น ประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และระบบไต่สวนแบบ Civil Law เช่น ประเทศฝรั่งเศส เยอรมนี ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1.เมื่อมีการใช้อำนาจจับกุมโดยกล่าวอ้างว่าประชาชนกระทำความผิดเป็นการใช้อำนาจรัฐที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพประชาชน เพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ผู้จับในการปฏิบัติหน้าที่อย่างรอบคอบและเพื่อป้องกันประชาชนจากการใช้อำนาจตามอำเภอใจโดยมิชอบ พนักงานผู้จับกุมจึงทำหน้าที่เพียงแจ้งข้อเท็จจริงและเหตุแห่งการจับแก่ผู้ถูกจับ (ไม่ใช่การแจ้งข้อหา) และรีบส่งรายงานบันทึกจับกุมให้อัยการเพื่อตรวจสอบเหตุแห่งการจับ พฤติการณ์ และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ตรวจสถานที่ มีการควบคุมตัว หากมีความจำเป็นต้องใช้อำนาจจับควบคุมตัวโดยทันทีเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยเร็วภายใน 48 ชม. และปัจจุบันสำนักงานอัยการทั่วประเทศมีการปฏิบัติหน้าที่เข้าเวรชันสูตรในคดีที่เจ้าหน้าที่ทำให้บุคคลถึงแก่ความตายโดยอ้างการปฏิบัติหน้าที่ (การวิสามัญฆาตกรรม) ตลอด 24 ชม.อยู่แล้ว การแจ้งการจับให้อัยการทราบทันทีจึงเป็นเรื่องที่ปฏิบัติได้จริงและควรกระทำอย่างยิ่งเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชนผู้ถูกจับขณะยังมีชีวิตอยู่
2.การแจ้งข้อกล่าวหาและการใช้อำนาจคุมขังควบคุมตัวประชาชนจะต้องเป็นข้อกล่าวหาที่บุคคลนั้นจะถูกฟ้องร้องว่ากระทำความผิดตามคำฟ้องของพนักงานอัยการเท่านั้น เพื่อป้องกันการแจ้งข้อกล่าวหาจำนวนมากและข้อหาหนักเกินกว่าความเป็นจริง เป็นเหตุให้มีการคุมขังนานเกินกว่าข้อหาที่อัยการจะฟ้องดำเนินคดีจริงๆ หรือโดยต่อมาอัยการกลับมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีตามข้อกล่าวหานั้นเลย จึงเป็นการคุมขังผู้บริสุทธิ์ที่นับว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง
เช่น ปี 2559 คดีที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เจ้าหน้าที่จับกุมเด็กสาวอายุ 18 ปีเศษ และตั้งข้อหาร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดและนำตัวไปขออำนาจศาลฝากขังมากว่า 2 เดือน จึงส่งสำนวนให้พนักงานอัยการพิจารณาได้ความว่า ในวันเกิดเหตุเด็กสาวขี่รถจักรยานยนต์ออกไปซื้อของและนำเงินที่เหลือวางไว้ในตะกร้าหน้ารถ หลังจากกลับมาแล้วเพื่อนก็ขับขี่รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวออกไปจำหน่ายยาบ้าคนเดียว แล้วนำเงินจากการล่อซื้อมาวางที่ตะกร้าหน้ารถปะปนรวมกับเงินเดิมของเด็กสาว ตำรวจไล่ติดตามมาเพื่อนทิ้งรถหลบหนีไปได้ เด็กสาวไม่ทราบว่ามีเงินล่อซื้ออยู่หน้าตะกร้าด้วยจึงรับว่าเป็นเงินของตน ทำให้ถูกจับไม่ได้ประกันตัว จึงถูกจำคุกในความผิดที่ตนเองไม่ได้กระทำมาแล้ว 2 เดือน 3 วัน อัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องและปล่อยตัว เด็กสาวคนนี้ ต้องออกจากโรงเรียน ติดคุกสูญเสียเสรีภาพ เสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูลเพราะความบกพร่องของระบบการจับกุมสอบสวนและฝากขังของกระบวนการยุติธรรมแบบไทยๆ
ดังนั้น การแจ้งข้อกล่าวหาจะกระทำได้โดยผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหา พยานหลักฐาน โดยได้รับความรับรองของข้อหาจากพนักงานอัยการแล้วเท่านั้น หากอัยการไม่แจ้งข้อหาผู้ถูกจับภายในเวลา 48-72 ชม.จะต้องปล่อยตัวผู้ถูกจับทันที หากอัยการแจ้งข้อกล่าวหาและมีการควบคุมตัวต่อไปจะต้องฟ้องร้องต่อศาลให้ทันภายในเวลา 30 วัน (ประเทศไทยไม่ว่าอัยการจะสั่งฟ้องหรือไม่ก็ตาม ผู้ต้องหาอาจถูกขังได้นานถึง 84 วัน)
3.เมื่อมีเหตุอาชญากรรมเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นความผิดมีอัตราโทษเท่าใด หรือทราบตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ หากคดีมีความจำเป็นต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนทันที พนักงานสอบสวนจะต้องรายงานต่อสำนักงานอัยการท้องที่เกิดเหตุเพื่อทราบเหตุโดยไม่ชักช้า พร้อมทั้งเอกสารหลักฐานต่างๆ เพื่อพนักงานอัยการจะได้ร่วมตรวจสถานที่เกิดเหตุ พนักงานสอบสวนจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งอัยการในเรื่องข้อหาที่จะฟ้องตามแนวทางการดำเนินคดีของอัยการเพื่อพิสูจน์ความผิดให้ได้มาซึ่งคำพิพากษาลงโทษ เพื่อให้อัยการได้วางแนวทางการรวบรวมพยานหลักฐานที่สำคัญตามข้อหานั้นก่อนที่พยานบุคคลหรือพยานวัตถุจะสูญหายไป และป้องกันการช่วยเหลือผู้กระทำความผิดโดยปล่อยให้คดีขาดอายุความในความผิดที่อัยการต้องการจะฟ้องดำเนินคดี
4.เนื่องจากอัยการมีภาระการนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดให้ปราศจากข้อสงสัยเพื่อให้ศาลพิพากษาลงโทษจึงต้องสร้างระบบการรวบรวมพยานหลักฐานที่อัยการมีโอกาสและเวลามากพอที่จะพิจารณารวบรวมพยานหลักฐานให้สิ้นสงสัยก่อนมีคำสั่งฟ้องคดี (Beyond Reasonable Doubts) ซึ่งเป็นหลักการสากลที่ใช้ในการสั่งคดีของอัยการในประเทศอเมริกา ญี่ปุ่น ฝรั่งเศสฯ
และสถิติคดีที่ญี่ปุ่นอัยการทำให้ศาลลงโทษได้สูงถึง 99.9% เพราะสามารถป้องกันประชาชนผู้บริสุทธิ์ไม่ต้องถูกดำเนินคดีตกเป็นแพะอย่างไม่เป็นธรรมออกไปจากคดีได้ตั้งแต่เริ่มคดี
5.การมอบให้เจ้าพนักงานที่มีอำนาจหน้าที่รักษาการตามพระราชบัญญัติต่างๆ เช่น ป่าไม้ ศุลกากร อุตสาหกรรม ควบคุมอาคารฯ มีอำนาจรับคำร้องทุกข์กล่าวโทษและสอบสวนดำเนินคดีในความผิดตามกฎหมายที่ตนรักษาการและความผิดอื่นๆ ด้วยหากตรวจพบในคราวเดียวโดยการแจ้งเหตุที่พบและปรึกษาข้อกฎหมายและปฏิบัติตามแนวทางการดำเนินคดีของพนักงานอัยการ โดยตนเองตั้งแต่ริเริ่มคดี เจ้าหน้าที่ต่างๆ เหล่านี้จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานอัยการในเรื่องการรวบรวมพยานหลักฐาน แนวทางนี้จะขจัดปัญหาความไม่ชำนาญในงานการสอบสวนของตำรวจเพราะเจ้าหน้าที่เหล่านี้มีความรู้ ความชำนาญในกฎหมายต่างๆ ที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของตนยิ่งกว่าพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจมาก และในทางปฏิบัติปัจจุบันเจ้าหน้าที่เหล่านี้ก็เป็นฝ่ายรวบรวมพยานหลักฐานเองอยู่แล้วจึงช่วยลดขั้นตอน แต่เพิ่มประสิทธิภาพในทางคดีให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
การตรวจสอบจับกุมได้หลายหน่วยงานนี้จะขจัดปัญหาการคอร์รัปชั่นเพราะจะเกิดการตรวจสอบระหว่างหน่วยงานกันเอง ฝ่ายการเมือง หรือแม้แต่พนักงานอัยการก็ไม่สามารถควบคุมทิศทางคดี เพราะมีหลายหน่วยงานที่มีอำนาจริเริ่มสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานในทางคดีได้ด้วยตนเอง
ในการนี้ไม่ตัดอำนาจพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจในการดำเนินคดีอาญาทั้งปวง เพียงแต่หน่วยใดพบการกระทำความผิดก่อนก็มีอำนาจกล่าวโทษดำเนินคดีทั้งหมดที่เกี่ยวข้องให้จบไปในคราวเดียว เป็นการเพิ่มทางเลือกช่องทางการดำเนินคดีอีกหลายช่องทางจากช่องทางตำรวจที่มีอยู่เดิมจึงไม่มีปัญหาความไม่พร้อมเพราะไม่ตัดอำนาจฝ่ายตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่เดิม เป็นระบบที่ใช้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในประเทศสหรัฐ เป็นต้น
6.ให้พนักงานอัยการในทุกท้องที่สามารถรับคำร้องทุกข์กล่าวโทษและริเริ่มสอบสวนคดีได้เมื่อมีการกระทำความผิดทางอาญา เช่นเดียวกับประเทศอเมริกา เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ในกรณีที่ประชาชนมาร้องเรียนว่าหน่วยงานอื่นปฏิเสธไม่ดำเนินคดีหรือดำเนินคดีโดยไม่ให้ความเป็นธรรมในทางคดี เช่น ไม่รวบรวมพยานหลักฐานบางประการ เป็นต้น หรือในกรณีที่พนักงานสอบสวนตั้งใจสอบสวนเพิ่มเติมตามคำสั่งอัยการล่าช้าเพื่อช่วยเหลือผู้ต้องหา พนักงานอัยการก็สามารถรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ได้ด้วยตนเองไม่จำเป็นต้องให้เกิดความเสียหายจากเหตุคดีขาดอายุความเพราะการรอการส่งสำนวนคดีจากเจ้าหน้าที่ตารวจ
การแสวงผลประโยชน์ในกระบวนการปราบปรามอาชญากรรม ผู้มีอิทธิพลและธุรกิจผิดกฎหมายนั้นมีมูลค่ามหาศาล การปฏิรูปย่อมได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากกลุ่มเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับผลประโยชน์ทุกระดับชั้นตลอดไป จนถึงนักการเมืองซึ่งเป็นผู้อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหารนี้ การเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่าจึงไม่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินการของคนพวกนี้ ประชาชนเท่านั้นที่จะต้องตื่นรู้และร่วมกันเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปอย่างแท้จริง
ระบบการสอบสวนตามแนวทางใหม่นี้จะเป็นการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างมีประสิทธิภาพเพราะเป็นการปรับเปลี่ยนในเชิงโครงสร้างของระบบยุติธรรมทางอาญา ทั้งปรัชญารากฐานแนวความคิด การบูรณาการทำงานระหว่างหน่วยงานที่จะช่วยตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่น แทรกแซงวิ่งเต้นล้มคดี ผู้มีอิทธิพลหรือผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนไม่อาจจะสั่งการหรือควบคุมผลคดีตามที่ตนต้องการได้ พนักงานสอบสวนจะมีอิสระอย่างแท้จริงในการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้จะช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐ ไม่ต้องตั้งหน่วยงานใหม่ เพียงแต่ใช้บุคลากรและทรัพยากรที่มีอยู่เดิมอย่างมีประสิทธิภาพด้วยระบบที่ถูกต้อง
ประชาชนทุกคนจะได้รับความเสมอภาคกันภายใต้กฎหมายตามหลักนิติธรรม (The Rule of Law) เป็นกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่เคารพหลักสิทธิมนุษยชน คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนผู้ถูกกล่าวหา ป้องกันการใช้อำนาจโดยไม่ชอบตามอำเภอใจของเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมให้ประชาชนได้อย่างแท้จริง
ดร.น้ำาแท้ มีบุญสล้าง

