ได้บอกแล้วว่าเพื่อนที่ไปร่วมปฏิบัติธรรมเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลกับผมที่บ้านภาวนาเมื่อปลายเดือนที่แล้วนั้นเป็นผู้ที่ผมเคยสอนให้ทำสมาธิมาก่อน (ยกเว้นคุณช่วงโชติและคุณวรณันเจ้าของบ้านเท่านั้น) และเกือบทุกคนเคยไปทบทวนการทำสมาธิกับผมอีกหลายครั้ง เพราะฉะนั้นเราจึงไม่จำเป็นต้องพูดอะไรกันมาก พอเริ่มต้นชั่วโมง ผมนำไหว้พระและแผ่เมตตา แล้วเราก็ลงมือทำสมาธิกันเลย
สมาธิแบบที่ผมทำและสอนนั้นมีทั้งสองแบบ แบบหนึ่งคือสมถสมาธิหรือสมถกรรมฐานซึ่งเป็นการทำใจให้สงบโดยใช้ลมหายใจเป็นเครื่องมือ วิธีนี้เป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ เรียกว่าอานาปานสติ อานะแปลว่าลมหายใจออก ปานะแปลว่าลมหายใจเข้า สติแปลว่ารู้ อานาปานสติจึงแปลตรงตัวว่ารู้ลมหายใจเข้าและ
ลมหายใจออก ซึ่งหมายความว่าเมื่อจะทำจิตให้สงบก็ให้หยุดคิดถึงเรื่องอื่น คิดถึงแต่ลมหายใจที่เข้าและที่ออกเท่านั้น
อีกแบบหนึ่งคือวิปัสสนาสมาธิหรือวิปัสสนากรรมฐาน คำว่าวิปัสสนาแปลว่าความรู้แจ้งหรือเห็นแจ้ง คือรู้หรือเห็นว่าสังขารทั้งหลายอยู่ใต้กฎ “ไตรลักษณ์” คือเป็นทุกข์ อนิจจา (ไม่เที่ยง) และอนัตตา (ไม่มีตัวตน) วิปัสสนาแบบที่ผมทำและสอนนั้นเป็นแบบเร่งรัดคือบังคับให้ทุกขเวทนาเกิดแล้วให้ผู้ปฏิบัติเอาจิตที่เป็นสมถะ (สงบแล้ว) พิจารณาเองจนเข้าใจว่าทุกขเวทนาที่เกิดนั้นเป็นอนิจจา ไม่เที่ยง ไม่ถาวร ไม่ยั่งยืน เกิดแล้วดับทันที แต่แล้วก็เกิดอีก เราไม่สามารถจะบังคับ หรือสั่งไม่ให้เกิด หรือสั่งให้ดับได้ การทำวิปัสสนาสมาธิแบบนี้ผมเรียนมาจากท่านอาจารย์จอห์น โคลแมน (John Coleman) เพื่อนชาวอเมริกันของผมเอง ซึ่งเป็นศิษย์ของอาจารย์สมาธิชาวพม่าชื่อท่านอูบาขิ่น (U Ba Khin) ศิษย์ของท่านอาจารย์อูบาขิ่นอีกคนหนึ่งที่คนไทยรู้จักดีก็คือท่านอาจารย์โกเอ็นคา (Goenka) ซึ่งเป็นชาวพม่าเช่นเดียวกันแต่ได้นำวิชาวิปัสสนาสมาธิแบบของท่านอาจารย์อูบาขิ่นไปเผยแพร่ที่อินเดีย และต่อมาขยายมายังเมืองไทยจนมีสาขาอยู่ในหลายจังหวัด อาจารย์ทั้งสามท่านนั้นล่วงลับไปแล้ว
ที่ว่าบังคับให้ทุกขเวทนาเกิดนั้นคือ เมื่อเริ่มทำวิปัสสนาสมาธิ ท่านห้ามเคลื่อนไหวร่างกายด้วยประการใดๆ ทั้งสิ้น เริ่มในท่าไหนก็ให้อยู่ในท่านั้นไปจนกว่าจะหมดชั่วโมง จะนั่งบนพื้นในท่าขัดสมาธิหรือพับเพียบ หรือจะนั่งเก้าอี้ก็ได้ การนั่งแบบไม่เปลี่ยนท่านี้ทำเพียงไม่กี่นาทีทุกขเวทนาก็จะเกิด เริ่มด้วยความรู้สึกเมื่อยก่อน ต่อมาก็จะรู้สึกปวดบางส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะที่หลังหรือสะโพกหรือขา ยิ่งนานก็ยิ่งปวดมากขึ้น เมื่อความปวดเกิดขึ้นแล้วท่านจึงสอนให้เอาจิตที่สงบแล้วด้วยสมถสมาธิไปพิจารณาให้เห็นและเข้าใจด้วยตนเองว่า ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นนั้นมีลักษณะเป็นอนิจจา คือเกิดแล้วก็ดับหรือหายไป แต่แล้วก็เกิดอีกและดับอีก การเกิดดับของทุกขเวทนานั้นเป็นไปด้วยความเร็วสูงจนเรารู้สึกว่ามันต่อเนื่องกันเป็นสายเสมือนเป็นตัวเดียวกัน หากสามารถดูจนเข้าใจเช่นนี้ ผู้ปฏิบัติก็จะสามารถอยู่กับทุกขเวทนาได้โดยไม่รู้สึกทนทุกข์ทรมาน เป็นความสามารถเบื้องต้นที่จะนำไปสู่ความพ้นทุกข์ในที่สุด
เพื่อนที่ไปร่วมปฏิบัติธรรมด้วยกันครั้งนี้เคยผ่านการฝึกสมาธิแบบของท่านอาจารย์อูบาขิ่นที่ผมเป็นผู้สอนมาแล้ว บางคนยังเคยไปรับการฝึกจากสำนักของท่านอาจารย์โกเอ็นคาด้วย แต่บางคนก็ยังไม่สามารถจะเข้าใจและไม่สามารถอยู่กับทุกขเวทนาได้ ตัวผมเองแม้จะเคยทำได้แต่ก็ขาดการฝึกสม่ำเสมอ และพอเริ่มปฏิบัติคราวนี้ก็รู้สึกว่าทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะนั่งไม่เปลี่ยนท่านั้นค่อนข้างรุนแรง
แต่เพราะได้ตั้งใจจะปฏิบัติเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ผมจึงกัดฟันสู้ และพอเริ่มปฏิบัติวิปัสสนาสมาธิในท่าขัดสมาธิบนพื้น ผมก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ยอมเปลี่ยนท่าเป็นอันขาด สามชั่วโมงแรกผมรู้สึกปวดอย่างแรง ตั้งแต่บั้นเอวด้านหลังและร้าวลงไปตามขาขวาจนถึงหัวเข่าขวา ผมรู้ว่าสาเหตุคือโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (slipped disc) ซึ่งผมเป็นเรื้อรังมาตั้งแต่อายุ 40 ปี
แต่พอขึ้นชั่วโมงที่สี่ ผมก็รู้ด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่งว่า ทุกขเวทนาที่มาในรูปของความปวดนั้นเกิดแล้วดับ แต่แล้วก็เกิดและดับอีก ต่อเนื่องกันด้วยความเร็วสูงจนดูเหมือนจะเป็นตัวเดิม เมื่อรู้ว่าทุกขเวทนากำลังตายอยู่แล้ว ผมก็ไม่เห็นมีประโยชน์อะไรที่จะต้องกัดฟันสู้กับมัน ปล่อยมันไปตามทางของมันดีกว่า
เมื่อผมไม่สู้ ทุกขเวทนาก็ไม่มีคู่ต่อสู้ เปรียบเหมือนนักมวยที่ขึ้นไปบนเวทีคนเดียว ถึงอยากจะชกก็ไม่รู้จะชกกับใคร
แล้วผมก็รู้ว่าผมและเพื่อนประสบความสำเร็จในการเดินทางไปปฏิบัติธรรมเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

