William penn เคยกล่าวไว้ว่า.. “He that does good for good’s sake seeks neither praise nor reward, though sure of both at last.”
“ผู้ตั้งใจทำดีเพื่อความดี แม้จะไม่หวังชื่อเสียงหรือสิ่งตอบแทน แต่สุดท้ายย่อมได้รับการสรรเสริญสดุดีในการกระทำความดีนั้น”
—วิลเลียม เพนน์
ผู้เขียนยอมรับว่ารู้สึกตื่นเต้น-ยินดี ที่ปรากฏข่าว คนหนังสือพิมพ์ไทย หนึ่งเดียวในเอเชีย ได้รับเกียรติจากองค์กรระดับโลก “ยูเนสโก” ประกาศยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญ พ.ศ.2561-2562 ในด้านการศึกษาและสื่อสารมวลชน ในการประชุมใหญ่ยูเนสโกประจำปี 2560 กระทั่งเป็นข่าวดังกระฉ่อนไปทั่วโลก ซึ่งผู้เขียนรู้จักและเคารพ “คนหนังสือพิมพ์” ท่านนี้มาตั้งแต่ พ.ศ.2505 และได้ทราบอีกว่า ผู้ถูกยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญระดับโลกท่านนี้ กระทำความดี โดยไม่เคยคาดหวังรางวัลตอบแทนมาก่อน แต่ในที่สุด ก็ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ ดังคำกล่าวอันเป็นอมตะ ของ “วิลเลียม เพนน์” …ผู้นั้นคือ ผอ.กำพล วัชรพล แห่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ นั่นเอง!
ชีวประวัติการต่อสู้ชีวิตอันน่าทึ่ง ของ ผอ.กำพล วัชรพล บนเส้นทาง “คนหนังสือพิมพ์” เริ่มจากศูนย์ เมื่อ 60 ปีก่อน โดยการทำหนังสือพิมพ์ “ข่าวภาพ” ก่อน แล้วต่อด้วย เสียงอ่างทอง และไทยรัฐ จนถึงปัจจุบัน ซึ่งสมัยแรกๆ นั้น ผู้เขียนได้อยู่ในเหตุการณ์ในสมัยหนังสือพิมพ์ “เสียงอ่างทอง” ด้วย เมื่อลงจากรถไฟตอนตี 4 เข้ามาโรงพิมพ์ก็เห็น ผอ.กำพลคลุกอยู่กับเด็กพับหนังสือ ที่ลานกว้างชั้นล่างในสำนักงาน ซึ่งเป็นเรือนไม้สองชั้นเล็กๆ เก่าๆ ตั้งอยู่ในซอยวรพงษ์ บางลำพู ถนนสามเสน ปรากฏยอดพิมพ์หนังสือในสมัยนั้น ไม่มาก และเครื่องมือในการขนส่งหนังสือก็ลำบากเอาการ แต่ ผอ.กำพลก็ได้กัดฟันต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคอย่างไม่ท้อแท้
หลัง “ข่าวภาพ” ถูกปิด จำต้องเช่าหัว เสียงอ่างทอง จาก จ.อ่างทองมาทำจนดัง และต่อถึงไทยรัฐในปัจจุบัน ซึ่งมียอดพิมพ์เป็นล้านๆ และกลายเป็นเจ้าของตัวจริงเสียงจริง หนังสือพิมพ์ “ยักษ์ใหญ่” มียอดจำหน่ายสูงสุดในประเทศไทย พร้อมด้วยสำนักงานอันใหญ่โตอลังการ บนทำเลทอง ถนน (เลขที่ 1) วิภาวดีรังสิต ซึ่งต่างกับสมัยอยู่ซอยวรพงษ์ ราวฟ้ากับดิน
ผอ.กำพล เกิดที่อำเภอกระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ตอนวัยรุ่นเคยช่วยบิดาทำสวน แล้วก็ผันตัวไปสมัครทำงานเรือรับจ้างจนได้เป็นนายท้ายเรือ หลังจากนั้น ได้ตัดสินใจเข้ามาเสี่ยงดวงในกรุงเทพฯ ด้วยการช่วยลุงถีบสามล้อเร่ขายอาหาร ในขณะเดียวกันก็รับจ้างทั่วไปเพื่อหารายได้ยังชีพไปในตัว
ครั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี พ.ศ.2483 หนุ่มกำพลถูกเกณฑ์เข้าเป็นทหารเรือ จนกระทั่งปี พ.ศ.2491 จึงได้ลาออกมาสมัครทำงานด้านหนังสือพิมพ์เป็นครั้งแรกที่ “หลักเมือง” ซึ่งสมัยนั้นได้รับค่าตอบแทนเพียงวันละ 50 สตางค์เท่านั้น แต่ทว่ายังดีที่ได้ค่านายหน้าในการหาโฆษณามาสมทบเก็บหอมรอมริบ จากสลึงเป็นบาทด้วยความประหยัดจนมีทุนอันน้อยนิด มาทำทุนพิมพ์ขายเองโดยเงินทุน 6 พันบาท ที่สะสมได้มาใช้เป็นต้นทุนทำนิตยสารรายสัปดาห์ฉบับแรกชื่อ “ข่าวภาพ” เมื่อ 9 ม.ค.2493 และพัฒนาเป็นรายวัน ขายราคาเพียง 50 ส.ต. ในวันที่ 1 ม.ค.2495 อันเป็นจุดเริ่มต้นบนเส้นทางหนังสือตั้งแต่นั้นมา
คงไม่มีใครคิดมาก่อนว่า “ข่าวภาพรายวัน” กำลังไปได้สวยก็มาเจอวิกฤต เหตุเพราะ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำรัฐประหารโค้นล้มรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม เมื่อ 16 ก.ย.2500 ข่าวภาพรายวันของ ผอ.กำพลก็ถูกสั่งปิดไปด้วย ในที่สุด จึงต้องไปเช่าหัว “เสียงอ่างทอง” จากจังหวัดอ่างทองมาพิมพ์ขายต่อ ปรากฏว่า หนังสือพิมพ์เสียงอ่างทองภายใต้การนำของ ผอ.กำพลในสมัยนั้นขายดีมากยอดพิมพ์สูงขึ้นทุกวัน จึงทำให้เจ้าของกรรมสิทธิ์ขอคืนไปทำเอง แต่ด้วยวิชั่นอันกว้างไกล ผอ.กำพลจึงนำเอาชื่อ “ไทยรัฐ” ที่ขออนุญาตไว้ก่อนแล้วมาสวมแทน โดยการเปลี่ยนสีฟ้ามาเป็นสีเขียว จนกลายเป็นหนังสือพิมพ์ขายดีอันดับ 1 ในประเทศไทย จนถึงทุกวันนี้
ผอ.กำพล ซึ่งนอกจากมี “ทักษะ” ในการบริหารองค์กรหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ จนเติบโตมาตามลำดับแล้ว ยังเป็นคนมีจิตใจกว้างขวาง มุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ประโยชน์คืนให้แก่สังคมและแผ่นดินเกิด ด้วยการตั้งมูลนิธิสร้างโรงเรียน “ไทยรัฐวิทยา” เพื่อรองรับเด็กนักเรียนในชนบทที่ยากไร้ ซึ่งได้ทราบว่าบัดนี้ กำลังสู่่เป้าหมายอย่างน่าชื่นชม คือเกินร้อยแห่งแล้ว
เมื่อวิเคราะห์ถึงสาเหตุแห่งความสำเร็จของ ผอ.กำพลในอีกมุมหนึ่ง จะเห็นได้ว่า ผอ.กำพลนอกจากจะเป็นคนใจกว้าง ให้ความช่วยเหลือดูแลลูกน้องผู้ร่วมงาน ที่เดือดร้อนอยู่เสมอๆ ยังได้ขุนพลมือดี มาเป็นหัวหน้ากองบรรณาธิการ อย่าง สมิต มนัสฤดี ผู้ขยันขันแข็ง มาร่วมเสริมทีม “ไทยรัฐ” จนโด่งดัง และอยู่ภายใต้ชายคาไทยรัฐ กระทั่งถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิตอีกด้วย
โจดี้ ชอว์ครอส นักล็อบบี้ยีสต์การเมือง ซึ่งเคยรู้จัก ผอ.กำพล วัชรพล ขณะที่เขาทำงานอยู่ในโรงพิมพ์แห่งหนึ่งในประเทศเยอรมนี ได้กล่าวต่อ นิโคลาส โคลริคจ์ ด้วยถ้อยคำอันน่าประทับใจว่า.. “สิ่งที่คุณจะระลึกถึงคุณกำพล ก็คือ ความเป็นคนมีชีวิตชีวา มีความสุขกับชีวิต หากคุณตกอยู่ในความลำบาก เขาเป็นคนชนิดที่จะช่วยคุณจนถึงที่สุด” ..และถ้อยคำประโยคนี้เอง ก็ได้ถูกบันทึกเอาไว้ในหนังสือ “เปเปอร์ ไทเกอร์” ที่เขาเขียนขึ้นมาเพื่อรวบรวมตีแผ่เจาะลึก “25 ชีวิต นักหนังสือพิมพ์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกพร้อมวิถีทางแห่งชัยชนะ” ที่ออกวางจำหน่ายในประเทศอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ.2536
ทั้งนี้ ความสามารถในการบริหารงานหนังสือพิมพ์ของ ผอ.กำพล นอกจากได้รับการยอมรับและบันทึกเรื่องราวในหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ เช่น เปเปอร์ ไทเกอร์ หรือ ฮู อิส ฮูอิน เดอะ เวิลด์ แล้วยังขยายสู่แวดวงวิชาการของประเทศไทยอีกด้วย โดยจะเห็นได้ว่ามีมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชน ติดต่อจะขอมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์มากมายแก่ ผอ.กำพล แต่ท่านก็ไม่ยอมรับ เพราะรู้ว่าตนเองเรียนน้อย ไม่คู่ควรกับปริญญาใดๆ
ด้วยความสำนึกที่ว่า ตนเองได้เรียนหนังสือมาน้อย จบแค่ ป.2 จากโรงเรียนวัดดอนไก่ดี สมุทรสาคร ซึ่งนับได้ว่าเป็นผู้หนึ่งที่ด้อยโอกาสได้เล่าเรียน เนื่องเพราะครอบครัวยากจนแร้นแค้น ทำให้เกิดแรงบันดาลใจกระตุ้นให้ ผอ.กำพล วัชรพล ตั้งปณิธานไว้อย่างแน่วแน่ว่า เมื่อใดที่ตนมีโอกาสได้ดีในสังคมแล้ว จักต้องทำสิ่งอันเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาเพื่อตอบแทนสังคมให้จงได้
ดังนี้แล้ว ผอ.กำพลจึงได้แบ่งเงินส่วนหนึ่งที่ได้มาจากเงินจำหน่ายหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ระดมสร้างโรงเรียนไทยรัฐวิทยาลัย ให้กระจายสู่ชนบทช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่ยากไร้ทั่วประเทศ เพื่อตอบสนองปณิธานดังกล่าวตั้งแต่ปี 2512 เป็นต้นมา
และบัดนี้ได้ก่อสร้างเกินหนึ่งร้อยแห่งแล้ว ผู้เขียนจึงถึงบางอ้อว่า ไยจึงมีผู้ใจกุศลไปร่วมแรงร่วมใจบริจาคเงินสมทบทุนเพื่อการนี้เป็นจำนวนมาก ตามที่ปรากฏในสื่อ
การที่ “ไทยรัฐ” สามารถก้าวมาถึงจุดอันยิ่งใหญ่ ครองยอดจำหน่ายมากสุดในประเทศไทย มากกว่า 30 ปี หนทางย่อมมิใช่ปูด้วยดอกกุหลาบแน่นอน เมื่อพิเคราะห์เจาะลึกในเชิงวิชาการแล้ว จะปรากฏว่า นอกจาก ผอ.กำพลมียุทธศาสตร์ในการครองใจลูกน้องด้วยวิธีการลึกซึ้งตามแบบฉบับของตัวเอง ด้วยการเอาตัวเข้าไปคลุกคลีทำงานด้วยกัน กินด้วยกัน สนุกด้วยกัน ร่วมทุกข์สุขด้วยกันแล้ว บางครั้งกิจการหนังสือพิมพ์ประสบวิกฤตไม่มีเงินจ่ายให้ลูกน้อง ก็ยังสั่งให้คุณหญิงประณีตศิลป์ ศรีภริยาคู่ทุกข์คู่ยาก เอาสร้อยคอไปขายเพื่อมาจ่ายเงินเดือน ก็เคยทำมาแล้ว
นอกจากการได้ผู้ร่วมงานที่ดีดังกล่าวแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องกล่าวถึง นั่นคือ ผอ.กำพลมีโชคดีกว่าคนอื่น ที่มีศรีภริยา เป็นคู่ทุกข์คู่ยากอย่างแท้จริง ร่วมต่อสู้ชีวิตอย่างไม่ท้อแท้และคอยเป็นพลังใจให้สามีอยู่เบื้องหลัง นับตั้งแต่ตอนเริ่มก่อร่างสร้างตัวในเส้นทาง “คนหนังสือพิมพ์” ของ ผอ.กำพลเลยทีเดียว ผู้นั้นคือ สาวน้อยร่างเล็กเอวบางคนหนึ่งในสมัยนั้น ซึ่งต้องรับภาระอันหนักหน่วงพอควร ช่วยวิ่งเต้นเดินหาโฆษณาตามห้างร้าน เพื่อเพิ่มรายได้เข้ามาจุนเจือเป็นค่าใช้จ่ายในการออกหนังสือให้ทันตามกำหนดการ หญิงสาวคนนั้น ก็คือ…คุณหญิงประณีตศิลป์ วัชรพล ในปัจจุบัน นี่เอง!
ผู้เขียน ต้องขอชื่นชม…หลังจาก ผอ.กำพลผู้ยิ่งยง ถึงอนิจกรรมด้วยวัย 76 ปี เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2539 แล้ว คุณหญิงประณีตศิลป์ วัชรพล และลูกๆ ได้แก่ คุณยิ่งลักษณ์ วัชรพล และคุณสราวุธ วัชรพล ได้สืบทอดเจตนารมณ์ผู้เป็นพ่อในการดูแลพัฒนาโรงเรียนไทยรัฐวิทยาลัย ด้วยการวางเป้าหมายเพิ่มจำนวนโรงเรียนไทยรัฐวิทยาตามปณิธานในโอกาส 100 ปี ชาตกาล ผอ.กำพล ให้ถึง 111 โรง ภายในปี 2562 อย่างมุ่งมั่น และบรรลุเป้าหมาย อันเป็นการต่อยอดจากบรรพบุรุษผู้ริเริ่มโครงการ และตั้งใจกระทำความดี จนได้รับการสรรเสริญเชิดชูจาก “ยูเนสโก” องค์กรระดับโลก ในที่สุด
ดังที่ ดร.สมัคร เจียมบุรเศรษฐ์ อดีตเลขาธิการพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวไว้ว่า “การตั้งใจทำดีเพื่อความดี แม้กาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็ตาม สุดท้ายแล้วโลกย่อมมองเห็นความดีนั้น อย่างแน่นอน”
ไพรัช วรปาณิ
กรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิ

