หน้าแรก บทความ นักประชาธิปไต...

นักประชาธิปไตยไม่มีคำถาม : เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์

17.11.17 | 13:30 น.

ว่ากันให้ถึงรากถึงโคนของระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นคำจากภาษาไหน ย่อมมีความหมายเดียวกันทั้งสิ้น คือ การใช้เสียงข้างมากของประชาชนเป็นหลัก ไม่ว่าเสียงข้างมากหรือเสียงส่วนใหญ่นั้นจะเป็นของประชาชนชั้นใด

การปกครองในระบอบประชาธิปไตย คือ การใช้เสียงของประชาชนเป็นหลัก

แต่การปกครองในระบอบเผด็จการ ใช้จำนวนอาวุธปืนและจำนวนทหารหัวแถวเป็นหลัก

การปกครองทางศาสนา ใช้พระธรรมวินัย ใช้ศรัทธา เป็นหลัก อาวุโสนับจากพรรษาที่ครอง ไม่ได้นับจากอายุของบุคคลผู้ครองผ้ากาสาวพัสตร์

การปกครองทางทหารใช้กฎ ระเบียบ วินัย และสายการบังคับบัญชาเป็นหลัก ดังคำปฏิญาณที่ทหารเปล่งออกมาทุกเช้าตื่นนอน และทุกค่ำก่อนเข้านอนว่า “คำสั่งผู้บังคับบัญชาคือคำประกาศิต ผู้ใดจะละเมิดมิได้เป็นอันขาด” (ไม่ทราบว่าทุกวันนี้ยังปฏิบัติอย่างเคร่งครัดอยู่หรือไม่) และศาลทหารมีชั้นเดียว

Advertisement

การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่แต่เพียงใช้เสียงข้างมาก ยังต้องฟังจากเสียงข้างน้อย และต้องมีตัวบทกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษรมากำกับดูแล ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน

เมื่อประชาธิปไตยคือเสียงข้างมาก ดังนั้น ก่อนจะออกกฎหมายหรือดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงต้องฟังจากเสียงเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงก่อน

ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการลงประชามติ ไม่ว่าจะเป็นซาวเสียง

เพื่อให้เสียงข้างมากเป็นไปด้วยความเข้าใจอันดีของผู้ครองเสียงข้างมากในแต่ละคน จึงจำเป็นต้องมีตัวแทนของกลุ่มเสียงแต่ละกลุ่มมาให้เลือก และกลุ่มเสียงเหล่านั้นต้องรวมตัวกันจัดตั้ง “พรรคการเมือง” ซึ่งมาจากนักการเมืองแต่ละคนที่มีแนวทางความคิดเห็นไปในทางเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน

ระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าผู้ใดจะเป็นเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อย ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง เพราะการเลือกตั้งมิได้เลือกเพียงครั้งเดียว เมื่อได้รับเลือกตั้งแล้วอยู่ยงคงกระพันไปร้อยปีพันปี

ระบอบประชาธิปไตยมีกฎหมายเป็นหลักที่ต้องบังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่การใช้กับคนหนึ่ง แล้วยกเว้นอีกคนหนึ่ง ในการกระทำเดียวกัน

กว่าที่ประชาธิปไตยคืออำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนจะเดินมาถึงวันนี้ ประชาชนผู้เรียกร้องให้อำนาจนั้นมาเป็นของตน ไม่ใช่เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง ประชาชนต้องต่อสู้ ต้องเสียชีวิต ต้องสูญเสียครอบครัว สูญเสียอวัยวะ และสูญเสียอิสรภาพ เสรีภาพและสิทธิไปเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่

ขณะที่ผู้ต้องการใช้อำนาจเผด็จการไม่ต้องใช้เสียงข้างมากแม้แต่น้อย เพียงแต่ต้องมีปืนที่จ่อปากกระบอกไปยังเจ้าของอำนาจอธิปไตยเท่านั้นเป็นพอ

ศึกษาการเรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศไทยนับแต่อดีตถึงวันนี้ พบว่ามีการสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สิน อิสรภาพ เสรีภาพและสิทธิไปมาก

ระยะแรกของการต่อสู้ให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย ผู้ที่ต้องการรักษาอำนาจเดิมของตัวเอง มักจะใช้ทั้งปากกระบอกปืนและกฎหมายที่บัญญัติขึ้นมาเองบังคับใช้โดยตลอด

ข้ออ้างหนึ่งที่ฝ่ายเผด็จการยึดอำนาจจากฝ่ายประชาธิปไตย คือ กลุ่มประชาธิปไตยมักมีพฤติกรรมฉ้อฉลทุจริตตั้งแต่ต่อหน้าที่ เป็นต้น โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมหรือเสียงข้างมากแต่อย่างใด

หากฝ่ายประชาธิปไตยซื่อสัตย์ต่อตนเอง บังคับใช้กฎหมายให้สุจริตกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน โอกาสที่จะพัฒนาระบอบประชาธิปไตยให้เดินหน้าต่อไปจะเกิดขึ้น

ประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องตั้งคำถาม เพียงแต่เมื่อได้รับมอบอำนาจอธิปไตยจากปวงชนแล้ว

ต้องใช้กฎหมายให้เป็นกฎหมาย และยอมรับกฎหมายแม้กับตัวเอง จึงได้ชื่อว่านักประชาธิปไตย