เหตุการณ์สู้รบในเมืองมาราวี จังหวัดลาเนา เดล ซูร์ ในมินดาเนานั้น เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2017 และได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2017 นับเป็นเวลาการต่อสู้ที่ยาวนานถึง 5 เดือน รัฐมนตรีกลาโหม Delfin Lorenzana ได้ประกาศว่าหัวหน้ากลุ่มอาบูไซยาฟ และ มาอูเต คือ Isnilon Hapilon และ Omarkhayam Maute ได้ถูกยิงเสียชีวิตโดยหน่วยปฏิบัติการรบพิเศษของฟิลิปปินส์ และได้ช่วยตัวประกันออกมาหมดแล้ว ซึ่งต้องเยียวยากลุ่มตัวประกันที่ถูกกักขังเป็นเวลา 5 เดือน ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากความช่วยเหลือของเครื่องบินสอดแนม และการฝึกการรบของทหารสหรัฐให้แก่ทหารและตำรวจฟิลิปปินส์ ที่เข้ามาช่วยเหลือตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นอกจากนี้ทางการออสเตรเลียและญี่ปุ่นก็ได้ส่งเครื่องบินสอดแนมมาสมทบด้วย เนื่องจากทั้งสองประเทศนี้ก็กลัวว่าภัยการก่อการร้ายอาจจะลุกลามไปสู่ประเทศของเขาด้วย ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ฟิลิปปินส์ได้ให้ค่าหัวนำจับ Hapilon 10 ล้านเปโซ สหรัฐเพิ่มค่าหัวนำจับอีก 5 ล้านดอลลาร์ แต่เขาถูกยิงเสียชีวิตเสียก่อน
ชัยชนะของฟิลิปปินส์ในการปราบปรามการก่อการร้ายครั้งนี้ นับว่าเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของ Duterte ทำให้คะแนนนิยมของเขาสูงกว่าเดิม แต่ที่สำคัญหัวหน้ากลุ่มมาอูเตที่มาจากมาเลเซียคือ Muhmud Ahmad หนีไปได้ ซึ่งทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ก็สอดส่องดูแลอยู่อย่างเข้มแข็ง
อนึ่ง ทางการมาเลเซียได้จับกุมผู้ก่อการร้ายที่เป็นเครือข่ายของ Ahmad ได้แล้ว 7 คน แต่ที่สำคัญ Ahmad เองก็จะสร้างเครือข่ายในอาเซียนอีกต่อไปด้วย
การปราบปรามในครั้งนี้จะสำเร็จไปไม่ได้ ถ้าหากไม่ใช่ความเด็ดเดี่ยวของ Duterte ที่ต้องการปราบปรามให้เสร็จโดยเร็วก่อนการประชุมสุดยอดอาเซียนที่จะมาถึงในวันที่ 10-14 พฤศจิกายน 2017 นี้ นอกจากนั้นความฉลาดของ Duterte ก็คือ การยอมรับความช่วยเหลือจากทุกประเทศที่หยิบยื่นความช่วยเหลือให้ เพื่อให้การปราบปรามเสร็จสิ้นไปอย่างรวดเร็ว และเพื่อถ่วงดุลอำนาจประเทศมหาอำนาจต่างๆ ที่เข้ามาช่วยเหลือด้วย โดยไม่ได้รับความช่วยเหลือเฉพาะจากสหรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว ประเทศที่ให้ความช่วยเหลือมีหลายประเทศ คือ
1.สหรัฐ ซึ่งได้ส่งเครื่องบินสอดแนมตามหาที่อยู่ของผู้ก่อการร้าย จนทางการฟิลิปปินส์รู้ที่อยู่แหล่งหลบซ่อน นอกจากนี้ ยังส่งหน่วยฝึกรบพิเศษมาช่วยฝึกอบรมทางเทคนิคการใช้อาวุธแก่ทหารและตำรวจฟิลิปปินส์ด้วย ส่วนการส่งอาวุธพิเศษต่างๆ สหรัฐได้ส่งมาตั้งแต่มีเหตุการณ์ในเดือนพฤษภาคมแล้ว ตามสนธิสัญญาและข้อตกลงของทั้งสองประเทศ ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงแม้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศค่อนข้างสั่นคลอนในสมัย Obama แต่รัฐบาล Trump สามารถเจรจากับ Duterte ได้ โดยไม่เข้าไปก้าวก่ายกิจการภายในของฟิลิปปินส์ในเรื่องการปราบปรามยาเสพติด Duterte จึงรับความช่วยเหลือจากสหรัฐ อันที่จริงแล้วความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับฟิลิปปินส์นั้น เป็นความสัมพันธ์ที่ยาวนานมากกว่าประเทศใดๆ ในเอเชียและอาเซียน เนื่องจากเคยตกเป็นเมืองขึ้น จึงได้รับความคิดและแนวคิดต่างๆ มากมาย อีกทั้งมีทั้งสนธิสัญญาและข้อตกลงที่ยังดำเนินการอยู่มาถึงปัจจุบัน ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ จึงเป็นทั้ง ความช่วยเหลือและเป็นพันธมิตร อย่างไรเสีย Duterte ก็คิดว่าสหรัฐต้องช่วยเหลืออยู่แล้วจึงกล้าที่จะพูดจาอย่างไม่เกรงใจสหรัฐ ในยุครัฐบาล Obama รัฐมนตรีกลาโหมได้พูดกับ Duterte เมื่อการประชุมรัฐมนตรีกลาโหม เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2517 ว่าถึงแม้ Duterte รับความช่วยเหลือจากรัสเซียและจีนก็ตาม สหรัฐก็ยังถือว่าฟิลิปปินส์เป็นพันธมิตรเก่าแก่ที่สหรัฐ พร้อมจะช่วยเหลืออยู่เสมอ ซึ่ง Duterte ก็ไม่ปฏิเสธ และรับความช่วยเหลือจากสหรัฐ ในเรื่องการฝึกทหารและเครื่องบินสอดแนมต่อไป
2.ออสเตรเลียและญี่ปุ่นได้ส่งเครื่องบินสอดแนมมาสมทบด้วย อินโดนีเซีย เกาหลี และนิวซีแลนด์ได้ส่งอาวุธยุทโธปกรณ์มาช่วยเหลือ
3.รัสเซียได้ส่งปืนไรเฟิลให้ฟิลิปปินส์ 5,000 กระบอก พร้อมรถบรรทุก 20 คัน และฟิลิปปินส์ได้ลงนาม Certificate of Donation ให้รัสเซีย
4.จีนได้ส่งอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อฟื้นฟูมาราวี หลังจากที่ฟิลิปปินส์ประกาศชัยชนะในวันที่ 23 ตุลาคมที่ผ่านมา วันเดียวกับรัฐมนตรีความมั่นคงของสหรัฐพบกับ Duterte อุปกรณ์ที่จีนส่งมา ได้แก่ รถแทรกเตอร์ รถขุดดิน รถบด รถบรรทุกดิน รถดัมพ์ เครื่องผสมซีเมนต์ จนกว่าฟิลิปปินส์จะฟื้นฟูเสร็จ องค์กรพัฒนาเอกชน
ทั้งในและต่างประเทศ ได้เข้ามาช่วยในการดูแลผู้ประสบภัยจากการก่อการร้าย
5.รัฐบาลบรูไน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ส่งเสบียงอาหารและอาสาสมัครมาช่วยเหลือ มหาวิทยาลัยมาราวีได้ตั้งกลุ่ม Powering IMAMS For Security and Development เพื่อระดมความช่วยเหลือและประสานงานความช่วยเหลือทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งได้จัดหลักสูตรฝึก
อบรมผู้ประกอบการระดับเล็ก และระดับกลางเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ
รวมทั้งเรื่องจัดหลักสูตรเรื่องสันติภาพในมหาวิทยาลัยอีกด้วย
ถ้าพิจารณาดังกล่าวข้างต้นแล้ว จะพบว่า ปัจจัยภายใน ซึ่งได้แก่องค์กรภาคประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชนกลุ่มต่างๆ ภายในประเทศร่วมช่วยเหลือกันในยามประเทศประสบปัญหา โดยไม่เลือกความ
แตกต่างเรื่องศาสนา อีกทั้ง Duterte เอง ก็ได้สนับสนุนหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ให้ร่วมมือกันได้
ส่วนปัจจัยภายนอก คือ ประเทศต่างๆ รวมทั้งองค์กรพัฒนาเอกชนต่างประเทศได้ระดมความช่วยเหลือในครั้งนี้ จากนโยบายต่างประเทศของ Duterte ที่ต้องการถ่วงดุลอำนาจกันระหว่างสหรัฐ จีน รัสเซีย และประเทศอื่นๆ ที่อยู่ในเครือข่ายทั้ง 3 ประเทศนี้ จึงเป็นความสำเร็จของการปราบปรามการก่อการร้ายในครั้งนี้ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ฟิลิปปินส์ก็ต้องระแวดระวังต่อไป เพราะหัวหน้ากลุ่มผู้ก่อการร้ายในมาเลเซียหนีไปได้ ซึ่งทางการมาเลเซียและฟิลิปปินส์ได้ร่วมมือกันลาดตระเวนในน่านน้ำซูลู
ความสงบในมาราวีเกิดขึ้นก่อนการประชุมรัฐมนตรีกลาโหม 1 วัน (24 ตุลาคม) นับว่าเป็นความโชคดีของฟิลิปปินส์ ที่ได้หยิบยกประเด็นการก่อการร้ายในการประชุมสุดยอดประชาคมอาเซียนขึ้นมาอภิปราย และร่วมกันเซ็นสัญญาข้อตก2ลง Joint Declaration for Regional Security ในวันที่ 24 ตุลาคม 2517 นอกจากนั้น ประเด็นที่ถกเถียงกันคือ การรักษาความมั่นคงในการป้องกันการก่อการร้าย ทั้งทางบกและทางทะเล และในโลกไซเบอร์ รวมทั้ง แนวทางปฏิบัติในทะเลจีนใต้ ซึ่งสิงคโปร์จะรับช่วงไปประสาน สำหรับการประชุมอาเซียนในวันที่ 10-14 พฤศจิกายน ในมะนิลาจะมีการพูดถึงประเด็นเหล่านี้ด้วย และจะมีการประชุมระหว่างผู้นำระดับทวิภาคี การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก การประชุมสุดยอดอาเซียน-ยุโรป และแคนาดาครบรอบ 40 ปีด้วย
การประชุมครั้งนี้ ฟิลิปปินส์จะได้ประโยชน์จากการเจรจาระดับทวิภาคีกับประเทศใน
กลุ่มอาเซียน และกับประเทศนอกภูมิภาคโดยเฉพาะสหรัฐ จีน รัสเซีย รวมทั้งเกาหลี
ญี่ปุ่น อินเดีย และระดับพหุภาคี ระหว่างกลุ่มอาเซียน ยุโรป และเอเชียตะวันออก ที่สำคัญประเด็นความมั่นคงในทะเลจีนใต้ คาบสมุทรเกาหลี และการก่อการร้าย จะเป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่ง
ที่สำคัญถึงแม้องค์กรสิทธิมนุษยชนของสหรัฐและยุโรปไม่เห็นด้วยกับการปราบปรามยาเสพติดของ Duterte อย่างรุนแรง แต่กลับมีการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น ทั้งนี้เพราะเขารู้สึกมีความปลอดภัยในการเข้าไปในฟิลิปปินส์
สีดา สอนศรี

