หน้าแรก บทความ ปฏิบัติธรรมถว...

ปฏิบัติธรรมถวายพระราชกุศล (3) : วสิษฐ เดชกุญชร

14.11.17 | 12:00 น.

ผมถือตัวว่าเป็นศิษย์คนหนึ่งของพระอาจารย์ชา สุภัทโท (ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระโพธิญาณเถร จึงมีสิทธิที่จะใช้คำว่า “เจ้าคุณ” นำหน้าสมณศักดิ์ของท่าน แต่พระอาจารย์ชาก็เหมือนกับพระป่ารูปอื่นๆ คือไม่ให้ความสำคัญแก่สมณศักดิ์ และพอใจที่ใครๆ จะเรียกท่านว่า พระอาจารย์ชา หรือหลวงพ่อชา หรือหลวงปู่ชา) ที่ถือว่าเป็นศิษย์ก็เพราะผมเคยไปกราบและขอธรรมจากท่านหลายครั้งที่วัดหนองป่าพง ตำบลบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ที่ท่านเป็นเจ้าอาวาส แม้เมื่อก่อนท่านจะถึงมรณภาพไม่นานและยังนอนไม่ได้สติอยู่ที่วัด ผมก็มีโอกาสได้ไปกราบท่านเป็นครั้งสุดท้าย
เป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่า พระอาจารย์ชามีลูกศิษย์เป็นพระฝรั่งเป็นจำนวนมาก ทั้งๆ ที่ท่านพูดภาษาต่างประเทศไม่ได้ พระฝรั่งเหล่านี้แยกย้ายกันไปเผยแผ่พุทธธรรมตามแนวการปฏิบัติของพระอาจารย์ชา ทำให้เกิดวัดอันเป็นสาขาของวัดหนองป่าพงทั่วโลก ผมมีโอกาสได้พบกับพระฝรั่งเหล่านี้ที่เป็นศิษย์ของพระอาจารย์ชาหลายรูป ที่สำคัญรูปหนึ่งก็คือ พระอาจารย์สุเมโธ ท่านเป็นชาวอเมริกัน เคยเป็นเจ้าอาวาสของวัดอมราวดี ประเทศอังกฤษ และเป็นพระฝรั่งรูปแรกที่ได้รับแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ และรับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระสุเมธาจารย์ และต่อมาก็ได้เลื่อนเป็นพระราชาคณะชั้นราช มีสมณศักดิ์เป็นพระราชสุเมธาจารย์
ที่มาเขียนถึงพระอาจารย์สุเมโธในวันนี้ ก็เพราะหลังจากที่สิ้นสุดการปฏิบัติธรรมถวายพระราชกุศลที่บ้านภาวนาแล้ว ผมตั้งใจจะไปทำบุญใส่บาตร และถวายปัจจัยแด่พระภิกษุสงฆ์เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่วัดป่ารัตนวัน อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านภาวนาไปประมาณ 40 กิโลเมตร ที่เลือกเอาวัดนั้นก็เพราะได้ยินชื่อวัดมานานแล้ว และรู้ว่าเป็นสาขาหนึ่งของวัดหนองป่าพง และที่สำคัญก็คือผมทราบว่าพระอาจารย์สุเมโธกำลังพำนักอยู่ที่วัดป่ารัตนวัน จึงอยากจะไปนมัสการเยี่ยมท่านด้วย เพราะไม่ได้พบท่านมาหลายปีแล้ว
เราไปถึงหน้าวัดป่ารัตนวันตั้งแต่เวลา 06.30 นาฬิกา วันศุกร์ที่ 27 ตุลาคม 2560 คอยอยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมงจึงได้ใส่บาตร เสร็จแล้วจึงตามพระเข้าไปในวัด ตามแบบของวัดป่าทั่วไป พระท่านจะรับอาหารที่เราถวายแล้วให้พรทันทีก่อนฉันในโบสถ์ เมื่อรับพรแล้วพวกเราก็ออกไปยังโรงอาหาร เพื่อกินอาหารที่เหลือจากที่ถวายพระ เป็นอันเสร็จพิธี
ผมได้รับแจ้งจากพระอโศโก พระหนุ่มชาวสวิส ซึ่งเป็นเลขานุการของพระอาจารย์สุเมโธว่า พระอาจารย์สุเมโธจะไม่ลงมาฉันที่โบสถ์ แต่จะฉันที่กุฏิของท่าน และเมื่อเสร็จประมาณ 10 นาฬิกา จึงจะต้อนรับพวกเรา
ระหว่างที่คอยกราบพระอาจารย์สุเมโธอยู่นั้น เราถือโอกาสเดินถ่ายรูปและดูบริเวณวัด จึงได้เห็นว่าเป็นวัดที่สะอาดสะอ้านที่สุดวัดหนึ่ง พระอุโบสถสร้างแบบง่ายๆ แต่งาม รูปทรงคล้ายโบสถ์ทางอีสานหรือลาว ไม่มีฝาผนัง เวลาลมแรงและหนาวอย่างเช้าวันนั้นต้องใช้มู่ลี่ที่แขวนเอาไว้กั้นกันลม บรรยากาศในโบสถ์เงียบสงบ ผมและเพื่อนถือโอกาสนั่งสมาธิขณะที่คอยพระอาจารย์สุเมโธ และตัวผมเองรู้สึกว่าจิตสงบมากจนเกิดนิมิต
เราได้นมัสการพระอาจารย์สุเมโธเมื่อเวลาประมาณ 10.30 นาฬิกา แม้จะไม่ได้พบกันมาหลายปีแต่พระอาจารย์ก็จำผมได้และให้ความเมตตาเช่นเคย พระอาจารย์กำลังอาพาธเพราะเท้าบวม เนื่องจากเดินเท้าเปล่าจนเป็นแผลแล้วเกิดอักเสบเมื่อหลายปีก่อนหน้านั้น ขณะนี้แม้จะค่อยยังชั่วขึ้นแต่ก็ยังไม่หายสนิท
ก่อนจะเข้าไปในวัดป่ารัตนวันมีป้ายขนาดเขื่องเขียนข้อความเอาไว้ว่า “วัดป่ารัตนวัน แดนเคารพ เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ไม่ใช่ที่ท่องเที่ยว ต้องเคารพความสงบ ความสะอาด ความเรียบร้อย และความสามัคคี โปรดสำรวมกาย วาจา ใจ” และมีคำแนะนำสำหรับผู้ไปทำบุญและปฏิบัติธรรม 10 ข้อ ที่สำคัญคือข้อ 7 ที่แจ้งว่า “ห้ามเรี่ยไร หากประสงค์ร่วมทำบุญกรุณานำปัจจัยใส่ตู้บริจาคที่ตั้งอยู่ในศาลา (พระไม่รับปัจจัย)”
เมื่อได้กราบพระอาจารย์สุเมโธและบริจาคปัจจัยตามที่ตั้งใจไว้แล้ว ก็เป็นอันว่าการปฏิบัติธรรมและทำบุญถวายพระราชกุศลของพวกเราได้เสร็จสิ้นลงแล้วโดยสมบูรณ์ พวกเราก็นมัสการลาพระอาจารย์สุเมโธ แล้วกลับบ้าน
ขอแบ่งบุญที่ได้ให้ท่านผู้อ่านด้วยครับ