หน้าแรก บทความ ติงข่าว : โดย...

ติงข่าว : โดย กลิ่นบงกช

6.11.17 | 14:30 น.

พบข่าวทำนองว่า ต่อไปโทษนักการเมืองที่หนีคดีจะไม่มีอายุความและนักการเมืองที่หนีออกนอกประเทศ ถ้าหากยังมีคดีอยู่ ก็จะยกขึ้นมาฟ้องร้องลับหลังได้ จากนั้นข่าวก็ออกมาว่า อสส.จะยกคดีทักษิณที่ยังเหลืออยู่ขึ้นฟ้องศาลลับหลังจำเลย แล้วอีกหลายวันต่อมา รองโฆษกสำนักอัยการสูงสุดให้สัมภาษณ์ว่า……..เพี่อปฏิบัติตามนโยบายของอัยการสูงสุด เหมือนอัยการสูงสุดกล่าว เราไม่คำนึงถึงว่าใครเป็นฝ่ายไหน ถ้าเราไม่ทำจะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหรือไม่…….. คนมีความคิดเขาอ่านแล้ว เขาฟังแล้ว เขาคงไม่เชื่อตามที่รองโฆษกกล่าว เพราะมีเหตุผล จะกล่าวดังต่อไปนี้

เหตุผลข้อที่หนึ่ง การออกกฎหมายเพื่อให้ประชาชนในประเทศปฏิบัตินั้น จะต้องไม่มีการย้อนหลังสำหรับคดีความที่ผ่านมา แต่พอกฎหมายดังกล่าวประกาศใช้ไม่กี่วัน ก็มีการออกข่าวจะนำคดีทักษิณมาฟ้องในศาล นี่คือเจตนาจะใช้อำนาจรัฐลงโทษเขาหรือไม่

เหตุผลข้อที่สอง การอ้างว่าเมื่อมีกฎหมายอยู่จะไม่ปฏิบัติก็ไม่ได้ เพราะอาจถูกฟ้องร้องในข้อหาละเว้นการปฏิบัติได้ คำพูดนี้เหมือนขอความเห็นใจว่า จำเป็นต้องทำจริงๆ อีกทั้งหวังอ้างความชอบธรรมในการฟื้นคดีดังกล่าว แต่โดยเนื้อแท้แล้ว เป็นการอ้างเพื่อกลบเกลื่อนการเคลื่อนไหวของตนเท่านั้น เพราะถ้าทางอัยการสูงสุดกลัวการละเว้นการปฏิบัติจริงแล้ว คดีประมูลโรงพักทั่วประเทศจนป่านนี้มันต้องฟ้องศาลกันแล้ว แต่ทุกวันนี้ยังเงียบ ยังไม่มีการฟ้องร้องเลย นี่หรือที่อ้างว่า กลัวละเว้นการปฏิบัติ

เมื่อตอนนี้นายกฯยิ่งลักษณ์หนีออกนอกประเทศแล้ว ผู้มีอำนาจทำเป็นขมีขมันหาคนพาออกนอกประเทศให้ได้ และพร้อมประกาศว่า จะให้ตำรวจสากลตามจับมาลงโทษ ดูเหมือนพฤติกรรมดังกล่าวไม่ค่อยจะมีชาวบ้านเขาเชื่อนัก เขากลับมองว่าเป็นการเล่นละคร

ฉากแรกตอนที่ยิ่งลักษณ์หนี ทำไมไปง่ายนัก เขาสงสัย เพราะก่อนหน้านั้นตามประกบทุกฝีก้าว แม้แต่จะเข้าห้องน้ำ แต่พอจะตัดสินคดีจำนำข้าว ยิ่งลักษณ์กลับดำดินหายไปอย่างง่ายดาย ชาวบ้านเขาคิดว่าผู้มีอำนาจกลัวการรวมตัวกันของประชาชนทั้งประเทศ จึงยักคิ้วให้หนีไปเสีย เพราะทางยิ่งลักษณ์ประกาศแล้วประกาศอีกว่า ไม่หนี !

Advertisement

ถามว่า ทำไมไม่หนี ตอบว่า เพราะต้องการให้ประชาชนลุกฮือในกรณีนี้

ดังนั้นการหนีไปของยิ่งลักษณ์ เหมือนการบังคับให้หนี

ฉากที่สองทำขมีขมันหาตัวคนพาหนี เมื่อได้คนพาหนีแล้วก็ประกาศว่าคนพาหนีไม่ผิดอาญา ผิดเพียงวินัย ฉากที่สาม ทำขึงขังว่าตำรวจสากลกำลังตามหา กำลังตามจับ พูดไป ประกาศไป แต่ตำรวจสากลกลับนั่งขบขัน เพราะเขาเฉยลูกเดียว เหมือนสมัยทักษิณ ถ้าตำรวจสากลติดต่อมา ก็จะติดต่อมาเฉพาะขอข้อมูล

และถ้าให้ข้อมูลเขาไป เขาก็จะมองออกว่า เป็นการเมืองหรือไม่

ข่าวต่อไปที่น่าติดตามก็คือ ข่าวประธานาธิบดีสหรัฐที่ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีไทยในห้องรูปไข่ไก่ คนไทยที่เป็นคอการเมืองต่างหวังว่า ทรัมป์ต้องถามนายกฯไทยว่า จะเลือกตั้งเมื่อไร แต่หลายคนก็ผิดหวัง เพราะทรัมป์ไม่ถามเลย และที่ยิ่งไปกว่านั้น นายกฯไทยคงนึกเช่นกันว่าทรัมป์ต้องถามแน่ จึงน่าจะเตรียมคำตอบไว้ในใจแล้ว แต่เมื่อไม่มีคำถามจากทรัมป์เลย จึงตัดสินใจแจ้งการเลือกตั้งตามที่ได้วางแผนไว้ให้คู่สนทนารับทราบไว้เพื่อตัดความระแวงของชาวโลกโดยเฉพาะคนไทยให้หมดไป แต่ถึงอย่างไรก็ทำให้ชาวโลกเขาหมดความระแวงไม่ได้ดอก! จนกว่าจะมีการเลือกตั้ง การที่ทรัมป์ไม่ถามนายกฯเรื่องการเลือกตั้งเหมือนประเทศประชาธิปไตยอื่นๆ คนอื่นจะคิดอย่างไรไม่ทราบ แต่ผู้เขียนขอเดาว่า ทรัมป์มีเหตุผลดังต่อไปนี้ จึงไม่ถามกำหนดการเลือกตั้ง

เหตุผลประการที่หนึ่ง ทรัมป์รู้คำตอบว่า จะเลือกตั้งตามปฏิญญานิวยอร์ก และตามปฏิญญาโตเกียว แต่การเลือกตั้งก็ไม่เกิดขึ้น การเลือกตั้งที่ไม่เกิดขึ้น ชาวโลกเขาก็เดาว่า เป็นเพราะผู้กุมอำนาจไม่อยากให้มีการเลือกตั้ง ไม่ใช่เป็นเพราะการสร้างกฎหมายให้ช้าเข้าไว้ นั่นเป็นเพียงเทคนิคการดำเนินการเท่านั้น

เหตุผลอีกอย่างหนึ่ง ทรัมป์นั้นมีความจริงใจต่อนายกฯไทยและประเทศไทย เพราะกลัวเสียมิตรให้แก่จีน ถ้ามัวแต่หวังประชาธิปไตยของไทย ถามว่า วัดจากอะไรที่ว่าอเมริกาจริงใจ ตอบว่า วัดจากการที่เขาไม่สนใจการเลือกตั้งของไทย ทำนองว่าการภายในเป็นเรื่องของคุณ เป็นเรื่องของประชาชนของคุณ ถ้าฉันเข้าไปเกี่ยวข้อง ประโยชน์ของอเมริกาก็จะเสียไป นี่คือจุดยืนของอเมริกา ถ้าเราทบทวนอดีตที่ผ่านมาจะพบว่า ก่อนการยึดอำนาจนายกฯทักษิณ ทางไทยก็ไปกระซิบอเมริกาให้รู้ ข้างอเมริกานั้นไม่ชอบทักษิณอยู่บ้าง เพราะกลัวทักษิณจะทำโครงการเอเชียบอนด์สำเร็จ อีกทั้งอเมริกาไม่ชอบประชาธิปไตยมากนัก เพราะถ้าประเทศไหนเป็นประชาธิปไตย อเมริกาสั่งการไม่คล่องตัวเท่าที่ควร เพราะผู้ปกครองมาจากประชาชน อีกประการหนึ่งการไม่ถามเรื่องการเลือกตั้ง แสดงถึงว่าไม่อยากให้นายกฯไทยมีความไม่สบายใจในการที่ต้องตอบปัญหาดังกล่าว อีกทั้งอเมริกาคงจะรู้ความในใจของผู้ยึดอำนาจเป็นอย่างดี

นี่คือการวัดความจริงใจของทรัมป์ที่มีต่อประเทศไทย

จะยกตัวอย่างให้เห็นในเรื่องนี้ ขอให้ดูกัมพูชาซึ่งเขาแนบสนิทกับจีนเป็นอย่างยิ่ง ก่อนการเลือกตั้งคราวก่อนกัมพูชาก็สร้างปัญหาชายแดนกับไทย พอเลือกตั้งก็ได้คะแนนเยอะ พอจะเลือกตั้งใหม่ปีหน้า ก็สร้างปัญหาชายแดนกับลาว คงได้คะแนนอีก หรืออาจไม่ได้เลยก็เป็นได้ เพราะประชาชนกัมพูชาเขารู้ทัน ตอนนี้ก็ทำการไล่จับพรรคฝ่ายค้านอย่างจ้าละหวั่น ทางตะวันตกออกข่าวโจมตี แต่จีนเฉยเพื่อไม่ให้เสียไมตรี เมื่อเป็นอย่างนี้ สมเด็จฯ ฮุน เซน จึงภักดีต่อจีนอย่างไม่เสื่อมคลาย ทรัมป์มองเห็นสภาพการณ์แบบนี้ อีกทั้งอเมริกาก็ทำกับไทยแบบจีนทำกับกัมพูชามานานแล้ว เพิ่งมาเปลี่ยนตอนที่คนเสื้อแดงต่อสู้อย่างเหนียวแน่น ตอนนั้นอเมริกาเดาว่าประชาชนชนะแน่จึงเปลี่ยนทูต เปลี่ยนนโยบายใหม่ แต่แล้วประชาชนไทยก็แพ้อีก นักการทูตของอเมริกาคงเปิดตำราไม่ทัน เมื่อทรัมป์ไม่รังเกียจทหารที่ยึดอำนาจจากรัฐบาลของประชาชน เราต้องเข้าใจ ไม่ว่าใครที่ไหนในโลก เขาย่อมเลือกประโยชน์ของประเทศของเขามากกว่าประโยชน์ของประชาชนประเทศอื่น

ข่าวเรื่องการบัญญัติกฎหมายให้นักการเมืองที่หนีคดีไม่มีอายุความก็ดี ข่าวการให้โทษย้อนหลังของกฎหมายก็ดี ย่อมเป็นข่าวทำลายการปรองดองของคนในชาติตามที่รัฐบาลหวัง ทั้งที่ได้ตั้งคณะกรรมการปรองดองขึ้นมาแล้ว ว่าโดยหลักธรรมของผู้ปกครองบ้านเมืองแล้ว ดูเหมือนกฎหมายนี้ ก่อกำเนิดมาจากอคติข้อที่ 2 คือโทสาคติ ลำเอียงเพราะไม่ชอบกัน ว่าโดยหลักธรรมที่ชื่อจักกวัตติสูตรแล้ว กฎหมายนี้มิได้ใช้ธรรมในการบัญญัติ แต่ใช้อำนาจในการบัญญัติ

ส่วนข่าวเรื่องอเมริกา ย่อมเป็นข่าวทำลายความหวังประชาธิปไตยของคนไทยกลุ่มหนึ่ง ที่รอคอยประชาธิปไตยด้วยหวังจะให้มหาอำนาจกดดัน แต่เมื่อล้มเหลวก็คงหวังได้เฉพาะอียูเท่านั้นที่ยังมั่นคงอยู่ ชีวิตมนุษย์ทุกคนต้องมีการรอคอยเสมอ

กลิ่นบงกช