
เ
มื่อปี พ.ศ. 2535 ผู้เขียนได้มีโอกาสศึกษาและบันทึกเสียง “ดนตรีชาวสยาม” โดยเดินทางไปหาครูดนตรีและนักดนตรีชาวบ้านในภูมิภาคต่างๆ ของไทย ตั้งแต่ลิเกฮูลู รองเง็ง โนรา หนังตะลุง เพลงกล่อมลูก กาหลอ เสภา ลิเก ดนตรีแก้บน ปี่มวย หมอลำ เจรียง กันตรึม มังคละ ปี่จุม ขับซอ จ้อย เป็นต้น รวมทั้งดนตรีที่ใช้ในงานพิธีกรรมกระทั่งดนตรีที่ใช้ในพระราชพิธีอย่างบัวลอย แตรสังข์ ปี่ไฉนกลองชนะ ทำเป็นแผ่นเสียง 5 แผ่น โดยการสนับสนุนของมูลนิธิสานแสงอรุณ (ผ่านคุณครองศักดิ์ จุฬามรกต)
ต่อมาในปี พ.ศ. 2537 ได้บันทึกเสียงชุด “ดนตรีสยามประจำชาติ” เพื่อรวบรวมบทเพลงปี่พาทย์เท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะเพลงโหมโรง เพลงหน้าพาทย์ บทเพลงประจำกัณฑ์เทศน์ เพลงในพิธีงานศพ บทเพลงพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 7 เป็นต้น ดนตรีสยามประจำชาติชุดนี้มีอยู่ 7 แผ่น ทั้งนี้ ในปี พ.ศ. 2539 ยังได้บันทึกเสียงพระเทศน์ “เทศน์มหาชาติ” ทั้ง 13 กัณฑ์ เพราะในมิติของความไพเราะ ความศักดิ์สิทธิ์ และอำนาจของเสียงที่ใช้ในพิธีกรรม เป็นความสำคัญที่จะต้องศึกษาและต้องรักษา
ต่อมาในปี พ.ศ. 2545 ได้เดินทางบันทึกบทสวดของพระในอารามหลวงในพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งเป็นเสียงพระสวดที่เป็น “ทำนองหลวง” ซึ่งหมายถึงทำนองจากราชสำนัก ทำนองหลัก ทำนองต้นแบบ เพราะมีความเชื่อว่า ทำนองสวดของพระเป็นความขลังและเป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเชื่อถือ แม้ว่าจะใช้ภาษาบาลีเหมือนกัน แต่ทำนองที่สวดก็แตกต่างกันไปตามท้องถิ่น ปรับให้เข้ากับภาษาถิ่น “สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล” ซึ่งโครงการนี้ได้บันทึกไว้ประมาณ 50 วัด แต่ผลิตออกมาเป็นแผ่นซีดีเพียง 6 ชุดเท่านั้น ด้วยเงื่อนไขของเวลาที่มีอยู่น้อย
เมื่อปี พ.ศ. 2558 ได้ศึกษา “ดนตรีพื้นบ้านและดนตรีประจำชาติอาเซียน” เฉพาะในแผ่นดินใหญ่ คือ เวียดนาม ลาว เขมร พม่า มาเลเซีย และไทย รวม 6 ประเทศ เพื่อต้องการจะรู้ว่า ในปัจจุบันดนตรีของชาวบ้านและดนตรีประจำชาติของแต่ละชุมชน แต่ละท้องถิ่น อยู่รอดและดำรงอยู่อย่างไรในผืนแผ่นดินใหญ่ที่ผู้คนไปมาหาสู่กัน
หากจะมองภาพของดนตรีพื้นบ้านและดนตรีประจำชาติของจีน ซึ่งบอกได้เลยว่า มีการศึกษา มีการรักษา มีการสืบทอด และมีการดำรงอยู่อย่างมั่นคง ทำให้เห็นว่าประเทศที่เป็นมหาอำนาจอย่างจีนนั้น ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะการเมือง การเศรษฐกิจ การทหาร สังคม การศึกษา แต่ได้ทำงานด้านวัฒนธรรมอย่างแข็งแรง มิหนำซ้ำดนตรีและวัฒนธรรมได้กลายเป็นหัวหอกของการพัฒนาประเทศไปเสียอีก
จีนมีวงดนตรีพื้นบ้าน มีวงดนตรีประจำชาติ มีโรงงานผลิตเครื่องดนตรีประจำชาติ การศึกษาชาติบรรจุการเรียนดนตรีอย่างแข็งแรง มีนักดนตรีที่เก่ง มีเวทีให้นักดนตรีได้เล่น เล่นดนตรีแล้วเลี้ยงชีพได้ การเผยแพร่อำนาจของจีนใช้วัฒนธรรมนำ มีวงดนตรีจีน ร้านอาหารจีนก็มีอยู่ทั่วโลก มีภาษาจีนเป็นอุปกรณ์ที่การศึกษาของโลกในปัจจุบันทิ้งไม่ได้
แม้รัฐบาลจีนจะไม่ได้รณรงค์อย่างออกหน้าออกตาก็ตาม แต่ประเทศเล็กๆ อย่างอาเซียนก็เห็นถึงความจำเป็นและมีความต้องการที่จะศึกษาภาษาจีนและวัฒนธรรมจีน
มี
เรื่องเล็กๆ ที่น่าสนใจอยู่ว่า ปัจจุบันมีโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทย ได้เปิดสอนเด็กตั้งแต่ระดับอนุบาล ตอนเช้าให้เรียนเป็นภาษาอังกฤษ ตอนบ่ายให้เรียนภาษาจีน ส่วนภาษาไทยเป็นเรื่องเล็ก เชื่อว่าเด็กสามารถเรียนได้เองจากพ่อแม่และสิ่งแวดล้อมในสังคมไทย เพราะอนาคตภาษาของโลกน่าจะเหลืออยู่น้อย ภาษาที่สำคัญคือ ภาษาจีน และภาษาอังกฤษ ส่วนภาษาไทยนั้น นับวันก็จะร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ
กลับมาที่ดนตรีอมตะสยาม ซึ่งหมายถึงดนตรีที่เคยมีบทบาทสำคัญในสังคมอดีต ทั้งดนตรีที่อยู่ในพิธีกรรมและดนตรีที่รับใช้ความบันเทิง วันนี้ดนตรีเหล่านั้นได้ตายไปแล้วจำนวนมาก ที่เหลือก็เป็นเพียงแค่ความรู้สึกโหยหาอดีตที่กำลังจะตายในลำดับไป อาทิ ดนตรีกาหลอ เพลงกล่อมลูก เสภา มังคละ ละครแก้บน ลิเก รองเง็ง โนรา หนังตะลุง ปี่จุม พิณเปี๊ยะ สะล้อซอซึง เหล่านี้ก็ไม่เหลืออีกแล้ว หมายถึงที่สามารถใช้ทำมาหากินได้ ส่วนที่เล่นได้ เล่นเป็นพอให้รู้ว่าคืออะไร ก็ไม่ถือว่าไพเราะพอที่จะเป็นดนตรีอมตะสยาม
แม้แต่ปี่พาทย์งานศพ ซึ่งเป็นดนตรีที่สำคัญสำหรับสังคมชาวสยาม (ภาคกลาง) เดี๋ยวนี้งานศพไม่มีปี่พาทย์อีกแล้ว หากศพใดมีปี่พาทย์เล่น คนที่ไปงานศพอาจจะตั้งคำถามว่า “งานศพมีปี่พาทย์ได้ด้วยหรือ” สิ่งที่ตามมาก็คือ นักดนตรีอมตะสยาม ไม่มีเวทีอีกต่อไป ครูที่เล่นดนตรีเก่งในเครื่องมือต่างๆ ก็ทิ้งเครื่องมือไปประกอบอาชีพอย่างอื่นที่สามารถทำมาหากินได้ เพราะเล่นดนตรีแล้วเลี้ยงตัวและครอบครัวไม่ได้
การดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของดนตรีอมตะสยาม เห็นอยู่ในรูปแบบต่างๆ ที่หลากหลาย เป็นความพยายามที่จะหาช่องทางเพื่อความอยู่รอด โดยเฉพาะในการทำมาหากิน
เห็นเด่นชัดก็เป็นหมอลำ หมอแคน และหมอพิณ ซึ่งเป็นดนตรีทางภาคอีสาน ทั้งนี้เพราะยังสามารถที่จะประกอบอาชีพมีรายได้และเลี้ยงตัวอยู่ได้
ด
นตรีและวัฒนธรรมอีสานสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมที่เปลี่ยนไปได้มากกว่าดนตรีและวัฒนธรรมของภาคอื่นๆ แม้แต่วัฒนธรรมของภาคกลางก็เหลืออยู่ยากเต็มที วัฒนธรรมส้มตำ ไก่ย่างข้าวเหนียว ปลาร้า ปลาเค็ม อยู่ในรูปแบบของอีสานคลาสสิก ส่วนหมอลำ หมอแคน และหมอพิณ ได้กลายเป็นลูกทุ่งหมอลำ ร้องเป็นภาษากลางครึ่งหนึ่ง เป็นภาษาอีสานครึ่งหนึ่ง ตัวอย่าง วงพาราไดซ์บางกอก (The Paradise Bangkok Molam International Band) รัสมี อีสานโซล (Rasmee Isan Soul) เป็นต้น เป็นการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไปได้อย่างลงตัว มีงานแสดง และสามารถที่จะเดินทางไปแสดงได้ทั่วโลก
สำหรับวงดนตรีที่แปลกมากกว่าคือ วงขุนนรินทร์ศิลป์พิณประยุกต์ หรือนรินทร์ศิลป์พิณซิ่ง (พิณซิ่ง หมายถึง การเล่นที่รวดเร็วเร้าใจ) ประเภทเดียวกับ “หมอลำซิ่ง” วงนรินทร์ศิลป์พิณซิ่ง เป็นวงแห่นาคของชาวบ้านที่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ นักดนตรีมีอาชีพทำนา เมื่อถึงฤดูแล้ง มีงานบวช ก็ทำวงพิณและกลองทำจังหวะ เพื่อใช้ในงานประโคมและแห่นาค
เมื่อวงถูกถ่ายเป็นคลิปการเล่นลงในยูทูป ทำให้นักจัดรายการในสหรัฐอเมริกาได้เห็นและเกิดความสนใจมาก จึงเดินทางมาชม แล้วติดต่อไปแสดงพร้อมทั้งมีการบันทึกเสียง
กลายเป็นวงดนตรีที่มีชื่อเสียงชั่วข้ามคืน ที่สำคัญก็คือ มีรายได้ มีเวทีที่จะคิดสร้างสรรค์งานต่อไปได้
วั
นนี้ ต่างชาติ หมายถึง ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น อเมริกา และชาวยุโรป ให้ความสนใจดนตรีแปลกๆ ที่เป็นดนตรีอมตะกันมากขึ้น โดยเฉพาะดนตรีในลาว เขมร เวียดนาม ไทย พม่า และมาเลย์ เขาฟังดนตรีแบบมองข้ามพรมแดนของภาษาและเชื้อชาติไปแล้ว สนใจในความแตกต่างของเสียงดนตรี สนใจความแปลกและเร้าใจ บางทีดนตรีพื้นบ้าน ดนตรีประจำชาติ ที่เป็นดนตรีอมตะสยาม อาจจะแพร่หลายไปทั่วโลกเพราะสื่อของใครก็ไม่รู้ (คนอื่น) คนที่มองเห็นจุดขาย คนที่มองเห็นคุณค่า และคนที่มองเห็นความสำคัญ
การที่นักดนตรีชาวบ้านดิ้นรนช่วยตัวเองโดยอาศัยความสามารถของตัวเองนั้น เป็นความสุดยอดของการอยู่รอด เพราะการอยู่รอดได้ก็ต้องใช้ฝีมือ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่จะทำให้นักดนตรีเป็นอมตะได้ ก็คือ ฝีมือ ความอยู่รอดก็ต้องอาศัยฝีมือ ดังนั้น การสืบทอดมรดกดนตรีอมตะสยาม ก็ต้องอาศัยฝีมือเท่านั้นที่จะอยู่รอดได้ ส่วนดนตรีที่อยู่ไม่รอด หรืออยู่ได้อย่างอนาถา ก็อยู่ต่อไปจนกว่าจะสิ้นลม
ปัจจัยที่จะเกื้อหนุนเพื่อเสริมให้ดนตรีอมตะสยามอยู่ได้ ก็คือ เวที การท่องเที่ยวไทยจะต้องสร้างเวทีให้นักดนตรีอมตะสยามได้แสดง เวทีที่อยู่ในชุมชน เวทีที่อยู่ในท้องถิ่น โดยการส่งเสริมของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพราะมีกำลังที่เป็นเงิน ไม่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลผู้อนาถา แต่ขอให้ว่าจ้างนักดนตรีอมตะสยามได้แสดงและมีรายได้เลี้ยงชีพได้
แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

