หน้าแรก บทความ ‘โพล’กับ‘ผู้น...

‘โพล’กับ‘ผู้นำประเทศ’ : โดย รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์

9.11.17 | 13:00 น.

หลักการบริหารประเทศในยุคปัจจุบันของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยไม่อาจหลีกเลี่ยงที่ต้องใช้ “การมีส่วนร่วม” เป็นวิธีการเพื่อขับเคลื่อนประเทศ เพราะการมีส่วนร่วมจะช่วยเพิ่มคุณภาพของการเลือกใช้นโยบายได้ตรงความต้องการของประชาชน สร้างฉันทามติ เพื่อลดความขัดแย้ง ทำให้สามารถนำนโยบายไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งดำรงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือและชอบธรรมในการบริหารประเทศของรัฐบาล

เมื่อการมีส่วนร่วมมีความสำคัญ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ “โพล” ซึ่งเป็นช่องทางของการมีส่วนร่วมที่ประยุกต์ใช้เพื่อการรับฟังความคิดเห็นจะกลายเป็นเครื่องมือในการสื่อสารทางการเมืองที่ “นักการเมือง” …“ผู้นำทางการเมือง” ในประเทศต่างๆ นำมาประยุกต์ใช้ในการรับฟังความคิดเห็นประชาชน
ภาพสะท้อนที่แสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมถึงการรับฟังข้อมูลจาก “โพล” ของ “ผู้นำทางการเมือง” ซึ่งมีระดับแตกต่างกัน ก็คือ งานวิจัย เรื่อง “เสรีภาพในการเผยแพร่ผลสาธารณมติ” (The Freedom of Publish Opinion Poll Results) ของ โรเบิร์ต ชุง (Robert Chung) ผู้อำนวยการหลักสูตรสาธารณมติ (Public Opinion Programme) มหาวิทยาลัยฮ่องกง

งานวิจัยดังกล่าว เก็บข้อมูลเป็นระยะๆ ตั้งแต่ปี 1984 1992 1996 2002 และครั้งสุดท้ายปี 2012 โดยเก็บข้อมูลจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก 85 ประเทศ ประกอบด้วยประเทศในแอฟริกา 4 ประเทศ เอเชีย 27 ประเทศ ยุโรป 35 ประเทศ อเมริกาเหนือ 8 ประเทศ อเมริกาใต้ 8 ประเทศ และโอเชียเนีย 3 ประเทศ โดยประเด็นเกี่ยวกับการนำผลโพลไปใช้ช่วยวางแผนและกำหนดนโยบายสาธารณะ
พบว่าร้อยละ 52 (หรือ 44 ประเทศ) รัฐบาลจะทำโพลและนำผลโพลมาใช้ในการวางแผนและกำหนดนโยบายสาธารณะอย่าง “สม่ำเสมอ” ร้อยละ 19 (หรือ 16 ประเทศ) รัฐบาลจะทำโพลและนำผลโพลมาใช้ในการวางแผนและกำหนดนโยบายสาธารณะ “นานๆ ครั้ง” ร้อยละ 27 (23 ประเทศ) รัฐบาล “ไม่สนใจ” ทำโพลและนำผลโพลมาใช้ในการวางแผนและกำหนดนโยบายสาธารณะ และร้อยละ 1 (หรือ 1 ประเทศ) “ไม่ทราบ” ว่ารัฐบาลทำโพลและนำผลโพลมาใช้ในการวางแผนและกำหนดนโยบายสาธารณะหรือไม่

ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการนำผลโพลมาใช้กำหนดนโยบายหรือบริหารงานของรัฐบาลในแต่ละประเทศ ซึ่งแตกต่างกันจะขึ้นอยู่กับลักษณะระบบการเมืองของประเทศนั้นๆ ตัวอย่างเช่น รัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกาจะให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของประชาชนหรือผลโพล มาก โดยโพลจะเป็นเครื่องมือสำคัญของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่จะช่วยรักษาคะแนนนิยม และนโยบายพรรค ซึ่งแตกต่างจากรัฐบาลสหพันธรัฐสวิสกล่าวคือ รัฐบาล
สหพันธรัฐสวิสค่อนข้างมีความเป็นอนุรักษนิยม ทำให้ไม่ค่อยนำผลโพลไปใช้มากนัก ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสำนักโพล หรือนักทำโพล (Follsters) กับรัฐบาลสหพันธรัฐสวิส (Swiss Federal Government) จึงมีลักษณะที่ไม่สู้ดีนัก

นี่คือ ภาพสะท้อนที่ทำให้รู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “โพล” กับ “ผู้นำประเทศ” ในระดับสากล ซึ่งแสดงให้เห็นว่า “โพล” ไม่ได้มีบทบาทเพียงแต่สำรวจความนิยมชมชอบเท่านั้น แต่ “โพล” ยังเป็นเครื่องมือ (ที่ไม่ควรมองข้าม) ซึ่ง “ผู้นำประเทศ” สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการรับฟังความคิดเห็น จนทำให้ได้รับรู้ถึงปัญหาที่แท้จริงและนำไปสู่การจัดลำดับความสำคัญของปัญหา รวมถึงการระดมข้อเสนอแนะต่อสังคม ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการตัดสินใจของผู้นำทางการเมืองในการกำหนดนโยบายสาธารณะที่ตรงกับความต้องการ และก่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด

Advertisement

ในขณะที่ประเทศไทย ณ วันนี้ ก็เริ่มให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมเช่นกัน โดยรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 77 วรรคสอง บัญญัติว่า “ก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ รวมทั้งเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์นั้นต่อประชาชน และนำมาประกอบการพิจารณาในกระบวนการตรากฎหมายทุกขั้นตอน”

เมื่อประเทศไทยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการ ในอนาคต “โพลไทย” คงไม่อาจหลีกเลี่ยงการทำหน้าที่สะท้อนความคิดเห็นของประชาชน (เชื่อว่าอีกไม่นาน “บทบาทของโพล” จะยิ่งมีความเด่นชัดมากยิ่งขึ้น…!!) แต่อย่างไรก็ตาม หลายครั้งหลายครามักจะเกิด “วิวาทะ” การปะทะคารมระหว่าง “คนทำโพล” กับ “ผู้นำการเมือง” ภาพสะท้อนที่เป็นรูปธรรม คงหนีไม่พ้นกรณีการเผยแพร่ผลโพลที่เปรียบเทียบความเชื่อมั่นของ “ผู้นำทางการเมืองไทย” ในแต่ละยุคสมัย ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่สะท้อนภาพ “วิวาทะ” ระหว่าง “โพล” และ “ผู้นำทางการเมือง” ได้ชัดเจน จนไม่ต้องอธิบายให้ยืดยาว…!!

การเกิด “วิวาทะทางการเมือง” นั้น สุดท้ายมักจะมีบทสรุปที่มุ่งตั้งข้อสงสัยไปที่การทำหน้าที่ของสำนักโพล
เป็นหลัก จนทำให้เกิด “วาทกรรมทางการเมือง” ที่สั่นสะเทือนวงการโพลว่า “โพลมีสี”…”โพลเลือกข้าง” แต่ถ้าจะดูว่าเลือกข้างหรือไม่? มีสีหรือเปล่า? ก็คงต้องดูจากประวัติความเป็นมา แหล่งทุนที่สนับสนุนการทำโพล วิวัฒนาการ หรือแม้แต่มาตรฐานการทำงาน ซึ่งน่าจะสะท้อน “จุดยืน” ของโพลแต่ละสำนัก ได้อย่างชัดเจน

ที่กล่าวไปทั้งหมดนี้ ไม่ได้ต้องการสื่อว่า “โพลดี…ไม่ดี” “โพลเป็นกลาง…เลือกข้าง” แต่ต้องการสื่อให้เห็นว่าการทำโพลในสมัยนี้ไม่เพียงต้องสำรวจตามมาตรฐาน หลักวิชาการ หรือระเบียบวิธีวิจัย…ไม่เพียงต้องนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ เพื่อแสดงให้เห็นถึงการเป็นสำนักโพลที่มีความทันสมัยไม่ตกยุคเท่านั้น…แต่ต้องทำโพลโดยคำนึงถึงสถานการณ์ทางการสังคม ตลอดจนผลกระทบที่จะเกิดขึ้น (โดยเฉพาะ “โพลการเมือง” ต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ…หรือใครจะกล้าปฏิเสธ..?)

เพราะการทำโพลที่แท้จริง คือ การสร้างการรับรู้ สร้างความเข้าใจ สร้างความตระหนัก และเกิดการต่อ
ยอด นั่นคือ นอกจากคนทำโพล ผู้เกี่ยวข้องได้ประโยชน์แล้ว สังคมก็ต้องได้ประโยชน์ ถึงพูดได้เต็มปากว่ามี “มูลค่าเพิ่ม” จนกล้าเรียกว่าเป็น “สุดยอดของโพล” เป็น “โพลคนไทย” ที่ทำเพื่อ “คนไทย” อย่างแท้จริง